เมื่อหงส์ยืนเหนือมังกร

ผู้ชายผูกขาดการทำหน้าที่ผู้นำมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งในช่วงต้นทศวรรษที่ 1970 ผู้หญิงเริ่มสั่นคลอนความเป็นผู้นำของผู้ชาย ข้อมูลในหนังสือคู่มือภาวะผู้นำของเบส แอนด์ สต็อกดิลล์ (Bass & Stogdill’s Handbook of Leadership) ระบุว่าผู้หญิงทยอยกันขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงในองค์กรธุรกิจต่าง ๆ รวมถึงมีจำนวนผู้หญิงเรียนจบ MBA กันมากขึ้น บางประเทศผู้หญิงสามารถก้าวเข้าสู่ตำแหน่งสูงสุดในฐานะนายกรัฐมนตรีได้อย่างเต็มภาคภูมิ เช่น อังกฤษ แคนาดา อินเดีย ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ นอร์เวย์ และ ศรีลังกา อย่างไรก็ตามแม้ว่าผู้หญิงจะเริ่มเข้ามามีบทบาทและได้รับการยอมรับมากขึ้น จนทุกวันนี้มีโอกาสเท่ากับผู้ชายในการออกไปทำงานนอกบ้านเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว แต่ก็คงไม่มีใครปฏิเสธว่าหนทางสู่ความเป็นผู้นำของผู้หญิงนั้นยังยากลำบากกว่าผู้ชายอยู่ดี แม้ว่าในความเป็นจริง ผู้หญิงอาจทำงานได้ดีเท่ากับผู้ชายหรืออาจดีกว่าด้วยซ้ำ ว่ากันว่าการจะขึ้นมาเป็นผู้นำให้ทุกคนยอมรับนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และหากได้รับโอกาสเข้ามายืนอยู่แถวหน้าแล้ว ก็คงจะเจอเรื่องยากไม่แพ้กันคือ ทัศนคติด้านลบของบรรดาลูกน้องผู้ชายที่จะต้องทำงานร่วมกัน เพราะเขาเหล่านั้นมักจะอึดอัดและไม่ยอมรับผู้นำที่เป็นผู้หญิง ดังนั้นผู้หญิงจึงต้องพิสูจน์ตัวเองโดยการดึงจุดเด่นซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่เหนือกว่าผู้ชายออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์  ในขณะเดียวกันต้องสามารถพลิกจุดอ่อนให้เป็นจุดแข็งเพื่อปูทางไปสู่การบริหารจัดการที่ราบรื่น โดยไม่ให้ข้อจำกัดเรื่องเพศเข้ามารบกวนได้ ถ้าอย่างนั้นมาดูกันทีละประเด็นว่าผู้หญิงควรมีแบบฉบับในการเป็นผู้นำอย่างพญาหงส์เพื่อที่จะยืนอยู่เหนือพญามังกรได้อย่างไร 
 
  1. ผู้หญิงมีกระบวนการคิดวิเคราะห์ที่ละเอียด ถี่ถ้วน สามารถเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ เข้าด้วยกันได้ดีและเร็วกว่าผู้ชาย  ทั้งนี้เพราะผู้ชายมักจะใช้เฉพาะสมองซีกซ้ายได้ดีเท่านั้น แต่ผู้หญิงใช้สมองได้ดีทั้งสองข้างและมีระบบการเชื่อมโยงของเซลล์สมองมากกว่า รวมถึงความสามารถในการส่งข้อมูลระหว่างสมองซีกซ้ายกับขวาเร็วกว่าผู้ชาย ดร.เฮเลน อีฟิเชอร์ (Dr. Helen E. Fisher) นักมานุษยวิทยากายภาพชาวอเมริกันบอกว่า เมื่อผู้หญิงจะตัดสินใจอะไรสักอย่าง เธอจะนำทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องมาชั่งน้ำหนัก เธอจะพิจารณาหาทางเลือกมากมาย เพื่อให้เห็นภาพทั้งหมดก่อนตัดสินใจ  ซึ่งแตกต่างจากผู้ชายที่มักจะมองเฉพาะจุด แยกแยะเป็นเรื่องๆ และพินิจพิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ทีละขั้นทีละตอน (Step Thinking)รูปแบบการคิดของผู้หญิงไม่ใช่คิดแบบทื่อๆ ตรงๆ แต่คิดในหลายมิติทั้งกว้าง ยาว ลึก มีลักษณะการคิดเหมือนใยแมงมุม (Web Thinking) และด้วยกระบวนการคิดแบบนี้จึงทำให้ผู้หญิงมีมุมมองที่ลึกซึ้ง ดังนั้นผู้นำที่เป็นผู้หญิงจึงควรใช้ข้อได้เปรียบนี้กำหนดวิสัยทัศน์ มองไปถึงอนาคต เพื่อเป็นทิศทางในการดำเนินงาน และถ่ายทอดให้ลูกน้องเกิดการยอมรับ
