Expat คือตัวย่อของ Expatriates แปลว่า ผู้ระหกระเหินจากบ้านเกิดเมืองนอนไปทำงานต่างแดน

สวัสดี Leading-Out-of-Thailand ครับคุณผู้อ่าน
 
ผมตั้งใจให้คอลัมน์ใหม่นี้ เป็นการเล่าเรื่องชีวิตผู้นำในต่างแดน ทั้งจากมุมมองของคนเขียนเอง และเรื่องราวของผู้บริหารใน AEC ที่จะได้พบเจอ 
เป้าหมายคืออยากให้คนไทยและธุรกิจในเมืองไทยพอเห็นภาพว่า เมื่อเราก้าวขาออกไปนอกประเทศแล้วเป็นอย่างไรบ้าง ผู้นำชาติอื่นๆเป็นแบบใด โดยผ่านข้อคิดของผู้นำสมองเช่นเคย
 
ช่วงแรกคงหนักที่ประสบการณ์ตรงของผมก่อน ส่วนเรื่องเล่าของผู้นำชาติอื่นจะค่อยๆประสมเข้ามาภายหลัง
 
ยูจะไปเป็น Expat ที่ KL นะ” นายใหม่ชาวอเมริกันของผมบอก
 
แปลว่านอกจากเงินเดือน ทางเราจะ Support เรื่องที่อยู่อาศัย เรื่องรถ เรื่องค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต ให้คล้ายกับชีวิตในกรุงเทพของยูมากที่สุด” เขาอธิบายเมื่อเห็นผมทำหน้างงๆ
งงจริงครับ เพราะแม้ผมจะใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศมาไม่น้อย แต่ไม่เคยอยู่ในฐานะ Expat มาก่อน เคยแต่เป็นนักเรียน เป็นลูกจ้าง หรือทำงานแบบ Global บินไปโน่นนี่แต่ฐานอยู่ที่เมืองไทย
งั้นขอเล่าสู่กันฟังสักนิด 

สัญญา Expat โดยมากมีสามส่วนนะพี่ธัญ หนึ่งคือ เงินเดือน สองคือ สิทธิประโยชน์ และสามคือ ภาษี” รุ่นน้องผู้ดูแลด้านนี้ให้กับบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งเล่าเมื่อผมไปปรึกษา

รายรับ หรือบางที่เรียกว่า Net Take Home Pay หมายถึง เงินส่วนที่เป็นรายได้ คล้ายเงินเดือนที่เรารับเวลาทำงานประจำในบริษัท

สิทธิประโยชน์ หรือ Benefits หมายถึง การชดเชยด้านชีวิตความเป็นอยู่ให้กับ Expat เนื่องจากเขาต้องย้ายจากบ้านมา หลักๆพวกนี้คือ ค่าเช่าบ้าน ค่ารถ ค่าน้ำมัน ค่าเล่าเรียนลูก ค่าใช้จ่ายจิปาถะ ค่าเดินทางกลับบ้าน ค่าประกันสุขภาพ ฯลฯ แล้วแต่สัญญา” นี่คือส่วนที่ CEO อธิบายให้ผมฟังตอนต้น

 
สุดท้ายคือ ภาษี ตัวนี้ต้องดูให้ละเอียด เพราะแต่ละแห่งมีวิธีแตกต่างกัน เช่น บางบริษัทออกภาษีให้หมดเลย บางเจ้าจ่ายส่วนที่เป็น Tax on benefits ห้ หมายถึง เฉพาะภาษีส่วนสิทธิประโยชน์ (ซึ่งสรรพากรนับเป็นรายได้อยู่ดี) หลายบริษัทไม่จ่ายให้เลยก็มี
เพื่อน Expat ของผมคนหนึ่งมารู้เมื่อย้ายไปแล้วว่า ค่าเช่าบ้านที่บริษัทบอกน่ะไม่ได้ชดเชยภาษีให้ เมื่อหักแล้วอัตราจริงลดลงไปถึงหนึ่งในสาม เช่น จากที่เคยเข้าใจว่าได้ค่าบ้านเดือนละ 60,000 บาท กลับเหลือแค่ 40,000 บาท งั้นดูให้ดีก่อนเซ็นนะครับ

