ไอร้อนที่สะสมมาตั้งแต่เที่ยงวันยันบ่ายคล้อย ไม่ได้ทำให้พละกำลังของเจ้าตูบจอมซนลดลงเลย มันวิ่งวนไปวนมารอบสนามหญ้าหน้าบ้านแบบนันสต๊อปได้พักใหญ่แล้ว และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด มีเพียงอาการหอบที่ปรากฏให้เห็นควบคู่ไปกับการพุ่งทะยานไปข้างหน้าเท่านั้น

เมื่อไหร่มันจะเหนื่อยคะ?” ลูกสาวคนเล็กถามด้วยความสงสัยหลังจากเธออุ้มบิ๊กอายส์ออกมาวิ่งเล่นด้วยกันตั้งแต่บ่ายสี่โมง และตอนนี้เธอกำลังจะหมดแรง “หนูไม่ไหวแล้วนะคะ” แต่คู่หูสี่ขายังคงสนุกจนสะกดคำว่าเหนื่อยไม่เป็น

เชื่อหรือไม่ว่า บีเกิ้ลตัวแสบสามารถเร่งอัตราการหายใจจากนาทีละ 30-40  ครั้ง เป็นนาทีละ 300-400 ครั้งได้โดยการหอบแฮ่กๆ  โอ้โห เพิ่มขึ้นขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย! แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะนี่คือกลไกคลายร้อนของสุนัข

แม้ว่ามันจะขับเหงื่อออกมาทางต่อมเหงื่อที่อยู่บริเวณอุ้งเท้าและบริเวณผิวหนังที่ไม่มีขนปกคลุมได้ตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ไม่เพียงพอ เนื่องจากมีพื้นที่น้อยเกินไปเมื่อเทียบกับขนาดของร่างกายทั้งหมด ดังนั้น อีกทางเลือกหนึ่งในการระบายความร้อนที่เร็วกว่าก็คือ การหายใจสั้นๆ ถี่ๆ เพื่อเร่งให้เกิดความชื้นที่ลิ้น ช่องปาก และทางเดินหายใจ จนระเหยกลายเป็นไอ ช่วยขับไล่ความร้อนในร่างกายออกไปสู่ภายนอกได้ดีขึ้น

แล้วเวลาหอบมากๆ มันจะไม่เหนื่อยเหรอคะ?” เธอยังไม่หยุดถาม “ไม่หรอก เพราะปอดและทางเดินหายใจของบิ๊กอายส์มีความยืดหยุ่นสูง การหอบจึงไม่ได้เผาผลาญพลังงานมากนัก” ผมตอบตามหลักการที่อ่านมาจากตำราการเลี้ยงสุนัข

จริงๆ แล้วการหอบไม่ได้ทำให้เหนื่อยมากขึ้น แต่ถ้าเจ้าบีเกิ้ลวัยคะนองตัวนี้จะออกอาการเหนื่อยก็น่าจะมีสาเหตุมาจากการวิ่งไม่หยุด โดยเฉพาะการวิ่งท่ามกลางอุณหภูมิเกือบ 40องศา ลองคิดดูว่า อากาศภายนอกก็ร้อน  อุณหภูมิในร่างกายก็ร้อน “หนูคิดว่าบิ๊กอายส์จะวิ่งเล่นต่อไปได้อีกซักกี่น้ำ?” คราวนี้ผมเป็นฝ่ายถามบ้าง
 
เด็กหญิงวัย 11 ขวบยกฝ่ามือขึ้นปาดเหงื่อที่ชุ่มอยู่เต็มในหน้า แล้วใช้สายตาอันไร้เดียงสามองมาที่ผมด้วยความงุนงงเล็กน้อย  เธอคงไม่คิดว่าจะต้องเป็นฝ่ายตอบ เพราะการสนทนาที่ผ่านมาเธอมีคำถาม ผมมีคำตอบ แต่คราวนี้ผมจะให้เธอตอบบ้าง

การตั้งคำถามเป็นเครื่องมือ “ยั่วให้คิด”  ผู้นำที่ฉลาดจะไม่พูดอย่างเดียว แต่จะถาม ฟัง วิเคราะห์ แล้วก็โยนคำถามกลับไปอีก จนกระทั่งได้คำตอบ ซึ่งคำตอบนั้นไม่ได้มาจากผู้ถาม แต่มาจากการตั้งคำถามเท่านั้น

คำถามที่มีประสิทธิภาพควรอยู่บนหลักการดังต่อไปนี้ คือ ง่ายและชัดเจน ค้นหาสิ่งที่เป็นประโยชน์ มุ่งไปยังจุดประสงค์ ที่วางไว้  เปิดแนวความคิดสร้างสรรค์และทางเลือกใหม่ๆ กระตุ้นความคิด และความอยากรู้อยากเห็น

