สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์
น้อมสิระกราน กราบแทบพระยุคลบาท
ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้

เดือนตุลาคมที่ผ่านมาเป็นนับเป็นช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้าของคนไทยทั้งประเทศ สิ่งที่พวกเราแอบหวั่นๆ ใจและไม่อยากให้เกิดขึ้น ก็มาถึงจนได้

ทุกคนเข้าใจดีว่าทุกอย่างบนโลกนี้ล้วนอนิจจัง ยกเว้นสิ่งเดียวที่แน่นอนคือเมื่อมีเกิดย่อมมีดับเป็นธรรมดา แต่เมื่อเวลานั้นมาถึงจริงๆ ก็ยากที่จะทำใจ

แต่ไม่ว่าจะโศกเศร้าเพียงใด ชีวิตก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป เหลือทิ้งไว้แต่ความทรงจำดีๆ ที่มีต่อพระองค์ท่าน ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ยอดเยี่ยม (ต้องใช้คำว่า “ยอดเยี่ยม ” เพราะ “ดี ” ไม่เพียงพอ) ให้กับคนไทยทั้งประเทศและผู้คนทั่วโลก ทรงเป็นตัวอย่างที่ผู้นำทุกคนสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อให้ตนเองเป็นแบบอย่างที่ดีกับพนักงานในองค์กรต่อไป...อย่าลืมว่า สิ่งที่ผู้นำทำ ดังกว่าสิ่งที่ผู้นำพูด !

แบบอย่างที่ชัดเจนซึ่งพระองค์ทรงแสดงให้พวกเราเห็น คือความประหยัด พวกเราหลายคนอาจเคยคุ้นตากับหลอดยาสีพระทนต์(ฟัน)ที่พระองค์ท่านใช้ ซึ่งทันตแพทย์ประจำพระองค์ขอพระราชทานมาเพื่อเป็นตัวอย่างให้กับเยาวชนรุ่นหลัง ในเรื่องของการใช้ของฟุ่มเฟือย หลอดยาสีพระทนต์ที่ได้รับมานั้นถูกใช้จนราบเรียบคล้ายแผ่นกระดาษ โดยเฉพาะบริเวณคอหลอดที่มีรอยบุ๋มลึกลงไปถึงเกลียวคอหลอด เพราะทรงใช้ด้านแปรงสีพระทนต์รีดและกดเพื่อให้ยาสีพระทนต์ออกมาจนเกลี้ยง

นี่ยังไม่รวมถึงการใช้รองพระบาท(เท้า) ที่ทรงให้มหาดเล็กนำไปซ่อมครั้งแล้วครั้งเล่าจนไม่สามารถซ่อมได้อีกต่อไป หรือแม้แต่ฉลองพระองค์(เสื้อผ้า)ที่ทรงใช้นานถึง 8-9 ปี และหากชุดใดเป็นที่โปรดมากก็ใช้นานถึง 12 ปี พระองค์ท่านจะทรงโปรดให้นำฉลองพระองค์เดิมมาปรับปรุงแก้ไขใหม่ อย่างฉลองพระองค์ชุดบรรทมที่ทรงใช้แล้ว พอนานปีเข้ายางที่บั้นพระองค์(เอว)ยืด ก็พระราชทานมาให้เปลี่ยนยางใหม่ ชุดที่พระองค์ท่านทรงโปรดที่สุด คือชุดลำลองที่ทรงสวมเพื่อเล่นกับคุณทองแดง(สุนัขทรงเลี้ยง) ใช้มาหลายปีเป็นรอยขีดข่วนและฉีกขาด พระองค์ท่านก็ไม่ทิ้ง รับสั่งให้นำไปปะชุนอยู่บ่อยครั้ง

เมื่อต้องทรงออกตรวจงานภายนอก พระองค์ท่านจะทรงรับสั่งกับข้าราชบริพารเสมอๆ ว่า การนั่งรถคนละคันเป็นการสิ้นเปลือง จึงทรงให้นั่งรถไปพร้อมๆ กันแล้วเรียกว่า “นั่งรถหารสอง ” และไม่โปรดให้มีขบวนรถยาวเหยียดด้วย

เห็นอย่างนี้แล้ว เมื่อต้องการให้บุคลากรในองค์กรช่วยกันประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ หรือประหยัดการใช้ทรัพยากรต่างๆ ผู้นำต้องเป็นผู้ริเริ่มทำให้เห็นเป็นตัวอย่างเพื่อให้พนักงานทำตาม การพูดให้ฟังเพียงอย่างเดียวแต่ไม่ลงมือทำ ไม่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

