เหตุใด “ผู้นำ” จึงควรเป็น “ผู้นอน” (2)

 
ครั้งที่แล้วคุยกันค้างอยู่เรื่อง การนอนกับผู้นำในองค์กร ท้าวความสั้นๆว่า แม้ในทาง Neurosciencเรายังหาคำตอบสุดท้ายไม่ได้ว่าต้องนอนเท่าไหร่จึงจะพอ แต่เรารู้ว่ามนุษย์ “ต้องนอน” เพราะถ้าไม่ได้นอนเลยสมองเราจะเข้าขั้น “บ้า” หรือ “ตาย” 
 
และเท่าที่เราเข้าใจสมองดูจะใช้เวลานี้เพื่อทุ่มเทให้กับการจัดกระบวนการเรียบเรียงความคิด ซึ่งอาจรวมไปถึงการต่อยอดจับแพะผสมแกะเป็นความคิดใหม่ๆด้วย
 
เรื่อง “การนอน” มันเกี่ยวกับผู้นำในองค์กรอย่างไร?
 
หากดูตามกะปิ (KPI) ของสมอง มนุษย์วัดผลงานตัวเองที่การ “เอาตัวให้รอด” ท่ามกลางอันตรายรอบตัว จบไตรมาสแล้วยังมีชีวิตอยู่แสดงว่าผ่าน มองในมุมนี้ การนอนหรือการ “หมดสติ” ไปหลายๆชั่วโมงจึงไม่น่าจะเป็นเรื่องดี โดยเฉพาะสมัยก่อนเราจะถูกเสือคาบเมื่อไหร่ก็น่าจะเป็นตอนหลับนี่แหละ ดังนั้นการนอนเป็นการสุ่มเสี่ยงอย่างมาก 
 
อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วร่างกายก็ยอมที่จะเสี่ยง คือยอมนอน แสดงว่าการนอนต้องมี Return บางอย่างจึงคุ้มกับ Risk ดังกล่าว ดังนั้น สำหรับร่างกายการนอนจึงเป็น Must ไม่ใช่ Want แต่สำหรับบางองค์กร การนอนของผู้นำดูจะเป็น Waste ที่ต้องทำให้ Lean ด้วยซ้ำไป
 
ผมเคยได้ยินผู้บริหารบริษัท FMCG ท่านหนึ่งพูดระหว่างการประชุมกับทีมการตลาดว่า “ถ้าพี่โทรหาสี่ห้าทุ่มแล้วใครไม่รับพี่โกรธ เพราะบางทีไอเดียพี่เกิดตอนนั้น รอจนเช้าไม่ได้” 
 
ยิ่งปัจจุบันนี้โลกมันแคบ หลายท่านคงคุ้นเคยกับ Teleconference ชั่วโมงประหลาดๆ เช่นห้าทุ่มเที่ยงคืนเพราะต้องคุยกับคนอีกซีกโลกหนึ่ง กลางวันตรูก็ต้องทำงาน กลางคืนยังต้องถ่างตารอคุยงานทางโทรศัพท์อีก และเทรนด์นี้นับวันก็ยิ่งจะมากขึ้นเรื่อยๆ
 
นี่ยังไม่นับพวกฟุตบอลนัดต่างๆทางซีกยุโรป เช่น EURO2012 ที่ดูเหมือนจะถูกกำหนดขึ้นเพื่อลดประสิทธิภาพการนอนและการทำงานของพนักงานไทยโดยเฉพาะ
 
ศัตรูการนอนของผู้นำเยอะแยะขนาดนี้ มีองค์กรไหนบ้าง ที่ “สั่ง” พนักงานให้ “นอน” ครับ? 
 
เท่าที่นึกได้ ผมคิดถึงนักบิน ที่มีกติกาจำนวนชั่วโมงในการทำงานและชั่วโมงการพักผ่อนชนิดเป็นตัวเลขคำนวณได้ แม้อยู่ระหว่างไฟลท์ที่บินยาวๆ เช่น กรุงเทพ – ลอสแองเจลลิส นักบินก็ต้องมีมากกว่าหนึ่งกะคอยสลับสับเปลี่ยนกันไปนอน
 
ทำไมต้องเคร่งเรื่องการนอน? เพราะนักบินต้องทำงานเกี่ยวกับความปลอดภัย สมองต้องมีสติเตรียมพร้อม รับมือกับ Task-switching เยอะๆได้ แก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบ ใช้เหตุผลเหนืออารมณ์ในการตัดสินใจ ทำงานเป็นทีม ฯลฯ ฟังคุ้นๆแฮะ... คล้ายทักษะที่หลายองค์กรต้องการจากผู้นำของตน
 
เอาล่ะ ไม่ต้องถึงขนาดสั่งให้นอนก็ได้ เอาแค่ “สนับสนุน” ให้นอนก่อนละกัน พอเป็นไปได้ไหม?
 
