แนวทางรับมือกับปัญหาค่าจ้างขั้นต่ำ ตอนที่ 2

คราวที่แล้ว ได้พูดถึงแนวทางการรับมือกับผลกระทบของนโยบายการปรับค่าจ้างเริ่มต้นสำหรับปริญญาตรี 15,000 บาทและอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทไปแล้ว 4 วิธีซึ่งเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาระยะสั้น ได้แก่ การลดต้นทุน การเพิ่มราคาขาย การลดสวัสดิการ และการ Outsource งานบางอย่างออกไป

คราวนี้มาคุยกันต่อถึงแนวทางในการรับมือกับปัญหาดังกล่าวอีก 6 วิธี
โดยเริ่มต้นจากแนวทางระยะกลาง ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6-8 เดือน ได้แก่..

 

            การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน - แนวทางนี้เน้นการพัฒนาทักษะความรู้ความสามารถให้พนักงานสามารถทำงานได้มากขึ้น เร็วขึ้นหรือหลายหลายมากขึ้น เช่นเดิมทีต้องใช้พนักงาน 3 คนประกอบงานหนึ่งช้ินเนื่องจากงานแต่ละชิ้นต้องใช้ความชำนาญต่างกัน จากนี้ไปก็ใช้พนักงานคนเดียวประกอบงานทั้ง 3 ช้ินโดยองค์กรเพิ่มเติมความรู้และทักษะในงานอื่นที่ไม่เคยทำให้กับพนักงาน นอกจากนี้หลายๆ องค์กรใช้แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพทางอ้อม โดยการไม่รับพนักงานทดแทนหากมีพนักงานลาออกไป เช่นเดิมทีหน่วยงานนี้มีพนักงาน 4 คน ต่อมามีคนลาออกไปคนหนึ่ง องค์กรไม่รับคนเพิ่มแต่ให้พนักงานที่เหลืออยู่ 3 คนทำงานเดิม โดยอาจนำเงินส่วนที่ไม่ต้องจ้างพนักงานคนที่ 4 มาจ่ายเป็นค่าล่วงเวลาแทน เป็นต้น

            ติดตามมาตรการช่วยเหลือภาครัฐ - หลังจากมีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ภาครัฐได้พยายามออกนโยบายและมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยผู้ประกอบการ ดังนั้นหน้าที่ของผู้ประกอบการคือศึกษาเรียนรู้และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจและใช้ประโยชน์จากมาตรการต่างๆ ที่ออกมาให้เต็มที่ เช่น ปัจจุบันมีมาตรการช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประกอบการที่ขายเครื่องจักรเก่าและซื้อเครื่องจักรใหม่ โดยเงินได้จากการขายเครื่องจักรเก่าได้รับการยกเว้นภาษี ส่วนเครื่องจักรที่ซื้อใหม่ สามารถนำมาตัดเป็นค่าเสื่อมได้ 100% ในปีแรกทันที (ซึ่งปกติต้องทะยอยตัดค่าเสื่อมเป็นเวลา 5 ปี) หรือนโยบายช่วยเหลือด้านภาษีซึ่งกำหนดให้นิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและมียอดขายต่อปีไม่เกิน 30 ล้านบาท สามารถนำเอาส่วนต่างของค่าจ้างเก่าและค่าจ้างใหม่มาหักลดหย่อนภาษีได้ถึง 1.5 เท่า เหล่านี้เป็นต้น หากเราติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ก็จะไม่พลาดประโยชน์ที่ควรได้รับจากมาตรการภาครัฐไป

            ปรับวิธีการจ่ายเงิน - สามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ เช่น แทนที่จะจ่ายเงินเป็นรายวันวันละ 300 บาท อาจปรับมาจ่ายเป็นตามผลงานรายชิ้นแทน เป็นต้น แต่วิธีการนี้ต้องทำด้วยความระมัดระวังและต้องมีการสื่อสารที่ดี เพราะพนักงานอาจรู้สึกว่าการทำงานเป็นรายช้ินจะทำให้ได้รายได้น้อยลงและไม่แน่นอน จึงอาจตัดสินใจไปหางานอื่นที่มีความมั่นคงกว่าทำ 

แนวทางในการรับมือระยะยาว ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10-12 เดือน ได้แก่

            การเปลี่ยนไปทำธุรกิจอื่น - แนวทางนี้ไม่ได้หมายถึงให้เลิกกิจการแต่หมายถึงให้มองหาธุรกิจอื่นๆ ที่สามารถเพิ่มมูลค่าได้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น หากเดิมทีเคยรับผลิตช้ินงานให้คนอื่นโดยไม่มีแบรนด์เป็นของตนเอง ก็เปลี่ยนมาสร้างแบรนด์ของตนเองเพื่อจะขายได้ในราคาที่สูงขึ้นและทำกำไรได้มากขึ้น หรือปัจจุบันทำสินค้าราคาถูกคุณภาพปานกลาง อาจเปลี่ยนไปทำสินค้าราคาแพงที่มีคุณภาพดีขึ้น แม้จะขายได้ในปริมาณที่น้อยลงแต่ก็อาจทำให้กำไรต่อหน่วยมากขึ้น เป็นต้น

            เปลี่ยนให้คนอื่นมาทำแทน - หากเราทำงานใดงานหนึ่งหรืออยู่ในธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งเป็นเวลานานๆ อาจทำให้มี “กรอบความคิด” ที่คับแคบและไม่กล้าตัดสินใจทำอะไรใหม่ๆ บางทีอาจถึงเวลาแล้วที่จะถอยออกมาและเปลี่ยนให้คนอื่นทำแทนบ้าง ความสำเร็จหลายอย่างของคนหลายคนไม่ได้เกิดจากการทำทุกอย่างเองทั้งหมด ตัวอย่างนักธุรกิจที่ร่ำรวยเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทยอย่างคุณธนินทร์ เจียรวนนท์ หรือคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี ท่านมีกิจการมากมายที่ไม่ได้ทำเองแต่อาศัยมืออาชีพเป็นผู้สร้างความสำเร็จให้กับท่าน

            ย้ายฐานการผลิต - หากลองทุกวิถีทางแล้ว แต่ยังไม่สามารถสู้ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นได้ สุดท้ายคงต้องแนะนำให้ลองพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้านแทน ไม่ต้องไปไกล เอาตามตะเข็บชายแดนก็พอเพราะควบคุมง่าย เดินทางสะดวกและที่สำคัญค่าแรงก็ไม่แพงมาก นอกจากเป็นการลดต้นทุนแล้ว ยังเป็นการเตรียมตัวเพื่อรับมือกับการเปิดเสรีทางการค้า  (AEC) ที่จะมาถึงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าด้วย

หวังว่า  10 แนวทางนี้ จะเป็นตัวอย่างให้กับผู้ประกอบการได้คิดต่อ จริงอยู่บางอย่างอาจทำไม่ได้ในธุรกิจของท่าน แต่อย่างน้อยก็อยากชี้ให้เห็นว่ายังมีแนวทางอีกหลายอย่างที่พอทำได้ ... สำคัญอย่าเพิ่งถอดใจและยอมแพ้เสียก่อน เท่านั้น !


 


อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการบริหาร
บริษัท ออคิด สลิงขอท จำกัด
apiwut@riverorchid.com
ติดตามข้อคิดดีๆ ได้ที่ twitter@apiwutp