หา! ว่าไงนะ กินคางคกเหรอ”  ผมพูดกับปลายสายที่โทรเข้ามาด้วยความตกใจ ก่อนจะสั่งให้รีบพาบิ๊กอายส์ไปหาหมอโดยด่วน เจ้าตูบวัย 6 เดือนกำลังเข้าสู่วัยรุ่น ถ้าเป็นคนป่านนี้คงมีอายุเท่ากับเด็ก 10 ขวบแล้ว

สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนของสุนัขวัยกำลังซนคือ กล้ามเนื้อที่ปรากฏขึ้นตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย กระดูกที่กำลังขยาย ทำให้ขา ลำตัว กะโหลกยาวและใหญ่ขึ้น นอกจากการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพแล้ว ระดับฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นยังทำให้มีพลังงานเหลือเฟือ จากสุนัขไฮเปอร์จึงกลายเป็นซูเปอร์ไฮเปอร์ไปโดยปริยาย มันพร้อมจะวิ่ง กระโดด และดมไปทั่วบ้านเพื่อหาเรื่องตื่นเต้นทำไม่เว้นแต่ละวัน

เล่าให้พ่อฟังหน่อยซิ ว่าเกิดอะไรขึ้น?” ผมถามน้องปิ่นหลังจากขับรถออกมาจากออฟฟิศได้สักครู่ “เอ่อ…หนูเห็นบิ๊กอายส์กินคางคกค่ะ” ลูกสาวคนเล็กตอบว่าเธอเห็นอะไร แต่ยังไม่ได้เล่าว่าเหตุการณ์เป็นอย่างไร ผมกระชับหูฟังทั้งสองข้างให้แน่นขึ้นเพราะได้ยินเสียงไม่ถนัด จากนั้นจึงขอให้เธอลำดับเหตุการณ์ช้า ๆ เป็นฉากๆ ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ

หนูเดินไปหยิบไม้กวาดให้คุณแม่ที่หลังบ้านตอนเที่ยง เจอบิ๊กอายส์กำลังไล่จับคางคกอยู่ พอมันเห็นหนู ก็เลยหนีไปแอบข้างกระถางต้นไม้หน้าบ้าน   หนูรีบวิ่งตามไป เห็นมันหอบแฮ่กๆ แล้วก็มีน้ำลายเหนียวๆ ไหลออกจากปากเยอะมาก เลยตะโกนเรียกคุณแม่ มันกินคางคกตัวนั้นเข้าไปแล้ว” 
ผมใช้เวลาขับรถไม่นานก็มาถึงคลินิกใกล้บ้าน “หมอบอกว่าไม่เป็นอะไร เจ้าตัวแสบอยู่ในห้องนู้น อีกเดี๋ยวเดียวก็กลับได้” เสียงของแม่น้องปิ่นดังขึ้นทันทีที่เห็นผมเปิดประตูเข้ามา  จากนั้นเธอก็เริ่มก๊อปปี้คำพูดของหมอมาเล่าให้ผมฟังทั้งๆ ที่ยังไม่ทันจะถาม

สรุปว่าบิ๊กอายส์ไม่ได้โดนพิษคางคก ที่เห็นน้ำลายเยอะอาจเป็นเพราะวิ่งเล่นท่ามกลางอากาศร้อนจัด อาการของสุนัขที่ไปสัมผัสตุ่มพิษ นอกจากมีน้ำลายฟูมปากแล้ว จะดูซึมๆ เหมือนไม่มีแรง บริเวณปากหรือใบหน้าจะบวมแดงให้เห็น และถ้าได้รับพิษปริมาณมาก มันจะเข้าไปทำลายระบบประสาท ส่งผลให้หัวใจเต้นผิดปกติ ลืมตาไม่ขึ้น หายใจไม่ออกและเสียชีวิตในที่สุด 
 
แต่นี่…ยังคึกอยู่เลย เจ้าตัวแสบไม่มีอาการอย่างที่หมออธิบาย มิหนำซ้ำยังเอะอะโวยวาย อยากจะออกมาเล่นท่าเดียว เป็นอันว่าคางคกเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหา ยังไม่ใช่นักโทษ มันยังไม่ได้ปล่อยพิษใส่บิ๊กอายส์และที่สำคัญไม่ได้ถูกกลืนลงท้องซักหน่อย แค่ถูกชวนมาเล่นแก้เหงาเท่านั้นเอง แต่บังเอิญน้องปิ่นโผล่มาเสียก่อน เพื่อนใหม่รายนี้จึงรอดไปได้  เอ๊ย! ไม่ใช่ซินะ เจ้าตูบจอมซนต่างหากที่รอดจากวิบากกรรมนี้ไปได้อย่างหวุดหวิด 

