Family Office - ภารกิจที่มากกว่าบริหารเงิน

 

การมีหน่วยงานเฉพาะเจาะจงในองค์กร ที่เรียกว่า Family Office (FO) มาดูแลและบริหารจัดการทรัพย์สินของครอบครัว แม้จะเป็นที่รู้จักแพร่หลายในต่างประเทศมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 แต่สำหรับเมืองไทยต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องใหม่แกะกล่องที่หลายคนยังไม่ค่อยคุ้นเคย


ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธนาคารใหญ่ๆ ในประเทศ ต่างหันมาให้ความสนใจธุรกิจครอบครัวมากขึ้นด้วยเหตุผลเดียวกันคือมองเห็นโอกาสทางการตลาดที่ถูกละเลยมานาน


หลายแบงค์มีบริการช่วยทำหน้าที่เป็น FO ให้กับครอบครัวขนาดใหญ่ที่ยังไม่มีหน่วยงานนี้ในองค์กร เพื่อดูแลและบริหารสินทรัพย์ของครอบครัวให้มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนักยกเว้นครอบครัวที่มีเงินเป็นหลักพันล้านขึ้นไป


การดูแลเรื่องสมบัติเงินทองแม้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะกิจการครอบครัวมีปัญหามากกว่านั้น !


สถิติจากหลายสถาบันยืนยันตรงกันว่า ธุรกิจครอบครัวที่อยู่รอดได้หลายรุ่นคน มีจำนวนไม่มากนัก


ข้อมูลล่าสุดพบว่ากิจการที่สามารถสืบทอดจากรุ่นแรกไปสู่รุ่นที่สองได้มีเพียง 30% ในขณะที่จากรุ่นสองไปรุ่นสามมีอยู่ 12% และลดลงเหลือแค่ 3%  เมื่อนับถึงรุ่นที่ 4 ทุกวันนี้เลยมีคนพูดทีเล่นทีจริงทำนองว่า รุ่นเตี่ย...เริ่ม - รุ่นเสี่ย...ลุย - รุ่นตี๋...เลิก !

 

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น...

 

งานวิจัยของ Dr.Sabine Rau ศาสตราจารย์แห่ง King’s College ในกรุงลอนดอนที่ร่วมกับ Egon Zehnder บริษัทวิจัยระดับโลกและองค์กรเครือข่ายชื่อดัง Family Business Network International ได้ทำการวิเคราะห์ 50 องค์กรครอบครัวชั้นนำในอเมริกา ยุโรปและเอเชีย พบว่าความล้มเหลวของธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่เกิดมาจาก 4 สาเหตุหลักๆ คือ

 

ขาดความยั่งยืนในการทำธุรกิจ  - ต้องยอมรับว่ากิจการครอบครัวจำนวนไม่น้อย อาศัยเส้นสายและเครือข่ายความสัมพันธ์ส่วนตัว (Personal Network) เป็นหนทางหลักในการหารายได้ให้กับองค์กร คำว่า “ก่ำเช้ง” ซึ่งหมายถึงการซื้อขายโดยอาศัยความช่วยเหลือ ค้ำจุนและบุญคุณในอดีต เป็นที่รู้จักและเข้าใจกันดีในหมู่เถ้าแก่ผู้ก่อตั้งธุรกิจเมื่อหลายสิบปีก่อน แม้วิธีการนี้อาจจำเป็นสำหรับการเริ่มต้น แต่กลับกลายเป็นปัญหาที่สร้างความไม่ยั่งยืนให้กับองค์กรในระยะยาวได้หากใช้มากจนเกินไป เพราะเมื่อคนรุ่นก่อตั้งหมดบทบาทลง ความสัมพันธ์เก่าก่อนที่เคยเป็นเสาหลักค้ำยันธุรกิจก็จะค่อยๆ จางหายและหมดไปในที่สุด

 