หากถามว่า “บิดาแห่งการตั้งคำถาม” คือใคร?  คำตอบคือ โสเครติส นักปรัชญาชาวกรีก ผู้ซึ่งมีความเชื่อว่า คำถามจะทำหน้าที่ท้าทายสมองให้คิดและใช้เหตุผล ปราชญ์แห่งกรุงเอเธนส์บอกว่าความรู้หรือข้อสรุปทั้งหลายนั้นไม่ได้มาจากเขา แต่มาจากการกลั่นกรองของคู่สนทนา ดังนั้นเขาจึงเป็นเพียง “หมอตำแยทางปัญญา” มีหน้าที่เป็นแค่คนทำคลอดความรู้เท่านั้นวิธีการทางปรัชญาเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ด้วยการตั้งคำถามในแบบของโสเครติส นี้เรียกว่า “Socratic Method

สไตล์คำถามแบบโสเครติส จะเป็นคำถามปลายเปิดที่ถามเจาะ เพื่อกระตุ้นให้แสวงหาคำตอบอย่างแท้จริง แบ่งได้เป็น 6 ประเภท คือ 1) ถามเพื่อหาความชัดเจน (Conceptual Clarification Questions) เป็นคำถามที่ช่วยให้คู่สนทนาคิดอย่างละเอียดรอบคอบ ขจัดความคลุมเครือ เช่น สิ่งที่คุณพูดมันหมายความว่าอย่างไร?  ช่วยขยายความเพิ่มเติมอีกหน่อยซิ?  2)ถามเพื่อพิสูจน์ความเชื่อหรือหาข้อสรุป (Probing Assumptions) เช่น มีสมมติฐานอื่นอีกไหม?  คุณจะหักล้างความเชื่อเรื่องนี้อย่างไร?  

3) ถามเพื่อเจาะหาเหตุผลและหลักฐาน (Probing Reasons and Evidence) เป็นคำถามที่ต้องการสืบหาข้อเท็จจริง เช่น คุณคิดว่าอะไรคือสาเหตุของปัญหานี้?  คุณรู้ได้อย่างไรว่าเขาคือต้นเหตุ?  มีหลักฐานอะไรบ้างที่ทำให้คุณเชื่ออย่างนั้น?  4) ถามเพื่อท้าทายทัศนคติและมุมมองอื่นๆ (Questioning Viewpoints & Perspectives) เช่น ทำไมคุณจึงคิดว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุด?  คุณมีความเห็นอย่างไรต่อข้อเสนอของลูกน้อง?  คุณคิดว่าจะมีทางเลือกอื่นอีกไหม?  

5) ถามเพื่อพิสูจน์การนำไปใช้และผลกระทบ (Probing Implications and Consequences) เช่น ทำไมคุณจึงคิดว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุด?  อะไรจะเกิดขึ้นถ้าคุณตัดสินใจแบบนั้น?  คุณตั้งใจจะทำอะไรต่อจากนี้?  ผลลัพธ์ที่คุณคาดหวังคืออะไรและหากผิดคาดจะรับมือกับมันอย่างไร?  6) ถามเกี่ยวกับคำถาม (Questions about the Question) เช่น คุณคิดว่าอะไรคือประเด็นสำคัญของคำถามนี้?  คุณรู้ไหมว่าทำไมผมจึงถามคำถามนี้กับคุณ?  คุณคิดว่าคำถามนี้มีประโยชน์กับตัวเองอย่างไร?

เห็นแล้วใช่ไหมครับว่า ผู้นำที่ดีไม่จำเป็นต้องมีคำตอบไปเสียทุกเรื่อง หากอยากให้เขาคิดเป็น ต้องหยุดตอบคำถาม แต่ให้เปลี่ยนมาเป็นการตั้งคำถามแทน เพราะสิ่งนี้คือ หินลับสมองให้คมอยู่เสมอ จำไว้นะครับ ตั้งคำถาม ต่อด้วยคำถาม และต่อด้วยคำถามไปเรื่อยๆ จนกระทั่งค้นพบคำตอบที่ยอมรับได้

และหากเขาคุ้นเคยกับวิธีการแบบนี้ จะทำให้กลายเป็นคนที่ใคร่ครวญปัญหาด้วยตนเองจนติดเป็นนิสัย โดยไม่จำเป็นต้องมีใครมาถาม เขาจะถามเองและตอบเองอยู่ในใจ

บ๊อกๆ” สาวน้อยละสายตาจากผม แล้วหันไปที่ต้นเสียงก่อนจะตอบคำถามที่ค้างไว้ว่า “อืมม..เดี๋ยวมันก็คงหมดแรง ขนาดหนูยังไม่ไหวเลย” ทันทีที่พูดจบ บัดดี้หูยาวก็พุ่งเข้ามาหาเจ้านายคนโปรดพร้อมกับหมอบและหอบอยู่ข้างๆ

แล้ววันนี้ต้องอาบน้ำให้บิ๊กอายส์มั๊ยคะ?”  เธอยังไม่เบื่อที่จะถาม “หนูจะพามันเข้าไปเล่นในบ้านมั๊ยล่ะ?” ผมไม่หลงกลตอบ
 

   


 

จักรพันธ์ จันทรัศมี
Consulting Partner
สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 4 พ.ค.59