เช่น แทนการให้รางวัลพนักงานที่ทำผลงานได้ดีด้วยการ “ให้ไปกินข้าวกับ CEO” ซึ่งพนักงานหลายคนบอกว่าเป็น De-motivation มากกว่าMotivation “ถามตรูซักคำยังว่าอยากไปกินด้วยหรือเปล่า?” ใครรู้ว่าเที่ยงจะต้องไปกินข้าวกับนาย เช้านั้นก็ไม่เป็นอันทำงานมัวแต่วิตกจริต เราเปลี่ยนเป็นการแจก “Nap Voucher” ให้พนักงานแทนดีไหมครับ?
 
Nap Voucher คืออะไร?
 
แม้วิทยาศาสตร์ยังไม่รู้ว่ามนุษย์ต้องนอนกี่ชั่วโมงจึงจะพอ แต่อย่างหนึ่งที่รู้และพิสูจน์ได้ในทุกชาติทุกภาษาคือ “ตกบ่ายเป็นง่วง” โดยเฉพาะช่วงประมาณบ่ายสาม ผมเป็นวิทยากรผมรู้ซึ้งดี
 
การได้งีบสักนิดช่วงเวลานี้เป็นอะไรที่ประเสริฐต่อการทำงานของสมองอย่างมาก จะทำให้สามารถทำงานต่อไปได้อย่างกระฉับกระเฉงจนสิ้นวัน บางทีเลยเถิดไปกลางคืนด้วย Brain Productivity พุ่งปรี๊ด
 
ใครชอบข้อมูลอ้างอิง NASA เคยทำงานวิจัยไว้ พบว่าการได้นอน 26 นาทีช่วงบ่ายๆนี้ ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของนักบินอวกาศเพิ่มขึ้นถึง 34%! เอาไว้ใช้อ้างกับนายได้ครับ
 
Nap Voucher มีไว้เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว หากใครทำผลงานอะไรได้ดี ส่งงานตรงเวลา หรืออยากจูงใจพนักงานให้ทำโปรเจ็คที่เป็นวาระจรอย่างเต็มใจ องค์กรจะตอบแทนด้วยการมอบ Nap Voucher ให้ มีเอาไว้ทำอะไร? แต่ละใบให้สิทธิ์พนักงาน 30 นาที ระหว่าง 13:30 – 16:00 ในการงีบพักผ่อน ใช้เมื่อไหร่ก็ได้แล้วแต่พนักงาน แต่มีวันหมดอายุ (ไม่งั้นเดี๋ยวเก็บไปจนตาย)
 
ถ้าอยากให้จูงใจยิ่งขึ้นไปอีก ก็ทำห้อง Nap Room แบบไฮโซนิดหน่อย เช่นมีอโรมาเธอราพี มีเพลงเพราะๆ มีเก้าอี้นวดมือนวดเท้า จองเวลาล่วงหน้าได้ เข้าได้ทีละคน พอครบ 30 นาทีก็ตัดไฟตัดแอร์ป้องกันการหลับยาวไปถึงเย็น
 
เท่าที่ทราบที่ญี่ปุ่นมีขายเรียกว่า Sleep Capsule ด้วย ไม่ต้องสร้างห้องให้เสียเวลา ยกมาตั้งได้เลย
 
สุดท้าย แม้อาจไม่ได้อะไรเลยจากการได้นอน แต่อย่างน้อยภรรยาผม ซึ่งเคยเป็นมนุษย์เงินเดือนในสามองค์กรยักษ์ใหญ่ของโลกบอกว่า Nap Voucherนี้จูงใจเธอมากๆในการทำผลงานให้ดี
 
และที่แน่ๆคือ เธอไม่เคยรู้สึกอยากไปกินข้าวกับ CEO เลยครับ!