ข้อคิดสำหรับผู้นำสมอง
 
1.Expat Package พ่อตาผมซึ่งเป็นผู้บริหาร HR ของบริษัทยักษ์ใหญ่กว่าสิบห้าปีเล่าว่า จริงๆถ้าอยากเปรียบเทียบกับ Local Package ต้องนำเงินเดือนมาหักค่าต่างๆออกเสียก่อน เพราะ Expat Package แยกรายรับเป็นส่วนๆ Net Take Home Pay คือเงินที่เหลือเข้ากระเป๋าไว้จับจ่ายใช้สอย ส่วนค่าใช้จ่ายหลัก เช่น ค่าบ้าน ค่ารถ ค่าเล่าเรียน องค์กรจะ support ด้วยส่วนที่เป็นสิทธิประโยชน์ บวกด้วยการชดเชยภาษี คิดง่ายๆคือ เงินเดือน 100,000 บาทที่เมืองไทย ต้องเทียบกับ NTHP 100,000 บวกด้วยมูลค่าสิทธิประโยชน์ 100,000 บาท และค่าชดเชยภาษี 30,000 บาท รวมเป็น 230,000 บาท เป็นต้น
ข้อควรคิดคือ เวลาจ่ายโบนัสสิ้นปีเป็นจำนวนเดือน Expat จะยึดเจ้า 100,000 บาทที่เป็น NTHP ไม่ใช่ยอดรวม 230,000 ซึ่งทำให้ตัวคูณหายไปพอสมควร ต้องดูให้ดี

2.Expat Experience การไปทำงานต่างประเทศเป็นโอกาสชีวิต อย่าตัดสินใจรับงาน Expat เพียงเพราะดูเหมือนรายได้ดี แต่ควรไปเพราะต้องการประสบการณ์ความท้าทายใหม่ๆให้ชีวิตเติบโต หากคุณไปด้วย Fixed Mindset โดยไม่เปิดใจต้อนรับความแตกต่าง ไม่ว่าเงินเท่าไหร่ก็ไม่สามารถชดเชยให้รู้สึกดีกับสิ่งแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย ภาษาวัฒนธรรมอันแปลกหู และ อาหารไม่ถูกลิ้นได้ อย่าลืมว่าสภาพแวดล้อมมีผลต่อสมองมากกว่ามูลค่าสมมติของเงินตอบแทน   

3.Expat Ladder อย่าลืมใช้สมองส่วนหน้าคิดด้วยว่าแล้วอนาคตจะไปต่ออย่างไร Expat มักเกิดขึ้นแค่ช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้ลงหลักปักฐานในประเทศนั้นๆจนตาย หากคุณเป็นพนักงานบริษัทที่รับ Expat Assignment พยายามตกลงให้เคลียร์ก่อนว่าเมื่อครบเวลาแล้วจะเกิดอะไรขึ้น หลายคนกลับบ้านมาแล้วพบว่าไม่มีตำแหน่งให้ตนแทรกลงในองค์กรเดิม หรือรับไม่ได้เมื่อต้องกลับมารับ Local Package ที่ดูน้อยกว่าเคยได้จนใจหาย
ก้าวแรกสู่ AEC ของผม แค่เริ่มเรียนรู้ชีวิต Expat ก็สนุกแล้ว แต่สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น งั้นถ้าจะ Leading-Out-of-Thailand อย่าลืมขอบินไปดูของจริงก่อนเซ็นในกระดาษ ช่วยสมองให้ชัดเจนกับชีวิตใหม่ 
จบก่อนนะครับ เค้ากำลังประกาศเรียกผมขึ้นเครื่องไป KL แล้วครับ




ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์
Principal Partner
สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 27 มิ.ย.59