เหตุการณ์ที่เด็กน้อยเห็นคงรวดเร็วมาก อยู่ๆ คางคกก็หายไปต่อหน้าต่อตา แถมน้ำลายก็ไหลออกมาเต็มไปหมด แล้วอย่างนี้จะไม่ให้คิดว่าบิ๊กอายส์กินคางคกเข้าไปได้ไง…จริงไหม?  แต่สิ่งที่เธอเห็น ไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคิด ดังนั้นบทเรียนที่ได้จากเด็กหญิงอายุ 11 ขวบวัยไล่เลี่ยกับบีเกิ้ลจอมซ่าส์ก็คือ อย่าด่วนตัดสินใจจากสิ่งที่เห็นเพียงผิวเผิน 

ผู้นำที่ดีต้องไม่ด่วนสรุปในสิ่งที่ตนเองเห็นหรือปักใจเชื่อเพียงเพราะได้ยินเขาบอกมา  เป็นไปได้ไหมว่า ความคิดของเราถูกปรุงแต่งด้วยประสบการณ์บางอย่าง ซึ่งอาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนจนนำไปสู่การตัดสินใจผิดพลาด 

หลุยส์ ปาสเตอร์ ผู้ค้นพบวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าและการฆ่าเชื้อแบคทีเรียด้วยวิธีพาสเจอร์ไรซ์  บันทึกเอาไว้ว่า หลักการทำงานที่เขายึดถือมาตลอดคือ "อย่าเชื่อในสิ่งที่ยังไม่ได้พิสูจน์"  นักเคมีชาวฝรั่งเศสคนนี้ไม่เคยเชื่อเหมือนกับที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนในอดีตเชื่อต่อๆ กันมาว่า สิ่งมีชีวิตถือกำเนิดมาจากสิ่งไม่มีชีวิต มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่ปลาจะเกิดมาจากโคลนตม หรือหนอนจะเกิดจากเนื้อเน่า เขาพิสูจน์ให้คนทั้งโลกเชื่อว่า สิ่งมีชีวิตไม่สามารถเกิดขึ้นเองได้ แต่จะต้องเกิดจากสิ่งมีชีวิตด้วยกัน และจากการทดลองในปี ค.ศ. 1860  เขาพบว่าจุลินทรีย์ที่ปะปนอยู่ในอากาศ ก็คือมีสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วที่ต้องมองผ่านกล้องจุลทรรศน์เท่านั้นจึงจะเห็น 

เช่นเดียวกับหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ หมู่บ้านเกสปุตตนิคม แคว้นโกศล เนื่องจากมีชาวบ้านไปทูลถามว่า จะให้พวกเขาเชื่อใครดี เมื่อมีบรรดาสมณพราหมณ์เข้ามาสอนเรื่องการดับทุกข์ ต่างก็บอกว่าวิธีการของตนถูกต้อง เข้าทำนองหลายพวกหลายคำสอน จึงรู้สึกลำบากใจและเป็นทุกข์มากกว่าจะดับทุกข์ได้ 

จนในที่สุด พระองค์จึงตรัสให้หลักการ 10 ข้อเป็นเครื่องพิจารณาแก่ชาวบ้านเหล่านั้น เพื่อสอนไม่ให้เชื่อถือสิ่งใดอย่างงมงาย โดยขาดการไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อน คือ 1) อย่าเชื่อโดยฟังตามกันมา 2) อย่าเชื่อเพราะสิ่งนั้นทำสืบทอดกันมา 3) อย่าเชื่อเพราะเป็นคำล่ำลือหรือตื่นข่าว 4) อย่าเชื่อเพราะเอาตำรามาอ้าง 5) อย่าเชื่อโดยนึกเดาเอาเอง 6) อย่าเชื่อโดยคาดคะเน 7) อย่าเชื่อโดยการตรึกตรองตามอาการที่เห็น 8) อย่าเชื่อเพราะเห็นว่าตรงตามความคิดหรือทฤษฎีของตน 9) อย่าเชื่อเพราะเห็นว่าผู้พูดมีความน่าเชื่อถือ 10) อย่าเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน

คำสอนเหล่านี้เรียกว่า “กาลามสูตร” เปรียบเสมือนเครื่องมือแห่งการควบคุมความเชื่อของตน เพื่อช่วยให้เรากลั่นกรองข้อมูลที่รับรู้มาจากแหล่งต่างๆ โดยใช้สติปัญญาพิจารณาใคร่ครวญด้วยตนเอง ก่อนจะตัดสินใจว่าจะเชื่อสิ่งนั้นหรือไม่ เพราะสิ่งที่เราเห็นอาจไม่จริงเสมอไป
 
……………………………………………………………………….

   


 

จักรพันธ์ จันทรัศมี
Consulting Partner
สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 20 เม.ย 59