โมเดลการสร้างวัฒนธรรมการโค้ช
แบบแปลนการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้สู่ความสำเร็จที่ยั้งยืน


ต่อเนื่องจากฉบับที่แล้วที่ผมได้เล่าให้ฟังถึงแนวคิดในการสร้างวัฒนธรรมการโค้ชซึ่งกำลังได้รับความสนใจอย่างมากจาก องค์กรชั้นนำในเมืองไทยเพราะนอกจากเป็นวิธีการพัฒนาบุคคลากรที่ได้ผลเหนือกว่าแล้ว การโค้ชยังเป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้ องค์กรกลายเป็นสถานที่ที่สามารถเรียนรู้ได้อย่างไม่มีวันจบสิ้น เพราะทุกคนจะถูกกระตุ้นให้ต้องคิดทุกวัน
หลายท่านอาจเริ่มสนใจและสงสัยแล้วว่าจะเริ่มต้นกระบวนการนี้อย่างไรให้เกิดเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
 
 
ต้องยอมรับว่า การสร้างวัฒนธรรมใหม่เป็นความท้าทายสำหรับทุกองค์กร เพราะเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความอดทนรวมทั้งต้องการ ความร่วมไม้ร่วมมือของพนักงานและการสนับสนุนจากผู้บริหารและหัวหน้างานทุกระดับ
ที่ผ่านมาบริษัท ออคิด สลิงชอท มีโอกาสช่วยลูกค้าในเรื่องนี้หลายครั้งหลายหน จึงได้สั่งสมประสบการณ์และความรู้จน ตกผลึกมาเป็นโมเดลการสร้างวัฒนธรรมการโค้ชซึ่งผมจะนำฉบับย่อมาเล่าให้ฟัง เผื่อจะช่วยจุดประกายความคิดในการนำไปปฏิบัติในองค์กรของท่านต่อไปครับ
 
 
แนวคิดการสร้างวัฒนธรรมการโค้ชในองค์กรของออคิดสลิงชอท ใช้รูปแบบและขั้นตอนการสร้างบ้านเป็นโมเดลครับ โดยแบ่งขั้นตอนออกเป็นสามระยะใหญ่ๆคือ หนึ่งการเตรียมฐานราก สองการวางโครงสร้างของบ้าน และสามการใส่รายละเอียด ของตัวบ้าน
 
 
ขั้นตอนที่หนึ่งการเตรียมฐานรากเป็นช่วงที่สำคัญมาก เป็นระยะที่ต้องการ การมีส่วนร่วมของผู้บริหารระดับสูงมากที่สุด ก่อนจะเริ่มขบวนการอื่นใด องค์กรและผู้บริหารต้องทำความตกลงให้เข้าใจตรงกันว่า “เป้าหมาย” ที่องค์กรต้องการสร้างวัฒนธรรมนี้ขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ใดและวัฒนธรรมใหม่นี้มีบทบาทในการส่งเสริมวิสัยทัศน์และพันธกิจขององค์กรอย่างไร
จากนั้น ควรมีการทำความเข้าใจและให้คำจำกัดวามของ “การโค้ช” ว่าหมายถึงอะไร เพราะแม้คนหลายคนในองค์กร
เคยได้ยิน “การโค้ช” มาเหมือนกันแต่อาจมีความเข้าใจความหมายที่แตกต่างกัน  ในบางองค์กร การโค้ชหมายถึงการสอนงาน  ในขณะที่ บางองค์กรมองว่าการโค้ชคือ การตั้งคำถามให้ผู้ถูกโค้ชได้คิดหาแนวทางการแก้ปัญหาและคำตอบด้วยตนเอง  แต่อีกองค์กรหนึ่ง อาจมองว่าการโค้ชคือ การให้ข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) ที่ตรงไปตรงมาเป็นต้น
 
