แนวทางการเรียนรู้ที่มีประสิทธิผล (ตอนที่1)

อีเมลจากคุณ ‘HR พางงเขียนมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับงานที่ทำ เขาแนะนำตนเองว่าเพิ่งเรียนจบและเข้าทำงานในตำแหน่ง HR ฝ่ายพัฒนาบุคลากรเมื่อไม่กี่เดือนก่อน นี่ก็เพิ่งรับปริญญาไปสด ๆ ร้อน ๆ ปัญหาของเขาคือเพิ่งทำงานได้ไม่นานแต่หัวหน้าที่รับเข้ามา อยู่ ๆ ก็ย้ายไปทำงานฝ่ายอื่นซะยังงั้น งานพัฒนาบุคคลทั้งหมดจึงตกมาอยู่ที่เขาเพียงคนเดียวเพราะยังหานายใหม่ไม่ได้
 
ความท้าทายเริ่มต้นขึ้นเมื่อนายที่ใหญ่กว่าสั่งให้ไปทำแผนการพัฒนาบุคลากรสำหรับปีหน้ามา โดยเน้นว่าต้องการรูปแบบที่ได้ผลกว่าปีที่ผ่านๆ มา โดยเฉพาะกับพนักงาน 4-5 คนที่ดูจะมีปัญหาในการทำงานค่อนข้างมาก
 
คุณ “HR พางงเลยออกอาการงงไปด้วย ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ในเมื่อแผนพัฒนาของปีก่อนหน้า มีแต่ส่งพนักงานไปอบรมข้างนอกหรือจ้างวิทยากรมาสอนให้ภายในองค์กร จึงอยากทราบว่ายังมีแนวทางอย่างอื่นอีกหรือไม่ที่จะพัฒนาคนให้ได้ผล
 
ขอไขข้อข้องใจคุณ “HR พางงดังนี้ อย่างแรกเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า คนแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่ใช่แค่หน้าตาและอุปนิสัยใจคอ แต่แนวทางการเรียนรู้ก็แตกต่างกันในอดีตวิธีการเรียนรู้ที่นิยมมีแบบเดียวคือครูมาสอนภาคทฤษฎีให้ลูกศิษย์ฟัง ซึ่งหากเปรียบกับปัจจุบัน ก็คงใกล้เคียงกับการส่งพนักงานไปอบรมหรือเชิญวิทยากรมาสอนในองค์กรนั่นเอง วิธีการแบบนี้อาจได้ผลกับคนบางคนและไม่ได้ผลกับบางคน
 
ดังนั้นการเรียนรู้ที่มีประสิทธิผลจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยความแตกต่างในตัวบุคคลด้วย ไม่ว่าจะเป็นอายุ ระดับการศึกษา ความสามารถในการพัฒนา ร่วมถึงสไตล์ในการรับรู้ก็มีส่วนสำคัญอย่างมากในการกำหนดวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสมให้กับบุคคลดังกล่าว
 
สไตล์การรับรู้ของคนแบ่งออกได้ 3 ประเภทด้วยกัน คือ
1. Concrete Perceivers เป็นลักษณะของผู้ที่เข้าใจและรับรู้ได้ดีผ่านประสบการณ์ตรง โดยไม่จำเป็นต้องมีการเรียนรู้ในภาคทฤษฏีมาก่อน
2. Abstract Perceivers เป็นลักษณะของผู้ที่รับรู้ได้ดีผ่านภาคทฤษฏีหรือการสังเกตการณ์ก่อน แล้วจึงนำสิ่งที่ได้มาคิดวิเคราะห์อีกที
3. Active Perceivers เป็นลักษณะของผู้ที่ต้องการเรียนรู้ภาคทฤษฎีและลงมือปฏิบัติไปพร้อม ๆ กัน แบบว่า เรียนหนึ่ง ทำหนึ่ง เรียนสอง ทำสอง แบบนี้ไปเรื่อย ๆ
 
ดังนั้นสไตล์การรับรู้ที่แตกต่าง ย่อมมีผลต่อแนวทางในการเรียนรู้ที่ต่างกันด้วย และเพื่อตอบคำถามของคุณ ‘HR พางงผมขอแนะนำให้วิเคราะห์ว่าพนักงานที่คุณต้องการพัฒนา โดยเฉพาะ 4-5 คนที่ถูกหัวหน้าใหญ่ หมายหัวไว้นั้น มีลักษณะเป็นอย่างไร จากนั้นจึงเลือกแนวทางการเรียนรู้ ซึ่งประกอบไปด้วย 6 วิธีการ ให้กับพวกเขาอย่างเหมาะสม
 
แนวทางการเรียนรู้ทั้ง 6 ประกอบไปด้วย
i. แนวทางการเรียนรู้ผ่านการมองเห็น (Visual) – เป็นแนวทางการเรียนรู้ที่เกี่ยวโยงกับการดู การชม เช่นการเรียนรู้ผ่านแผนภูมิ แผนที่ กราฟ หรือภาพยนตร์
ii. แนวทางการเรียนรู้ผ่านการได้ยิน (Auditory) – เป็นลักษณะการเรียนรู้ผ่านทางเสียง ไม่ว่าจะเป็นการฟังบรรยาย ฟังผู้อื่นอธิบาย หรือแม้กระทั่งฟังเพลง ฟังดนตรีหรือเครื่องเสียงต่าง ๆ เช่นการสอนให้เด็ก ๆ ร้องเพลง ABC ก็เป็นการเรียนรู้ในแนวทางนี้เช่นกัน
iii. แนวทางการเรียนรู้ผ่านทางหลักตรรกศาสตร์และหลักคณิตศาสตร์ (Logical-Mathematical) – ผู้ที่มีแนวทางการเรียนรู้ในลักษณะนี้จะคิดแบบมีเหตุ มีผล คิดในเชิงนามธรรม ดังนั้นหากสามารถอ้างอิงได้ว่าสิ่งที่เรียนรู้ไปเป็นเหตุและเป็นผลกันอย่างไร หรือมีที่มาอย่างไร มีหลักการจากไหน จะทำให้คนกลุ่มนี้สามารถเรียนรู้ได้เร็วและดีขึ้น
 
กระดาษหมดพอดี ขออนุญาตยกยอดอีก 3 แนวทางไปต่อครั้งหน้า รวมถึงวิธีการรวมข้อมูลต่าง ๆ เข้าด้วยกันเพื่อเลือกวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับแต่ละคนด้วย
 
อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการบริหาร
บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด
apiwut@riverorchid.com
ติดตามเกร็ดความรู้ในการบริหารจัดการได้ที่ www.twitter.com/apiwutp__