ขาดวินัยในการใช้เงิน - ธุรกิจครอบครัวจำนวนไม่น้อย ไม่มีระบบการบริหารจัดการเงินทองที่ดีพอ ใช้ระบบ “กงสี” คือเงินทุกอย่างกองกลางเป็นผู้ออก ไม่ว่าจะเรื่องส่วนตัว ครอบครัวหรือธุรกิจ ไม่มีการลงบัญชี ไม่มีการควบคุมค่าใช้จ่าย ธุรกิจครอบครัวใหญ่ๆ หลายแห่ง มีอันต้องปิดฉากลงเพราะสมาชิกในครอบครัว นำเงินกงสีไปใช้ผิดประเภทหรือลงทุนตามความสนใจส่วนตัว เช่น เล่นการเมือง ซื้อทีมฟุตบอล ฯลฯ โดยไม่ได้หวังผลทางธุรกิจ

 

ขาดการวางแผนสืบทอดอำนาจที่เหมาะสม - เจ้าของธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่ เล็งไว้แล้วว่าทายาทคนไหนจะมาสืบทอดธุรกิจใดต่อไป แต่ปัญหาใหญ่เกิดขึ้นจากการที่ไม่ได้มีการพูดคุยและถามความสมัครใจกันตั้งแต่เนินๆ เถ้าแก่หลายคน ทึกทักเอาเองว่าลูกหลานพร้อมที่จะสืบสานกิจการที่บ้านต่อไป แต่ในชีวิตจริง อาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น !

ผลสรุปจากงานวิจัยพบว่าทายาทที่ถูกวางตัวไว้อย่างน้อย 1 ใน 3 ไม่อยากทำกิจการของที่บ้าน เพราะเหตุผลต่างๆ นานา เช่น ไม่มีความสนใจในธุรกิจที่ครอบครัวทำอยู่ ไม่อยากทำงานกับครอบครัวเพราะปัญหาเยอะ รู้สึกขาดอิสระในการคิดและทำเพราะถูกครอบงำจากคนรุ่นก่อน เป็นต้น

ความซับซ้อนของประเด็นนี้เพิ่มขึ้นอีก เมื่อกิจการเริ่มมองหาผู้สืบทอดตำแหน่งจากภายนอก – ทราบหรือไม่ว่าโอกาสที่มืออาชีพจะประสบความสำเร็จในธุรกิจครอบครัวมีเพียงแค่ 50% เท่านั้น ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการขาดความรู้ความสามารถ แต่เกิดจากความไม่ลงตัวเรื่องวัฒนธรรมการทำงาน การขาดอิสรภาพในการคิดและตัดสินใจ และความไม่ไว้วางใจในฝีมือหรือความโปร่งใสที่เจ้าของกิจการมีต่อมืออาชีพจากภายนอกต่างหาก

 

ขาดระบบการบริหารผลการทำงานของสมาชิกในครอบครัว – ต้องยอมรับว่าการบริหารความสัมพันธ์ในหมู่เครือญาติ เป็นยาขมหม้อใหญ่ในการจัดการธุรกิจครอบครัว เพราะบางทีผลงานก็ไม่อาจตัดสินได้อย่างตรงไปตรงมาโดยไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน จุดตายของธุรกิจครอบครัวคือ การมีกติกาและข้อยกเว้นพิเศษสำหรับสมาชิกทางสายเลือด จนเป็นเหตุให้เกิดการบริหารจัดการแบบ 2 มาตรฐานขึ้นในองค์กร

ดังนั้น Family Office จึงควรทำหน้าที่มากกว่าเพียงแค่ดูแลและบริหารจัดการความมั่งคั่งของครอบครัวเท่านั้น เพราะข้อมูลและหลักฐานต่างๆ ที่มี พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “เงิน” เป็นเพียงปัญหาหนึ่ง ! Family Office ในยุคปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องขยายขอบเขตการทำงานให้ครบทั้ง 3 ด้าน

