ผู้ชมรอบสนามพร้อมใจกันเงียบกริบ สายตาทุกคู่พุ่งไปที่ชายร่างท้วมผมสีทองซึ่งกำลังยืนมองสุนัขทีละตัวจากหัวแถวไล่ลงไปจนถึงปลายแถว ดูเหมือนแกจะหนักใจไม่น้อยที่ต้องตัดสินใจเลือกบีเกิ้ลวัยกำลังน่ารักจำนวน 3 ตัวเพื่อออกมารับรางวัลที่หนึ่ง สอง และสามตามลำดับ

แฮนด์เลอร์ทุกคนต่างใช้สมาธิทั้งหมดที่มีจดจ่ออยู่กับการควบคุมสุนัขของตนเอง ให้ยืนอย่างสง่างามที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะนี่คือโค้งสุดท้ายของการแข่งขันแล้ว ผู้จูงสุนัขมือเก๋าจะรู้ดีว่า แม้การพาคู่หูลงสู่สนามตั้งแต่ก้าวแรกจะมีส่วนสำคัญต่อการสร้างความจดจำของกรรมการ แต่หากมีคู่แข่งที่สูสีกันเมื่อใด ช่วงเวลาแบบนี้แหละคือวินาทีชี้ขาดผู้ชนะและผู้แพ้

บรรยากาศบนพื้นพรมสีเขียวในสนามประกวดสุนัขเวลานี้คล้ายกับสถานการณ์บนโต๊ะสักหลาดที่มีนักสนุกเกอร์ฝีมือระดับเทพกำลังชิงไหวชิงพริบกัน สาวคิวแทงลูกสีต่างๆ จนหมดโต๊ะแล้ว ยังไม่มีใครเพลี่ยงพล้ำ ต้องวัดกันด้วยลูกสีดำ ฉันใด ก็ฉันนั้น กองเชียร์กำลังยืนลุ้นว่าบีเกิ้ลตัวใดจะเข้าวิน  อารมณ์แห่งความระทึกนี้ถือเป็นวินาที “ชิงดำ” บนสนามประกวดสุนัขเลยทีเดียว

เปาบุ้นจิ้นชาวอเมริกันกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ในใจไม่มีใครรู้ แต่สิ่งที่ผมคิดอยู่ในตอนนี้คือบิ๊กอายส์จะได้โบว์รางวัลสีอะไร ถ้าประเมินจากสายตาตัวเอง วันนี้มันทำผลงานได้ดี ข้อผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นจากคราวก่อนได้รับการแก้ไขจดหมดสิ้น มิหนำซ้ำยังดูโดดเด่นกว่าบีเกิ้ลตัวอื่นๆ   

เอาล่ะ! แม้หวังลึกๆ ว่าโบว์สีน้ำเงินควรจะเป็นของเรา แต่ถ้าพลาดพลั้งได้โบว์สีแดงก็ยังถือว่าโอเคสำหรับการเข้าแข่งขันเป็นครั้งที่สอง หรืออย่างแย่ที่สุดโบว์สีเหลืองก็ไม่น่าหลุดมือไป การคว้าที่สามก็ไม่ขี้เหร่ซักเท่าไร จริงมั้ย!

ริงสจ๊วตถือโบว์รางวัลเดินเข้าไปยืนกลางสนาม โบว์สีน้ำเงินถูกส่งให้กรรมการถือไว้ในมือ นั่นหมายความว่าสุนัขที่จะถูกเลือกในลำดับแรกคือบีเกิ้ลรุ่นอายุ 3-6 เดือนที่ดีที่สุดในงานนี้ และจะได้เป็นเจ้าของตำแหน่ง Best Baby in Breed อย่างน่าภาคภูมิใจ

กรรมการมีท่าทีลังเลเล็กน้อย แทนที่จะเดินเข้าไปมอบโบว์รางวัลให้กับบีเกิ้ล 1 ใน 8 ตัวที่ยืนเรียงแถวกันอยู่ข้างหน้า กลับขยับตัวถอยหลังไปสองก้าว ก่อนที่จะยกมือขวาแล้วชูนิ้วชี้วนไปหนึ่งรอบเหนือศีรษะ คงเป็นเพราะต้องการตรวจดูให้มั่นใจอีกสักครั้ง จึงส่งสัญญาณให้เดินใหม่อีกรอบ ลูกสุนัขที่ยืนนิ่งราวกับรูปปั้นถูกแฮนด์เลอร์พากันกระตุกสายจูงเบาๆ สั่งให้ออกเดินอีกครั้ง บรรดาผู้ชมที่อยู่ในความสงบต่างปรบมือส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจด้วยความเอ็นดู

ทันทีที่สุนัขทั้งหมดกลับมายืนตั้งแถว เสียงอื้ออึงรอบสนามก็ค่อยๆ เงียบลงอีกครั้ง สายตาของผมไม่ต่างจากคนส่วนใหญ่ที่จ้องไปยังโบว์สีน้ำเงินในมือชายร่างอ้วนใส่สูทสีเข้ม ว่าจะตกไปอยู่กับเจ้าตูบตัวใด

เฮ้ย! ขาหน้าเปิด” เสียงตะโกนดังฝ่าความเงียบมาจากข้างสนาม เจ้าของเสียงมองมาที่ผมและทำท่าทางประกอบเพื่อบอกว่าขาหน้าของบิ๊กอายส์แบะออกด้านข้าง “ไอ้น้อง วางขาให้ตรงซิว่ะ” ผมรีบโฟกัสสายตาไปที่จุดนั้นโดยอัตโนมัติ แล้วจัดขาหน้าทั้งสองข้างให้ตั้งตรงตามคำสั่งทันที

