‘แม่’ ของผู้นำ


Dr. John Medina นักจุลชีววิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการสมองของเด็ก ผู้เขียนหนังสือ Brain Rules for Babies กล่าวถึงวิธีการดูแลลูกไว้คร่าวๆ 4 ประเภท หนึ่งในนั้นคือ วิธีที่ทางสถิติบอกว่านำไปสู่การเติบโตของเด็กที่เป็นผู้นำชั้นเลิศ ได้ทั้งการเรียนการกิจกรรม เก่งทั้งงานเก่งทั้งคน เผื่อได้ข้อคิดในการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ๆที่มีประสิทธิภาพ

 

1) ประเภทแรก Neglectful แม่สไตล์ปล่อยปละละเลย

แม่สไตล์นี้ไม่ค่อยสนใจเรื่องการเลี้ยงลูก ไม่แคร์เรื่องวินัยและไม่ใส่ใจเรื่องอารมณ์ สอบตกทั้งสมองส่วนหน้าและสมองส่วนหลัง ในบ้านมักไม่ค่อยมีกฎกติกา บางทีทุ่มนึงไล่ไปนอน บางทีปล่อยให้วิ่งเล่นถึงห้าทุ่มเที่ยงคืน มักใช้เหตุผลของตัวเองตัดสินเหตุการณ์ต่างๆขาดระเบียบที่ชัดเจน พฤติกรรมแม่ที่เห็นได้ชัดคือ การทิ้งลูกให้คนอื่นเลี้ยง เด็กขาดความอบอุ่น ขาดศรัทธา และขาดการเพาะบ่มวินัย พฤติกรรมเด็กที่สังเกตได้คือ ลูกมักงอแงไม่มีเหตุผล ติดแม่อย่างผิดปกติ ก้าวร้าว ก่อเรื่องกับเด็กคนอื่น ไม่ค่อยตั้งใจเรียน ขาดความมั่นใจ บางกรณีซึมเศร้า ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ โน้มน้าวและเข้ากับคนรอบตัวไม่ค่อยได้

 

2) ประเภทที่สอง Authoritarian แม่สไตล์เผด็จการ

แม่สไตล์นี้เน้นสมองส่วนหน้าหนักไปทางเอาแต่เหตุผล(ของตนเอง)เป็นหลัก ดูแลลูกเหมือนประติมากรรมที่ต้องสวยเลิศกว่าใครๆ วัดผลสำเร็จด้วยการเปรียบเทียบ และมักไม่ค่อยรับรู้ความรู้สึกของเด็ก ยามดีประโยคติดปากอาจเป็น “หนูทำอย่างนี้ไม่ได้นะคะ... วิ่งเล่นในสนามเดี๋ยวกระโปรงเลอะไม่สวย” ทั้งที่เจ้าตัวตาละห้อยอยากไปกับเพื่อน ส่วนยามร้ายหากลูกไม่เชื่อฟังก็อาจเป็น “แม่บอกแล้วใช่มั้ยว่าอย่า... ถ้าไม่หยุดแม่ตีนะ ดูลูกคนอื่นสิทำไมเค้านั่งเรียบร้อยได้” พฤติกรรมเด็กที่สังเกตได้คือ ลูกมักดูเรียบร้อยเหมือนผู้ใหญ่เกินวัย เป็นนักเรียนที่แม้ผลการเรียนดีแต่ขาดชีวิตชีวา หงุดหงิดง่ายแต่ไม่แสดงออก เก็บกดและมักเป็นผู้ตาม

 