 
ช่วงสุดท้ายของการเตรียมฐานรากคือ การทำการเลือกหลักการสำหรับการโค้ชซึ่งเราเปรียบเทียบสิ่งนี้เหมือนเป็นระบบปฎิบัติการ(Operating System)  ของคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง ซึ่งระบบปฎิบัติการในการโค้ชที่ได้รับความนิยมในบ้านเรามี 3 อย่างได้แก่
 
1.หลักการเรื่อง NLP (Neuro-Linguistic Programming) -คำอธิบายสั้นๆ คือ การทำความเข้าใจการทำงานของสมองและเรียนรู้วิธีการสื่อสารกับจิตใต้สำนักเพื่อที่จะค้นพบข้อมูลบางอย่างที่กำหนดความเป็นตัวตนของเราทุกวันนี้ จากนั้นจึงหาทางปรับแก้ด้วยการเขียนโปรแกรมให้ไปแทนที่โปรแกรมเดิม เพื่อให้วิธีคิดและพฤติกรรมเปลี่ยนไปในทิศทางที่จะส่งเสริมให้เกิดความเติบโตและประสบความสำเร็จ
 
2.หลักการเรื่อง NRS (Neuro-Science หรือบางสำนักเรียกBrain-Based Approach) – คำอธิบายสั้นๆ คือ การทำความเข้าใจว่าสมองของคนเราไม่ได้มี 2 ส่วนคือ ซีกซ้ายและซีกขวาอย่างที่เราเคยเรียนมา แต่สมองมี 4 ส่วนคือ มีสมองส่วนหน้าและส่วนหลังด้วย โดยสมองส่วนหน้าทำหน้าที่ “คิด” ซึ่งมีเนื้อที่น้อยและกินพลังงานมาก ส่วนสมองส่วนหลังมีขนาดใหญ่กว่าทำหน้าที่ “จำ” และ “ตอบโต้” (React) ซึ่งเป็นสมองส่วนที่ควบคุมการใช้สัญชาตญาณและอารมณ์ของคนแนวคิดนี้ เชื่อว่าการใช้ชีวิตของคนเราส่วนใหญ่ในแต่ละวันอยู่บนความเคยชินจากสมองส่วนหลังมากกว่าการคิดวิเคราะห์จากสมองส่วนหน้า  การตั้งคำถามจะช่วยให้สมองส่วนหน้าได้ทำงานซึ่งจะช่วยให้สามารถคิดหาคำตอบและทางออกให้กับชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
 
3.หลักการเรื่อง SBA (Strength-Based Approach) – คำอธิบายสั้นๆ คือ การเน้นที่จะค้นหาจุดแข็งที่มีและเลือกจุดแข็งเหล่านั้นมาพัฒนาหรือใช้งานมากขึ้น โดยหลักการนี้เชื่อว่า จุดแข็งเป็นสิ่งที่พัฒนาได้ดีและเร็วกว่าการพัฒนาจุดอ่อนในขณะเดียวกันผู้ที่ประสบความสำเร็จทุกคนบนโลกนี้ไม่มีใครไม่มีจุดอ่อน แต่พวกเขาเหล่านั้นประสบความสำเร็จได้เพราะเลือกใช้จุดแข็งที่มีมาใช้ได้อย่างโดดเด่นต่างหาก
 
 
องค์กรต้องทำความเข้าใจ หลักการสำคัญทั้ง 3 อย่างนี้ จากนั้นจะเลือกใช้หลักการใดหลักการหนึ่งหรือเลือกใช้มากกว่า
หนึ่งหลักการก็ได้ ตราบเท่าที่เข้าใจแก่นแท้ของแต่ละแนวทางและรู้จักวิธีการนำมาใช้อย่างแจ่มแจ้งสอดคล้องกับวัฒนธรรมขององค์กร  ฉบับหน้าจะกลับมาลงรายละเอียดถึงขั้นตอนการวางโครงสร้างของบ้านและการใส่รายละเอียดของตัวบ้านต่อไปครับโปรดติดตาม

 

 





 

จิรโรจน์   ติกกะวี (โรจน์)

Director - Business Development & Strategy 

บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด
 

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ 22 กันยายน 2557