ด้านความมั่งคั่งของครอบครัว (Wealth) – การดูแลและบริหารจัดการทรัพย์สินเงินทองรวมถึงการใช้จ่ายของสมาชิกในครอบครัว จำเป็นต้องทำอย่างเป็นระบบ มีหลักการและกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร มีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอโดยบุคคลภายนอกที่เชื่อถือได้และเป็นมืออาชีพ  เรื่องนี้ฟังดูอาจรู้สึกว่าวุ่นวายจนเกินความจำเป็น แต่เชื่อเถอะครับ เงินทองไม่เข้าใครออกใคร หลายครอบครัว พี่น้องทะเลาะกันจนถึงขั้นฆ่าแกงก็เพราะเรื่องเงิน บางครอบครัวเห็นกงสีเป็นบ่อน้ำมัน ต่างคนต่างสูบให้ได้มากที่สุดเพราะกลัวจะเสียเปรียบญาติและพี่น้องคนอื่นๆ  อย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องจริง อาการแบบนี้มีให้เห็นเยอะแล้ว !

ด้านความโปร่งใสในการบริหารจัดการและการทำธุรกิจ (Governance) - องค์กรจำเป็นต้องมี “ธรรมนูญครอบครัว (Family Governance) ที่ระบุถึงกฎกติกามารยาทในการบริหารธุรกิจ การประเมินผลการทำงานและการบริหารความสัมพันธ์ของสมาชิกครอบครัวให้ชัดเจน เพื่อความโปร่งใสและความเข้าใจที่ตรงกันในการทำงาน ตัวอย่างเช่น ครอบครัวใหญ่ๆ ที่มีชื่อเสียงในเมืองไทยบางแห่ง มีกติกาชัดเจนที่จะไม่ให้เขยหรือสะใภ้เข้ามาทำงานในธุรกิจของครอบครัว เพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม เป็นต้น  นอกจากนั้น บางครอบครัวยังมี “คณะกรรมการครอบครัว (Family Council) ซึ่งประกอบด้วยผู้ใหญ่จากภายนอก 2-3 ท่านที่สมาชิกในครอบครัวให้ความนับถือ คอยทำหน้าที่กำกับดูแลและบังคับใช้ธรรมนูญครอบครัวให้ได้ผลอย่างเต็มประสิทธิภาพอีกด้วย 

ในกรณีนี้ คณะกรรมการครอบครัวจึงทำหน้าที่คล้ายบอร์ดของบริษัทขนาดใหญ่ โดยมี FO ทำหน้าที่เป็นเสมือนหน่วยงานเลขานุการที่คอยช่วยเหลือและสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการในเรื่องต่างๆ

ด้านความยั่งยืนระยะยาว (Sustainability) – การสร้างความต่อเนื่องในการบริหารธุรกิจด้วยการกำหนดแผนสืบทอดตำแหน่งและแนวทางการเตรียมบุคลากรให้พร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคต เป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความสำเร็จที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้น ธุรกิจครอบครัวหลายแห่งไม่เคยมีการวางแผนหรือเตรียมการเรื่องนี้ไว้ล่วงหน้า เมื่อถึงเวลาที่จะต้องมีการส่งไม้ต่อ จึงเกิดความขลุกขลักทั้งในเรื่องความพร้อมและการยอมรับ

นอกจากนั้นความยั่งยืนยังหมายรวมถึงการกำหนดกฎเกณฑ์และขอบเขตในการดำเนินธุรกิจและการขยายกิจการให้ชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการใช้ความรู้สึกหรือความชอบส่วนตัวมาตัดสินใจ

 

Family Office จึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการเพื่อสร้างความสำเร็จที่ยังยืนให้กับธุรกิจครอบครัวในศตวรรษนี้ การจัดตั้ง Family Office ให้เป็นหน่วยงานหนึ่งในองค์กรทำได้ไม่ยากหากแต่ต้องอาศัยความตั้งใจที่จะทำอย่างจริงจัง โอกาสหน้าจะได้มาเล่าสู่กันฟังต่อไป

 

 

อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา

กรรมการบริหาร

สลิงชอท กรุ๊ป

 

ที่มา: Forbes Thailand June 2015