3) ประเภทที่สาม Permissive แม่สไตล์พะเน้าพะนอให้ท้าย

ในทางกลับกัน แม่สไตล์นี้เน้นสมองส่วนหลังจนไม่สนใจเรื่องเหตุและผล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดลูกตัวเองถูกเสมอ มีพฤติกรรมที่สอนลูกให้ไม่แคร์และเอาเปรียบคนอื่น ถ้าใช้ภาษาให้ทันสมัยคงเรียกว่า ‘มนุษย์ป้า’ เพื่อนเคยเล่าให้ฟังว่า มีเด็กในรถข้างๆเปิดประตูมากระแทกรถตนเสียงดังสนั่น ผู้ปกครองที่มาด้วยแทนการสอนให้เด็กขอโทษกลับมองคล้ายว่า “ก็ที่จอดรถ...มันก็เป็นอย่างนี้แหละ จบป่ะ?” แล้วปล่อยให้ลูกเดินจากไปเฉยๆ ผลโดยตรงที่ส่งต่อเด็กคือ พฤติกรรมเอาแต่ใจตัวเอง หงุดหงิดง่าย ขี้โวยวาย วางอำนาจ ขาดศักยภาพทางอารมณ์ (EQ) เห็นแก่ตัว และมักไม่สนใจการเรียนหรือกติกาสังคม อาจเป็นผู้นำที่เก่งแต่คงไม่ใช่ผู้นำที่ดี

 

4) ประเภทสุดท้าย Authoritative แม่สไตล์พระเดชและพระคุณ

ตามสถิติแม่สไตล์นี้สร้าง ‘ผู้นำที่มีประสิทธิภาพ’ ที่สุด เธอมักเลี้ยงลูกเองด้วยความใกล้ชิด ด้วยความรักที่อยู่บนเหตุผลและกติกา ทำให้เกิดพัฒนาการทั้งสมองส่วนหน้าและสมองส่วนหลัง หากเด็กทำผิดแม่จะทำความเข้าใจเจตนาและความรู้สึกของลูกก่อนตัดสินตามกฎที่วางไว้ เช่น “แม่รู้ว่าหนูอยากสนุกกับการวิ่งเล่นกับเพื่อน และหนูก็พยายามจะไม่ทำให้ชุดเปื้อนหรือให้เนื้อตัวสกปรก แต่จำได้ใช่ไหมว่าบ้านเรามีกติกาว่าหลังอาบน้ำแล้วเป็นเวลาทำการบ้านก่อนขึ้นนอน งั้นครั้งหน้าหนูวิ่งเล่นกับเพื่อนให้เสร็จก่อนเวลาอาบน้ำดีไหม?” เสร็จแล้วทำโทษด้วยการงดนิทาน แต่ก่อนหลับแม่แวะมาจุ๊บนิดนึง เด็กที่ถูกเลี้ยงด้วยแม่สไตล์นี้มักเติบโตมาเป็นผู้นำที่ดีมีความสุข มีระเบียบวินัย เคารพกฎกติกา เห็นอกเห็นใจผู้อื่น เพื่อนๆรักและอยู่ในสังคมได้ดี จัดลำดับความสำคัญของชีวิตได้ ครอบครัวแข็งแรง เชื่อมั่นในตนเองแต่อ่อนน้อมถ่อมตน ครบทั้งพระเดชและพระคุณ ทั้ง IQ และ EQ

 

ตัวอย่างจริงสำหรับคนไทยคงไม่ต้องมองไกลเกิน ‘สมเด็จย่า’ ผู้สร้างมหากษัตริย์อันยิ่งใหญ่ให้กับแผ่นดินไทยด้วยการเลี้ยงลูกแบบ Authoritative เช่น หากอยากได้จักรยานสักคันก็ต้องทำงานเก็บเงินด้วยน้ำพักน้ำแรงตนเอง ไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ

 

เผื่อใครสนใจจะไปหาอ่านเพิ่มเติม การแบ่งลักษณะการเลี้ยงดูแบบนี้เป็นไอเดียของ Dr. Diana Baumrind จากงานวิจัยกับผู้ปกครองและเด็กๆมากมาย ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายและใช้กันมากว่า 40 ปีแล้ว 

 

ใกล้ๆตัวคุณผู้อ่านล่ะครับ เป็นแม่ ‘สไตล์’ ไหนกันบ้าง?

 

 





 

 ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์

Principal Partner 

บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด


ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 17 ส.ค.57