นอกจากกรรมการในสนามแล้ว ยังมีอีกคนที่มีอิทธิพลกับผม เขาคนนั้นคือ ต้นเสียงเมื่อครู่นี้เอง ถ้าไม่ใช่พี่ศักดิ์ผู้คร่ำหวอดในวงการประกวดสุนัข ผมคงไม่สนใจสิ่งที่แกพูด  แต่เป็นเพราะความรู้ขั้นเทพเรื่องมาตรฐานสายพันธุ์และการจูงสุนัขที่ทุกคนยอมรับมากว่า 20 ปี ผมจึงต้องยกให้แกเป็นพี่เบิ้ม

แม้พี่ศักดิ์จะไม่มีตำแหน่งใดๆ ในสนามประกวด แต่กลับมีความเชี่ยวชาญซึ่งถือว่าเป็นอำนาจที่ผมต้องซูฮกยกนิ้วให้ คนส่วนใหญ่อาจคิดว่าถ้าไม่มีตำแหน่งก็ไม่มีอำนาจ ซึ่งไม่จริง เพราะอำนาจบางอย่างสร้างเองได้ ฝรั่งเรียกอำนาจเฉพาะบุคคลนี้ว่า “Personal Power

ผู้นำที่ฉลาดต้องรู้จักสะสมอำนาจในลักษณะนี้ เพราะอำนาจที่มาพร้อมกับตำแหน่ง (Position Power) จะจากเราไปเมื่อลงจากตำแหน่ง แต่อำนาจที่สร้างขึ้นเองจะอยู่กับเราอย่างถาวร ซึ่งประกอบไปด้วย อำนาจ 3 ประการดังต่อไปนี้

1. ความเชี่ยวชาญ (Expert) เป็นอำนาจที่เกิดจากความสามารถและประสบการณ์ ยิ่งเรียนรู้ ฝึกฝนและถ่ายทอดให้แก่ผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา อำนาจข้อนี้ยิ่งเพิ่มพูน แต่หากอวดอ้างเกินจริง แสร้งว่ารู้ทั้งๆ ที่ไม่รู้ หรือใช้ความรู้ข่มขู่ผู้ที่ไม่รู้ สักวันอำนาจนี้จะเสื่อมลง

2. ข้อมูล (Information) การเข้าถึงหรือมีข้อมูลที่คนอื่นไม่มี ถือว่าเป็นอำนาจที่จะช่วยโน้มน้าวจูงใจผู้อื่นให้เชื่อและปฏิบัติตามได้โดยง่าย การอัพเดทข้อมูลใหม่ๆ และนำไปแบ่งปันอย่างสม่ำเสมอจะทำให้คนรอบข้างมองเห็นว่าเรามีอำนาจนี้ แต่หากมีข้อมูลแต่ไม่เคยนำไปใช้ ก็เสมือนว่าเราไม่มี อย่างไรก็ตามการให้ข้อมูลต้องเป็นประโยชน์ ถูกกาลเทศะ และไม่บิดเบือน จึงจะส่งเสริมอำนาจของเราให้ยั่งยืน

3. การวางตัว (Referent) คืออำนาจที่เกิดจากการปฏิบัติตนให้เป็นที่ยอมรับและเป็นแบบอย่างซึ่งควรค่าแก่การยกย่องนับถือ หรือพูดอีกนัยหนึ่งว่า “หากวางตัวดี บารมีก็เกิดนั่นเอง” ยิ่งยึดมั่นในจริยธรรม รักษาคำพูด ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเคารพและให้เกียรติ บารมียิ่งงอกเงย แต่หากไม่ซื่อสัตย์ ปกป้องคนไม่ดี ทำผิดแล้วไม่รับผิด จะเป็นหนทางนำไปสู่การหมดอำนาจ

 จริงๆ แล้วพี่ศักดิ์มีเพาเวอร์ที่กล่าวมาทุกข้อเลย ไม่ใช่แค่เก่งเรื่องเพาะพันธุ์และจูงสุนัขเท่านั้น แต่ยังมีข้อมูลเชิงลึกในวงการนี้มากมาย อีกทั้งยังทำตัวน่าเชื่อถือ มีสัจจะ ไม่เอาเปรียบใคร ยิ่งไปกว่านั้น แกยังเป็นผู้มีวัยวุฒิอีกด้วย เนื่องจากคลุกคลีกับวงการนี้มาตั้งแต่ยังเป็นวันรุ่น ดังนั้นการอยู่มานานของแกจึงเปรียบ เสมือนอำนาจอีกอย่างหนึ่ง เรียกว่าเป็นอำนาจตามความชอบธรรม (Legitimate) แม้โดยปกติแล้วอำนาจประเภทนี้อาจเกิดจากการมีตำแหน่งด้วยก็ได้ เช่นลูกน้องต้องปฏิบัติตามคำสั่งของหัวหน้า แต่ในกรณีนี้ผมทำตามที่พี่แกบอกไม่ใช่เพราะเป็นหัวหน้าผม แต่เป็นเพราะความอาวุโส ซึ่งอำนาจทั้งหมดที่พี่ศักดิ์มี ทำให้ผมยกให้แกเป็นผู้มี“พาวเวอร์นอกสนา” อย่างไม่ต้องสงสัยใดๆ เลย

……………………………………………………………………….

 


 

จักรพันธ์ จันทรัศมี

Consulting Partner

สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 9 มี.ค.59