“พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้”

เดือนตุลาคมที่ผ่านมา นับเป็นช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้าของคนไทยทั้งประเทศ สิ่งที่พวกเราแอบหวั่นใจและไม่อยากให้เกิดขึ้น ก็มาถึงจนได้

แม้จะเข้าใจดีว่าสิ่งใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง ยกเว้นอย่างเดียวที่แน่นอนคือ “มีเกิดย่อมมีดับเป็นธรรมดา ” แต่เมื่อเวลานั้นมาถึง ก็ยังยากที่จะทำใจ

แต่ไม่ว่าจะโศกเศร้าเสียใจเพียงใด ชีวิตยังคงต้องดำเนินต่อไป เหลือทิ้งไว้แต่ความทรงจำดีๆ ที่มีต่อพระองค์ท่าน ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ยอดเยี่ยม (ต้องใช้คำว่า “ยอดเยี่ยม ” เพราะแค่ “ดี ” คงไม่เพียงพอ) ให้กับคนไทยทั้งประเทศและผู้คนทั่วโลก

สิ่งที่พระองค์ท่านทรงทำตลอดช่วงพระชนมายุนับว่าเป็นตัวอย่างอันดีให้กับพวกเราได้ใช้เป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิตทั้งส่วนตัวและการงาน โดยเฉพาะสำหรับคนทำงานด้าน HR อย่างเรา ยิ่งได้เห็นตัวอย่างมากมายโดยเฉพาะเรื่องความใส่ใจดูแลและความเป็นห่วงเป็นใยที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย โดยไม่เลือกชนชั้นวรรณะ

ตัวอย่างเหตุการณ์หนึ่งที่หลายคนอาจได้ทราบมาบ้างแล้ว เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 40 ปีก่อน หญิงชาวบ้านคนหนึ่งปวดท้องมาก แต่ไม่สามารถไปหาหมอได้เนื่องด้วยถิ่นที่อาศัยอยู่ห่างไกลจากโรงพยาบาลมาก หลังจากป่วยมากว่าสัปดาห์ วันหนึ่งเธอได้ข่าวว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ จะเสร็จมาเยี่ยมราษฎรแถวๆ บ้าน จึงขอร้องให้คนในหมู่บ้าน ช่วยหามใส่เกวียนเพื่อไปรับเสร็จ โดยคิดว่า “ชีวิตนี้ขอมีโอกาสได้เข้าเฝ้าท่านสักครั้ง แม้ตายก็ไม่เสียดายชาติเกิด 

ระหว่างการรับเสร็จ เธอนั่งหน้าซีด เอนหลังพิงเพื่อนเพราะทรงตัวไม่ไหว เผอิญสมเด็จพระนางเจ้าฯ สังเกตเห็นอาการ จึงรับสั่งถามว่าเป็นอะไร เมื่อได้คำตอบ จึงทรงโปรดให้หมอที่มาด้วยทำการตรวจร่างกายและทราบว่าไส้ติ่งกำลังจะแตก

ตอนนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ท่านเสด็จล่วงหน้าไปแล้ว เมื่อทรงทราบเรื่อง พระองค์ท่านก็รีบเสด็จกลับมาและโปรดให้ผู้ติดตามนำหญิงชาวบ้านคนดังกล่าวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ส่วนพระองค์ที่ทรงใช้ในการเสด็จพระราชดำเนิน เพื่อพาเธอไปส่งที่โรงพยาบาล พร้อมรับสั่งว่าจะเสด็จกลับทางเรือแทน ขอให้นำคนไข้ไปส่งให้ถึงมือหมอโดยเร็ว และก่อนที่ประตูเครื่องเฮลิคอปเตอร์จะปิดลง เธอเห็นพระองค์ทรงโบกพระหัตถ์ให้ด้วย !

ในขณะที่พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระราชินี ทรงห่วงใยมาก ส่งคนมาเยี่ยมเยียนและถามไถ่อาการอยู่เป็นประจำ จนกระทั่งหายดีและกลับบ้านได้ ยังได้รับเงินพระราชทานเพื่อใช้ในการดูแลรักษาตัวอีกจำนวนหนึ่งด้วย

เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับพวกเราชาว HR ซึ่งมีหน้าที่ในการดูแลทุกข์สุขของพนักงานในองค์กร คำว่า “เอา-ใจ-ใส่-ดูแล ” มีความหมายลึกซึ้งในตัวเองอยู่แล้วว่า การดูแลผู้อื่นต้องเริ่มต้นด้วยการเอาใจของเราใส่ลงไปในการทำหน้าที่ด้วย การดูแลโดยไมได้ใส่ใจเป็นเพียงแค่การทำงานให้เสร็จสิ้นตามหน้าที่ แต่การใส่ใจเพิ่มเติมในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จะช่วยให้เราเป็นคนทำงานเชิงรุกได้มากยิ่งขึ้น