นอกจากเรื่องของความประหยัดแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นแบบอย่างที่ดีคือ การเข้าหาประชาชนของพระองค์ไม่ว่าจะห่างไกลหรือลำบากสักเพียงใด ท่านก็จะไปให้ถึง แม้ต้องขึ้นเขาลงห้วยหรือบุกป่าฝ่าดง พระองค์ท่านก็ดำเนินด้วยพระบาททั้งสองข้างไปยังหมู่บ้านที่มีประชาชนอยู่อาศัย อย่างที่เห็นกันในภาพ พระองค์ท่านทรงขับรถพระที่นั่งลุยน้ำท่วมจนเกือบจะมิดฝากระโปรงหน้า เพื่อเข้าไปทรงงานในถิ่นทุรกันดารที่ความเจริญยังเข้าไปไม่ถึง และทุกครั้งที่พระองค์เสร็จออกไปข้างนอก ทีมงานถวายความปลอดภัยจำเป็นต้องตรวจเช็คเส้นทางก่อนเสมอ บ่อยครั้งที่ทีมงานกลับมากราบบังคมทูลว่า “เสด็จฯ ไม่ได้ เพราะไม่มีถนนตัดผ่านพระพุทธเจ้าข้า ” หรือ “น้ำท่วมถนนขาด เสด็จฯ ไม่ได้พระพุทธเจ้าข้า ” สิ่งที่พระองค์มักพูดติดพระโอษฐ์(ปาก)เสมอคือ “ฉันไปได้

ซึ่งนับเป็นแบบอย่างที่ดีให้พวกเราได้เห็นว่าแม้ตำแหน่งจะสูงส่งเพียงใด ก็ต้องลงไปพบปะผู้คนระดับรากหญ้าและยืนอยู่ในจุดที่พวกเขายืน เพื่อรับรู้ว่าทุกข์ของพวกเขาอยู่ที่ไหน จะได้แก้ไขให้ตรงจุด เช่นเดียวกันกับผู้นำในองค์กรที่ต้องลงพื้นที่ไปดูหน้างานบ้าง สังเกตความเป็นอยู่ของพนักงานว่าเป็นอย่างไร ดูเพื่อให้เข้าใจ เข้าถึง แล้วจึงช่วยพัฒนาพวกเขา

อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ผู้นำมักให้ความสนใจน้อยมากคือ การให้คำชมเชยและกำลังใจ หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องของพนักงานรักษาความปลอดภัย ที่ขับลิฟต์ถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 ตอนที่พระองค์ท่านทรงพระประชวรและต้องประทับอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช ทุกครั้งที่ทรงขึ้นหรือลงลิฟต์ พระองค์ท่านจะตรัสว่า “ขอบใจนะ ” เสมอ เพียงเท่านี้หัวใจของพนักงานตำแหน่งเล็กๆ คนหนึ่งก็ตื่นเต้นและพองโตมาก เหตุการณ์หนึ่งที่สร้างความประทับใจชนิดไม่มีวันลืม คือคืนหนึ่งประมาณ 23.00 น. เขาได้ขับลิฟต์ถวายแก่พระองค์ท่าน ขณะอยู่ในลิฟต์ พระองค์ท่านนำพระหัตถ์(มือ)มาจับไหล่และตรัสว่า “ได้นอนหรือยัง ” รปภ.คนนี้ตอบท่านไปว่า “ยัง พระพุทธเจ้าคะ ” เป็นสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะได้ใกล้ชิดพระองค์ท่านถึงเพียงนี้ เขาเก็บเสื้อผ้าตัวนั้นไว้ ไม่ซักอีกเลย !

อีกกรณีหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันขึ้นปีใหม่ปี 2516 พนักงานรับ-ส่งวิทยุกรมทางหลวงทั่วประเทศได้รับพระราชทานพรปีใหม่จากพระองค์ท่านอย่างไม่คาดฝัน ถือเป็นมงคลสูงสุดที่ทุกคนประทับใจและอยู่ในความทรงจำเสมอมา ต่างเล่าขานต่อกันด้วยความปลื้มปีติและสำนึกในน้ำพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่มีต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอย่างพวกเขาด้วย

แล้วคุณในฐานะผู้นำขององค์กรหรือหัวหน้างาน เคยให้คำชมเชยหรือกำลังใจกังพนักงานบ้างหรือเปล่า หรือยังคงยึดติดกับความคิดเก่าๆ ที่ว่า “ชมแล้วเหลิง ” อยู่

กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนทำงาน คำชมเชยคล้ายน้ำมันหล่อลื่นที่ช่วยให้เครื่องยนต์เดินได้ราบเรียบขึ้น หากใส่น้อยไปอาจทำให้เครื่องติดขัดเดินต่อไม่ได้ แต่ถ้าใส่มากเกินไปก็ทำให้เครื่องเสียได้เช่นกัน คำชมก็ไม่ต่างนัก หากไม่ชมเลยก็คงทำงานได้แต่ไม่ดีนัก ในทางกลับกันหากชมมากเกินไปก็กลายเป็นผลเสียได้

ผลการวิจัยของทุกสถาบันยืนยันตรงกันว่า “คนไทยพูดกับคนใกล้ตัว แย่กว่าพูดกับคนไกลตัว ” เพราะเรามักคิดว่าคนกันเอง ไม่ต้องระมัดระวังคำพูด ลูกน้องหลายคนทำงานกับหัวหน้ามานานจนกลายเป็น “คนกันเอง ” จึงทำให้หัวหน้าละเลยที่จะพูดจาชื่นชมให้กำลังใจ

เมื่อวันก่อนไปเจอผู้บริหารท่านหนึ่ง ถามผมว่า “อาจารย์ว่าไหม คนส่วนใหญ่ถูกฝึกทักษะในการจับผิดมาตลอดชีวิต ” ฟังแล้วรู้สึกงงๆ เลยถามกลับไปว่าอะไรทำให้คิดเช่นนั้น ท่านถามต่อว่า เวลาลูกน้องนำเอกสารมาให้เซ็นเราเห็นที่ถูกก่อนหรือที่ผิดก่อน เวลาไปตรวจงานเราเห็นพนักงานที่แต่งตัวเหมาะสมก่อนหรือแต่งตัวไม่เหมาะสมก่อน องค์กรใหญ่ๆ หลายองค์กรมีหน่วยงานตรวจสอบภายใน เขาตรวจสอบสิ่งที่เราทำถูกหรือทำผิด ฟังแล้วคิดตามไป เออก็จริงนะ เราเก่งที่จะจับผิดผู้อื่น

ผู้บริหารท่านนี้เล่าต่อว่าเพิ่งจัดทำโครงการ “จับถูก ” ในองค์กรโดยให้หัวหน้างานทุกคนแบ่งเวลาไปเดินตามหน่วยงานอื่นๆ แล้วคอยมองหาว่ามีพนักงานคนใด ทำอะไรถูกบ้าง เมื่อพบแล้วให้กล่าวคำชมเชย ปรากฏว่าใหม่ๆ ก็ถูกต่อต้านจากหัวหน้าหลายคน เพราะมองว่าเป็นเรื่องตลกและไม่คุ้นชิน แต่พอบังคับให้ทำไปสักระยะ ปรากฏว่าแรงต้านน้อยลงและเสียงสะท้อนจากพนักงานเกี่ยวกับโครงการนี้ดีขึ้น พนักงานส่วนใหญ่ชอบโครงการนี้เพราะรู้สึกว่า “ทำดีมีผู้ใหญ่เห็น ” เนื่องจากที่ผ่านมารู้สึกว่าตนเองโชคไม่ค่อยดี ทำดีทุกวันไม่เจอหัวหน้า แต่เผอิญมาสายวันเดียวเจอหัวหน้าพอดี และหัวหน้าก็ตำหนิว่ามาสายตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ฟังแล้วได้แรงบันดาลใจเลย เพราะคิดไปคิดมา ตัวเองก็เป็นคนถนัดที่จะจับผิดคนอื่นโดยธรรมชาติเหมือนกัน จึงตัดสินใจว่าจะเริ่มต้นเป็นตัวอย่างที่ดีโดยการหาโอกาสที่จะชื่นชมสิ่งที่ลูกน้องทำได้ดีให้มากขึ้น เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับหัวหน้างานคนอื่นๆ ในองค์กรได้เห็นเป็นแบบอย่างต่อไป

เพราะตั้งใจอยากทำความดีถวายพระองค์ท่าน ขอให้ท่านเสร็จสู่สวรรคาลัยและสถิตอยู่ในใจพวกเราทุกคน ตลอดไป
 



ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมฯ ข้าพระพุทธเจ้า
นายอภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการบริหาร
สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา : SME Thailand (December 2016)