  2. ผู้หญิงมีทักษะการใช้คำพูดได้ดีกว่าผู้ชาย ความสามารถเรื่องนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนเป็นเด็กทารก เราจะพบว่าเด็กผู้หญิงจะเริ่มพูดได้เร็วกว่าเด็กผู้ชาย เมื่อโตขึ้นมาอีกนิดก็สามารถพูดคำยาวๆ และเข้าใจไวยากรณ์ได้ดีกว่า จากงานวิจัยของ ดร.ลูแอนน์ บริซเซนดีน (Dr. Louann Brizendine) นักจิตวิทยาด้านระบบประสาทชาวอเมริกัน พบว่าผู้หญิงใช้คำพูด 20,000 คำต่อวัน ในขณะที่ผู้ชายใช้เพียง 7,000 คำ/วัน คงไม่มีผู้ชายคนไหนเถียงนะครับว่าผู้หญิงนั้น บอร์น-ทู-ทอล์ค (Born to Talk) คือเกิดมาเพื่อพูดจริงๆ แต่ผู้หญิงก็ไม่ได้มีพรสวรรค์ด้านการพูดเพียงอย่างเดียว เธอสามารถอ่าน เขียนและเรียนรู้ภาษาได้ดีกว่าผู้ชายอีกด้วย ทั้งนี้แม้ว่าสมองของทารกเพศชายจะมีน้ำหนักมากกว่าทารกเพศหญิง แต่ระบบการทำงานสมองทั้งสองซีกของทารกเพศหญิงจะพัฒนาได้เร็วกว่าและดีกว่าทารกเพศชาย ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าผู้หญิงมีทักษะการพูด ฟัง อ่าน เขียน ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า จึงไม่ต้องลังเลใจที่จะใช้สิ่งนี้เป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้าใจ สร้างแรงจูงใจ ถ่ายทอดทิศทางการทำงานที่ชัดเจน รวมถึงใช้ลดความขัดแย้งในองค์กร  และจงตระหนักไว้ว่าทักษะการสื่อสารเป็นคุณสมบัติที่จะส่งเสริมให้ผู้นำที่เป็นผู้หญิงมีความน่าเชื่อถือในสายตาของลูกน้องไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือเป็นผู้ที่มีความอาวุโสมากกว่าก็ตาม
  3. ผู้หญิงมีความอดทนและสามารถจัดการกับความเครียดได้ดีกว่าผู้ชาย เพราะโดยธรรมชาติของผู้หญิงซึ่งถูกสบประมาทเรื่องความรู้ความสามารถอยู่บ่อยๆ ทั้งที่ทำงานและที่บ้าน ทำให้มีทัศนคติและจิตใจที่แข็งแกร่ง งานวิจัยของมหาวิทยาลัยยูซีแอลเอ (UCLA-University of California, Los Angeles) ระบุว่า  ผู้หญิงจะรับมือกับความกดดันด้วยขอการสนับสนุนทางสังคมหรือการติดต่อกับคนอื่น ๆ ซึ่งในทางจิตวิทยาถือว่าเป็นวิธีการที่ดี เพราะสามารถหาทางออกได้หลากหลายกว่าผู้ชายซึ่งมีแค่สองวิธีคือไม่สู้ก็หนี การถูกปรามาสจากผู้ชายว่าอ่อนแอกว่าและมักจะตกเป็นฝ่ายตั้งรับเสมอ อาจดูเหมือนเป็นจุดอ่อนของผู้หญิง แต่กลับกลายเป็นแบบฝึกหัดอย่างดีซึ่งทำให้ผู้หญิงมีความพร้อมที่จะเผชิญกับเรื่องราวหนักๆ ได้ ดังนั้นการรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่ปกติด้วยความอดทนและอดกลั้น ไม่หุนหันพลันแล่นเหมือนผู้ชายจะทำให้ผู้หญิงดูเป็นพญาหงส์ที่น่าเกรงขามขึ้นมาทันที
  4. ผู้หญิงมีความนุ่มนวล อ่อนโยนกว่าผู้ชาย ทั้งนี้โดยสรีระทางกายภาพของผู้หญิงแตกต่างจากผู้ชายอย่างชัดเจน  ในอดีตยุคของการใช้พละกำลังมีความสำคัญ ผู้ชายจึงมีบทบาทมาก แต่ปัจจุบันเป็นยุคของการใช้สติปัญญาส่งผลให้ผู้หญิงที่แม้จะมีความบอบบางของร่างกายแต่ไม่ได้ด้อยสติปัญญาเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ดังนั้นข้อจำกัดของผู้หญิงในอดีตก็ไม่ใช่อุปสรรคในปัจจุบันอีกต่อไป มิหนำซ้ำกลับกลายเป็นจุดแข็งขึ้นมา ผู้นำที่เป็นผู้หญิงจึงควรใช้จุดแข็งนี้ส่งเสริมบุคลิกภาพของตนเองให้น่าศรัทธา มีความอ่อนน้อม ถ่อมตน เห็นอกเห็นใจ เข้าใจความรู้สึกผู้อื่น ไม่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ ควรใช้อำนาจที่มีอยู่อย่างชาญฉลาด ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลไม่ใช้อารมณ์ จะทำให้ได้รับความร่วมมือจากลูกน้องผลักดันงานให้สำเร็จโดยราบรื่นและรวดเร็ว 