อีกเรื่องที่สามารถเรียนรู้จากพระองค์ท่านได้คือพระจริยวัตรอันงดงามโดยเฉพาะการไม่กล่าวร้ายผู้อื่น เป็นสิ่งที่บุคคลใกล้ชิดตระหนักเห็นได้อย่างชัดเจน ดังที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ เคยประทานสัมภาษณ์ไว้กับกลุ่มนักข่าวหญิงในปี 2523 ว่า “พระเจ้าอยู่หัวนี่ แม้แต่อยู่ลำพัง ไม่เคยเห็นท่านรับสั่งอะไรที่ไม่ควร ไม่เคยโปรดเลยที่จะว่าใคร นินทาใคร ท่านไม่มีเลย ท่านไม่ชอบวิพากษ์วิจารณ์ใคร แม้แต่อยู่ลำพังนี่ ท่านก็จะพูดแต่สิ่งที่สร้างสรรค์ทั้งนั้น 

สำหรับมนุษย์เรา แม้ดูเหมือนเป็นเรื่องยากที่ต้องฟังโดยไม่ตัดสิน มองคนในแง่บวก และพูดเฉพาะสิ่งดีๆ ที่ควรพูด แต่พระองค์ท่านทรงทำให้ดูเป็นตัวอย่างแล้ว การพูดอย่างสร้างสรรค์นี้ ยังหมายรวมไปถึงการมีปฏิภาณไหวพริบที่ดีในการตอบโต้กับคำพูดที่ท้าทายด้วย

หลายคนคงเคยดูคลิปที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงให้สัมภาษณ์กับนักข่าวต่างประเทศซึ่งตั้งคำถามท้าทาย ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังอยู่ภายใต้ความกดดันกับภัยที่เรียกว่า “คอมมิวนิสต์ ” กันบ้างแล้ว นักข่าวฝรั่งทูลถามว่า "ท่านคิดว่าพวกคอมมิวนิสต์จะคิดอย่างไรเกี่ยวกับการสร้างเขื่อนที่ท่านมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยนี้ ในแง่ที่ว่าถ้าไม่มีคอมมิวนิสต์ ทางรัฐบาลและพระองค์ก็คงไม่มาทำโครงการนี้ "

พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสตอบว่า "ท่านก็ชอบถามแบบนี้ แต่เรื่องนี้ เป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว บางคนก็อาจพูดว่าพวกเขาคือสาเหตุที่ทำให้เราต้องมาสร้างเขื่อน ถ้าไม่มีพวกเขา ถ้าพวกเขาไม่เป็นคอมมิวนิสต์ เราก็คงไม่มา บางคนก็อาจพูดว่า โครงการสร้างเขื่อนนี้คือโครงการปีศาจ ก็แล้วแต่ใครจะพูด ความจริงแล้วถ้าไม่มีพวกเขา (คอมมิวนิสต์) ประเทศเราก็จะไม่มีปัญหา และเขื่อนนี้ก็อาจทำการก่อสร้างเสร็จไปตั้งนานแล้ว แต่ในเมื่อมีพวกเขาอยู่ที่นั่น เราก็ต้องมาเยี่ยมเยือนเพราะคนที่ทำงานสร้างเขื่อนนี้ ต้องการการสนับสนุนและต้องการขวัญกำลังใจ "

นักข่าวฝรั่งทูลถามต่อว่า "สร้างเขื่อนแล้ว ท่านคิดว่าท่านจะชนะในการต่อสู้ใช่ไหม? "
พระองค์ทรงมีรับสั่งถามกลับว่า "ชนะใคร ต่อสู้กับใคร "
นักข่าวฝรั่งทูลตอบว่า "ก็พวกที่กระด้างกระเดื่องและฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์น่ะ "

พระเจ้าอยู่หัวของปวงชนชาวไทยทรงตอบนักข่าวฝรั่งด้วยพระปรีชาสูงส่งและด้วยพระเมตตาที่ทรงมีต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ด้วยความมั่นในพระราชหฤทัยว่า "เราชนะความอดอยากหิวโหย เราไม่ได้ต่อสู้กับประชาชน เราต่อสู้กับความหิวโหยของประชาชน เราปรารถนาให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น ถ้าประชาชนเหล่านี้มีชีวิตที่ดีขึ้น พวกที่ท่านเรียกว่า 'พวกที่กระด้างกระเดื่อง พวกคอมมิวนิสต์' ก็จะมีชีวิตที่ดีขึ้นด้วยเช่นกัน ทุกๆ คนไม่ว่าฝ่ายใดต่างก็จะมีความสุขทั้งหมด 

สำหรับพวกเราชาว HR บ่อยครั้งที่มักได้รับคำถามกวนๆ จากพนักงานบางคนที่อาจมีทัศนคติไม่ดีต่อหน่วยงานหรือองค์กร การดุด่าหรือตอบโต้ด้วยถ้อยคำที่รุนแรง รังแต่จะทำให้สถานการณ์แย่ลง ดูพระองค์ท่านเป็นตัวอย่าง ท่านทรงตอบคำถามอย่างมีสติ ด้วยอารมณ์ที่สงบนิ่ง ไม่ต้องใช้คำพูดก้าวร้าวในการตอบโต้ แต่ใช้ข้อมูลและเหตุผล ที่สำคัญตอบจากใจที่เปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดีที่มีต่อผู้อื่น ซึ่งถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ท่านทรงมีต่อปวงชนชาวไทย

พวกเราผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับการดูแลคน ควรใช้เป็นแบบอย่างต่อไป
 



ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมฯ ข้าพระพุทธเจ้า
นายอภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการบริหาร
สลิงชอทกรุ๊ป

ที่มา : Productivity Corner 14 ธ.ค.59