แนวทางการเรียนรู้ที่มีประสิทธิผล (ตอนที่ 2)


ในฉบับที่แล้ว คุณ ‘HR พางง’ เขียนอีเมลมาถามเกี่ยวกับแนวทางในการพัฒนาพนักงาน 4-5 คน ที่เจ้านายใหญ่ต้องการให้จับตามองเป็นพิเศษ ซึ่งผมได้คุยให้ฟังว่า การพัฒนาคนแต่ละคนให้ได้ประสิทธิผลนั้น ต้องมองผู้ที่เราต้องการจะพัฒนาในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นอายุ ระดับการศึกษา และปัจจัยอื่น ๆ ซึ่งร่วมไปถึงสไตล์การรับรู้ของเขา ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 แบบ คือ Concrete perceivers (รับรู้ผ่านประสบการณ์ตรง), Abstract perceivers (รับรู้ผ่านภาคทฤษฏีหรือสังเกตการณ์) และ Active perceivers (เรียนรู้ภาคทฤษฎีไปพร้อม ๆ กับการลงมือปฏิบัติ)

จากนั้นผมได้กล่าวถึงแนวทางการเรียนรู้ 3 จาก 6 แบบ อันได้แก่ แนวทางการเรียนรู้ผ่านการมองเห็น (Visual or Spatial), แนวทางการเรียนรู้ผ่านการได้ยิน (Auditory) และแนวทางการเรียนรู้ผ่านทางหลักตรรกศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Logical-Mathematical) ซึ่งในฉบับนี้จะมาคุยกันต่อในอีก 3 แนวทางที่เหลือ
iv. แนวทางการเรียนรู้ที่เน้นการมีปฏิสัมพันธ์ (Social or Interpersonal) – เป็นการเรียนรู้แบบกลุ่ม ผู้เรียนแบบนี้จะรับรู้ได้เร็วขึ้นหากการเรียนรู้เน้นการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เช่น การให้ทำงานเป็นกลุ่ม (Group Assignment)
v. แนวทางการเรียนรู้แบบที่ต้องเข้าใจเอง (Solitary or Intrapersonal) – เป็นแนวทางการเรียนรู้ที่ตรงข้ามกับข้อ iv เป็นการเรียนรู้ที่ต้องเรียนด้วยตนเอง เช่นการเรียนรู้ผ่าน elearning
vi. แนวทางการเรียนรู้ที่เกี่ยวโยงกับใช้ภาษา (Verbal or Linguistic) – ผู้ที่มีแนวโน้มในการเรียนลักษณะนี้จะเรียนรู้ได้ดีผ่านการใช้ภาษา เช่นการออกมาพูด อภิปราย โต้วาทีหรือการเขียนบทความ เป็นต้น

แน่นอนว่า การเรียนรู้ทั้ง 6 รูปแบบนี้ ไม่ได้แบ่งการเรียนรู้ของคนออกเป็นเพียง 6 ประเภทตามนั้น เพราะคนบางคนมีอาจมีแนวทางในการเรียนรู้ได้มากกว่า 1 อย่าง ดังนั้นแนวทางการเรียนรู้ที่มีประสิทธิผลจึงต้องอาศัยการผสมผสานกันอย่างลงตัวของแนวทางเหล่านี้ และเมื่อประกอบปัจจัยต่าง ๆ เข้าด้วยกันแล้ว เราก็จะได้แนวทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับคน ๆ นั้น

ตัวอย่างเช่น คุณนกอายุ 35 ปี เรียนจบระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ มีลักษณะนิสัยชอบพูดชอบคุย ชอบอยู่กับเพื่อน ๆ มีทักษะความสามารถพิเศษในเรื่องของการใช้ภาษา เพราะสามารถแต่งโคลงกลอนออกมาได้อย่างสวยงาม เวลาให้งานใหม่ไปทำ ก็จะรีบลงมือทำทันทีโดยไม่ศึกษาอะไรมากนัก ปรัชญาคือ “ทำไปก่อน ผิดถูกค่อยว่ากัน”

ดังนั้นจากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า คุณนกสามารถเรียนได้ทั้งจากภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มีสไตล์การเรียนรู้แบบ Concrete Perceiver แนวทางการเรียนรู้เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะนิสัย น่าจะเป็นแนวทางการเรียนรู้แบบที่เน้นการมีปฏิสัมพันธ์และการใช้ภาษาซึ่งวิธีการเรียนรู้อาจเป็นการให้ทำงานเป็นกลุ่ม โดยงานที่ให้ทำต้องมีการไปสัมภาษณ์บุคคลอื่นๆ เพื่อรวบรวมข้อมูล และเมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้วต้องมีการนำเสนอผลงานด้วย เป็นต้น

นอกจากข้อมูลข้างต้นเกี่ยวกับตัวบุคคลที่เราต้องวิเคราะห์แล้ว ยังมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเกี่ยวกับการเรียนรู้ในภาพรวมอื่น ๆ ประกอบด้วย ได้แก่
• ข้อมูลต่าง ๆ จะได้รับการจดจำนานขึ้น หากผู้เรียนมีโอกาสได้ฝึกฝนลงมือทำในสิ่งที่ได้เรียนรู้ไป
• การเรียนรู้ที่ดีจะเกิดขึ้นได้หากบรรยากาศการเรียนรู้เป็นแบบเปิด มีการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่เรียนรู้ไป และในขณะเดียวกันก็ได้รับการตอบกลับอย่างสร้างสรรค์จากคำถามที่ถามออกไป
• การเลือกรูปแบบการเรียนรู้ข้างต้น ต้องเลือกแบบที่ทำให้ผู้เรียนรู้สึกอยากเรียน เป็นแนวทางที่สร้างความตื่นเต้นและความมั่นใจให้กับผู้เรียน เพราะเมื่อผู้เรียนรู้สึกดึงดูดที่จะเรียน การเรียนรู้จึงจะเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิผล
• ในทุก ๆ ขั้นตอนของการเรียนรู้ ควรจะมีผู้รู้ที่สามารถให้ความกระจ่างกับผู้เรียนได้ตลอดเวลาในกรณีที่มีปัญหาเกิดขึ้น นอกจากนี้การเรียนที่มีประสิทธิผลคือ เนื้อหาต้องเกี่ยวโยงโดยตรงกับปัญหาและลักษณะการทำงานที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตการทำงานแต่ละวัน กรณีศึกษาที่ไกลตัวเกินไป จะไม่เกิดประโยชน์อันใดกับการเรียนรู้

หวังว่า คำแนะนำเหล่านี้จะช่วยให้คุณ ‘HR พางง’ สามารถหาวิธีการที่เหมาะสมในการพัฒนาพนักงานทั้ง 4-5 คนเหล่านั้นได้ และสุดท้ายก็หวังอยู่ลึก ๆ เช่นกันว่า คำแนะนำนี้จะเป็นประโยชน์กับหัวหน้างานที่ต้องการพัฒนาลูกน้องด้วย
 
อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการบริหาร
บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด
apiwut@riverorchid.com
ติดตามเกร็ดความรู้ในการบริหารจัดการได้ที่ www.twitter.com/apiwutp