เรื่องเล่าจากโค้ช ตอน “ข้อควรระวังในการประเมินผลงาน”

“สวัสดีครับ คุณนา ไม่เจอกันนาน เป็นอย่างไรบ้าง ได้ข่าวว่าเมื่อตอนกลางปีได้รับการโปรโมทมาเป็นหัวหน้างาน ยินดีด้วยนะครับ” ผมกล่าวทักทายคุณนาซึ่งยืนถือกาแฟอยู่หน้าลิฟต์

“สวัสดีค่ะ ขอโทษทีไม่ทันสังเกตเห็นอาจารย์เดินมา แต่เจอก็ดีเลยค่ะ กำลังว่าจะโทรไปปรึกษาอยู่พอดี มีเวลาสัก 5 นาทีไหมค่ะ” คุณนายิ้มให้แบบเศร้า ๆ

“ได้ครับ ไปนั่งคุยกันที่โซฟาตรงโน้นดีกว่าไหมครับ” ผมชวนคุณนามานั่งคุยทันที เพราะกลัวว่าจะเป็นลมไปก่อน ดูเธอมีเรื่องกลัดกลุ้มใจอะไรบ้างอย่าง สีหน้าดูเครียด ๆ

“ได้ค่ะ คืออย่างนี้ตอนนี้ก็ใกล้จะเข้าสู่ฤดูการประเมินผลการทำงานแล้ว แต่นาเพิ่งมารับงานเป็นหัวหน้าได้เพียงครึ่งปี ไม่รู้จะประเมินลูกน้องอย่างไร” คุณนาเปิดประเด็นทันทีก่อนที่จะเดินไปถึงโซฟา

“ถ้าผมบอกว่าไม่ต้องกังวล คุณนาคงทำไม่ได้ใช่ไหม เอาอย่างนี้ครับ ในช่วงนี้ก่อนที่จะถึงฤดูการประเมินผล อยากให้คุณคิดทบทวนและเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของลูกทีมแต่ละคน เขียนออกมาเป็นข้อ ๆ ว่าใครทำอะไรได้ดีและมีเรื่องอะไรที่ควรต้องปรับปรุงคิดถึงสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น มาเป็นตัวอย่างด้วย ใช้ข้อมูลเหล่านี้ในระหว่างการประเมินผล จะทำให้คุณมีหลักฐานในการพูดคุยกับลูกทีม” ผมให้แนวทางในการเตรียมตัวก่อนการประเมินแบบคร่าว ๆ

“ได้ค่ะ แล้วในการประเมินผลงาน มีอะไรควรระวังบ้างค่ะ” คุณนาถาม

“มี 4 ข้อครับ...

1. อย่าประเมินทุกอย่างเท่ากันหมด –ผมเข้าใจว่า ในหลาย ๆ องค์กร แบบประเมินผลมักมีปัจจัยต่าง ๆ ให้หัวหน้าประเมิน การให้คะแนนทุกอย่างเท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นดีหมด แย่หมด หรือกลาง ๆ หมด เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะจะทำให้เราไม่สามารถระบุได้ว่า ทักษะใดบ้างที่ลูกทีมควรพัฒนา ทำให้ไม่ได้ข้อมูลตามความเป็นจริง อย่าลืมอว่าคนทุกคนมีจุดเด่นและจุดด้อยต่างกัน ไม่มีใครเก่งหมดทุกเรื่องหรือแย่หมดทุกอย่าง


2. อย่าประเมินโดยดูจากสิ่งที่ลูกทีมทำใน 2-3 เดือนที่ผ่านมา – เพราะบางครั้ง ในช่วงต้นปีลูกทีมอาจทำได้ดี แต่บังเอิญโชคไม่ดีปลายปีกลับแผ่วลง ต้องไม่ลืมว่าการประเมินผลเป็นการให้คะแนนการทำงานทั้งปี ไม่ใช่แค่ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แต่ปัญหาของหัวหน้าส่วนมาก มักจำไม่ค่อยได้ว่าลูกค้าทำดีอะไรไว้บ้าง ดังนั้นการบันทึกเหตุการณ์สำคัญๆ ทั้งสิ่งที่ทำได้ดีและควรปรับปรุงระหว่างทาง จะช่วยแก้ปัญหาในระหว่างการประเมินผลปลายปีได้”

“แต่นาเพิ่งมาเป็นหัวหน้าได้เพียง 6 เดือน ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาทำอะไรได้ดีหรือไม่ดีบ้างในช่วงต้นปีที่ผ่านมา”
เธอรีบออกตัวอย่างเป็นกังวล

“เอาอย่างนี้ครับ ลองกลับไปดูผลการประเมินในช่วงกลางปีที่หัวหน้าคนก่อนได้ให้คะแนนไว้ เอาข้อมูลเหล่านั้นมาเป็นตัวช่วย ในขณะเดียวกันก็อาจไปสอบถามพูดคุยกับหัวหน้าคนเก่าก็ได้หากคุณยังไม่เข้าใจหรือไม่แน่ใจในสิ่งที่เขาประเมิน”
ผมตอบกลับเพื่อให้คุณนาคลายกังวล

เธอพยักหน้า “แล้วมีอะไรที่ควรระวังอีกบ้างค่ะ”

“ข้อควรระวังอย่างที่ 3 คือ อย่าประเมินผลการทำงานของลูกน้องทุกๆ คนเท่ากัน – แม้ว่าการประเมินให้ลูกทีมแต่ละคนได้คแะนนใกล้เคียงกัน อาจดูเหมือนเป็นการให้ความเป็นธรรม แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น การประเมินผลการปฏิบัติงานให้ทุก ๆคนเท่ากัน มีผลทำให้ลูกทีมที่ทำงานดีขยันขันแข็ง รู้สึกท้อและหมดกำลังใจ เพราะรู้สึกว่า “ทำดีไม่ได้ดี” ซึ่งอาจส่งผลกระทบลุกลามไปถึงพนักงานคนอื่น ๆ ที่เริ่มรู้สึกว่าตนเองไม่จำเป็นต้องพยายามสร้างผลงานให้ดีอีกต่อไป เพราะสุดท้ายปลายปี ผลงานก็ไม่ต่างจากคนที่เช้าชามเย็นชามอยู่ดี

4. อย่าประเมินแต่ผลลัพธ์ จงให้คะแนนความพยายามด้วย – บางครั้งความสำเร็จในงานก็อาศัยโชคและจังหวะด้วยเช่นกันพนักงานบางคนอาจตั้งใจทำงานทุ่มเทสุดความสามารถตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แต่จังหวะไม่ดี เผอิญมาเจอวิกฤตน้ำท่วม ทำให้ไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ การประเมินผลที่ดีควรนำปัจจัยภายนอกมาเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาด้วย บางครั้งพนักงานบางคนผลงานไม่ดี แต่ที่ผ่านมาขยันขันแข็ง ก็ควรได้คะแนนการประเมินดีกว่าพนักงานที่ผลงานไม่ดี แถมยังไม่ขยันอีกด้วย...ถูกไหมครับ”พอฟังจบ คุณนาก็ขอบอกขอบใจเป็นยกใหญ่ หน้าตาดูผ่อนคลายขึ้นกว่าเมื่อ 10 นาทีที่แล้วที่เจอกัน จากนั้นเธอก็ขอตัวไปทำงานต่อ เราจึงแยกย้ายกันไป
อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการบริหาร
บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด
apiwut@riverorchid.com
www.orchidslingshot.com
ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ twitter.com/apiwutp