ผู้หญิงชั้นนำของโลกล้วนแต่มีแบบฉบับดังที่กล่าวมาแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจด้านสื่อสารมวลชนที่โด่งดังอย่างโอปราห์ วินฟรีย์ (Oprah Winfrey) เจ้าแม่รายการทอล์กโชว์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประวัติศาสตร์อเมริกาและเป็นผู้หญิงผิวสีอเมริกันที่รวยที่สุดในศตวรรษที่ 20 เธอมีเคล็ดลับสู่ความสำเร็จด้วยบันได 9 ขั้น คือ กำหนดเส้นทางด้วยตนเอง เดินหน้าไปด้วยความมุ่งมั่น มีความรับผิดชอบ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น เรียนรู้จุดแข็งของคู่แข่ง มีทัศนคติเชิงบวก ทำงานโดยเน้นคุณภาพ มีความใฝ่รู้ และรู้จักสร้างสมดุลให้ชีวิตทั้งเรื่องงานและเรื่องครอบครัว แต่ถ้าพูดถึงผู้หญิงเก่งด้านการบริหารจัดการ ต้องมีชื่อของ อินทรา นูยี (Indra Nooyi) ซีอีโอแห่งค่ายเป๊ปซี่อยู่ในทำเนียบพญาหงส์ด้วยอย่างแน่นอนเธอเป็นผู้เชี่ยวชาญในการเจรจาต่อรอง มีความคิดลุ่มลึก หลักแหลม มองการณ์ไกลรู้อนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้นในธุรกิจ เธอได้รับการยกย่องจากนิตยสารฟอร์บสให้เป็นสตรีผู้ทรงอิทธิพลในโลกธุรกิจอันดับหนึ่ง ปี 2006 และปี 2007 เธอมีปรัชญาในการเป็นผู้นำที่เรียกว่า 5C’s of Leadership คือ มีความรู้สามารถ (Competency) มีความกล้าและมั่นใจในตนเอง (Courage and Confidence) มีทักษะการสื่อสารที่ดี (Communication Skills) มีหลักการคงเส้นคงวา (Consistency) และมีวิสัยทัศน์มองเห็นเป้าหมายข้างหน้า (Compass) สำหรับผู้หญิงแถวหน้าในแวดวงการเมืองระดับโลก คงไม่มีใครไม่รู้จัก ออง ซาน ซูจี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ปี 1991 ที่เพิ่งเดินทางออกนอกประเทศของเธอเป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปีและมาเยือนเมืองไทยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เธอเป็นสตรีหัวใจเพชรที่ไม่ใช่เป็นเพียงสัญลักษณ์ประชาธิปไตยในประเทศพม่าเท่านั้น หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของมวลมนุษยชาติด้วย เธอเป็นแบบอย่างของผู้นำที่มีความมุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว กล้าหาญ อดทน และเสียสละ 
 
หากคุณเป็นผู้หญิงที่กำลังจะได้รับโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้นำ จงใช้ข้อได้เปรียบของความเป็นผู้หญิงเสริมสร้างความมั่นใจให้กับตนเองและพลิกจุดอ่อนของคุณให้เป็นจุดแข็งเพื่อสร้างการยอมรับจากคนรอบข้างไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย แต่หากคุณยังไม่ได้รับโอกาสนั้นในวันนี้ จงแสดงพลังที่มีอยู่ออกมาให้คนอื่นเห็นเพื่อให้เขาเหล่านั้นรับรู้ว่าคุณก็มีความรู้ความสามารถที่ไม่ได้แตกต่างไปจากผู้ชาย และจงเชื่อว่าคุณดีพอที่จะเป็นหงส์ซึ่งสามารถยืนเหนือมังกรได้อย่างสง่างาม





 
จักรพันธ์ จันทรัศมี
Consulting Partner
Orchid Slingshot Co., Ltd.
ตีพิมพ์ในนิตยสาร Business + ฉบับเดือนสิงหาคม 2555