ต้องยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนเป็นส่ิงที่ทำได้ยากมาก โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของคน ก่อนที่จะเล่าถึงวิธีการเปลี่ยนแปลงที่ได้ผล ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า คนเรานี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่มักทำอะไรตามความเคยชิน

จากการวิจัยพบว่า 95% ของพฤติกรรมที่ทำนั้น มาจากความคุ้นเคยหรือความเคยชินในการตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก ในขณะที่อีก 5% เป็นเรื่องของการเลือกที่จะปฏิบัติโดยความตั้งใจ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เวลาเราอาบน้ำ พอทำให้ตัวเปียกน้ำและหยิบสบู่มาถูตัว สังเกตไหมว่าเราจะถูด้วยวิธีการแบบเดิม ๆ ทุกครั้ง คือใครเริ่มจากการล้างหน้าก่อน ก็จะล้างหน้าก่อนเสมอ หากใครเริ่มจากถูกแขนขวาก่อน ก็จะถูกแขนขวาก่อนเสมอ แล้วทำไปเรื่อย ๆ ตามลำดับ โดยแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงวิธีการถูสบู่ของตนเองเลย

นั่นคือ 95% ที่ผมกำลังพูดถึง ส่วนอีก 5% นั้นเป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นจากความตั้งใจ เช่น ถ้าเรามีแผลที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายและหมอบอกว่าห้ามโดนน้ำ แน่นอนว่าวิธีการอาบน้ำก็จะถูกเปลี่ยนแปลงไปในทันที ต้องค่อย ๆ ถูสบู่ มีสติในการอาบน้ำ ระวังไม่ให้โดนแผล จวบจนเมื่อแผลหายดี พฤติกรรมการอาบน้ำแบบเดิม ๆ ก็จะกลับคืนมา

หากมาวิเคราะห์ให้ลึกซึ้ง จะพบว่า การที่คนเราจะเปลี่ยนแปลงได้นั้น ต้องอาศัยความตั้งใจและการมีสติที่ตั้งมั่นในการทำสิ่งต่างๆ แต่ปัญหาคือคนส่วนมากไม่ได้เป็นเช่นนั้น คนส่วนใหญ่ทำอะไรตามความเคยชินมากกว่า โดยบางครั้งแทบไม่ต้องมองหรือคิดเลยว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่

ดังนั้นหากต้องการปรับนิสัยหรือความเคยชินที่เป็นอยู่ ลองทำตามปัจจัย 6 อย่างที่จะสร้างความยั่งยืนใหักับการเปลี่ยนแปลงนี้ดู

1.  ต้องละเอียดและชัดเจน

ลองนึกดูว่า หากคุณบอกกับตัวเองว่า “ต่อแต่นี้เป็นต้นไป ฉันจะออกกำลังกายเป็นประจำ” อะไรจะเกิดขึ้น... บอกได้เลยว่า คุณสอบตกตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มทำแล้ว เพราะคุณจะเลื่อนการออกกำลังกายออกไปเรื่อย ๆ อย่างสม่ำเสมอ เช่นเดียวกันกับการเปลี่ยนแปลงในที่ทำงาน ถ้าคุณบอกพนักงานว่า “เราต้องให้เกียรติลูกค้า” หลายคนจะเริ่มสงสัยว่า ที่ว่า “ให้เกียรติ” นั้น หมายถึงให้ทำอย่างไร ในขณะที่บางคนก็มองว่า “ฉันก็ให้เกียรติอยู่แล้ว จะให้ทำอะไรอีก”

ดังนั้นการเริ่มต้นของการปรับเปลี่ยน ต้องกำหนดให้ชัดเจนถึงสิ่งที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลง เช่น “ฉันจะออกกำลังกายทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ ตอนหกโมงเย็นหลังเลิกงาน เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมง และหากวันไหนทำไม่ได้ จะไปออกกำลังกายในวันอาทิตย์ตอนเก้าโมงเช้าแทน” หรือ “เราต้องยกมือไหว้ลูกค้าเมื่อพบ โดยสบตาก่อนจากนั้นยกมือไหว้พร้อมก้มศรีษะลง โดยปลายจมูกห่างจากหัวแม่มือไม่เกิน 1 เซนติเมตร ย้ิมและกล่าวคำว่าสวัสดีค่ะ/ครับ” เป็นต้น

แม้จะดูจุกจิกละเอียดเกินไป แต่คุณจะได้รูปแบบการเปลี่ยนแปลงที่ต้องการ และการกำหนดรายละเอียดอย่างชัดเจนเช่นนี้ จะทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นและแนวโน้มที่จะสำเร็จก็สูงขึ้นด้วย

2.  ไม่มากแต่ไม่น้อยเกินไป

ความผิดพลาดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่ทำกันคือการพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงมากเกินไปจนไม่สามารถทำได้ ลองนึกดูว่าถ้าคุณไม่แคยออกกำลังกายเลยมาเป็นเวลาหลายปี แล้วอยู่ ๆ วันหนึ่งก็ลุกขึ้นออกกำลังกายด้วยการวิ่งหนึ่งชั่วโมงต่อวัน ห้าวันต่อสัปดาห์ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือคุณจะรู้สึกเหนื่อยมาก เจ็บกล้ามเนื้อไปทั้งตัว แล้วสุดท้ายภายใน 2-3 ครั้งของการวิ่ง ก็จะหยุดทำไปโดยปริยาย

ในทางกลับกัน การวางแผนในการเปลี่ยนแปลงที่ง่ายจนเกิดไปก็จะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่แตกต่าง เช่น คุณตัดสินใจที่จะออกกำลังกายโดยการเดิน 10 นาทีต่อวันภายหลังการรับประทานอาหารกลางวันเสร็จเรียบร้อย แม้เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ง่ายที่แต่ผลที่ได้ (คือการมีร่างกายที่แข็งแรงขึ้น) ไม่เป็นไปตามที่อยากเห็น แรงจูงใจในการทำอย่างต่อเนื่องจะหายไปและหยุดทำในที่สุด

ดังนั้น วิธีการที่ดีคือทางสายกลาง คือ ไม่มากเกินไปจนทำไม่ไหว แต่ไม่น้อยเกินไปจนไม่เห็นผล

กระดาษหมดพอดี ขออนุญาตยกยอดไปต่อในฉบับหน้าครับ

 

 

อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา

กรรมการบริหาร

บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด

www.orchidslingshot.com

apiwut@riverorchid.com

ติดตามข้อคิดและเกร็ดความรู้ด้านการบริหารจัดการได้ที่ twitter.com/apiwutp