บทพิสูจน์ที่ท้าทายของการหวนคืนสนามอีกครั้งในวันนี้ คือการก้าวข้ามความล้มเหลว 3 ประการที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในครั้งแรก ซึ่งผมและบิ๊กอายส์พยายามช่วยกันแก้ไขมาตลอดเกือบ 4 สัปดาห์ จนเชื่อว่าเราทั้งคู่จะผ่านมันไปได้

                เอาล่ะ! อีกไม่กี่นาทีข้างหน้าจะได้รู้กันว่า ผลงานในสนามของบีเกิ้ลรุ่นเล็กจะออกหัวหรือออกก้อย ผมเปิดดูสูจิบัตรอย่างตั้งใจเพื่อเช็คจำนวนสุนัข พบว่าเจ้าตูบตัวน้อยต้องเจอคู่แข่งในรุ่นเดียวกันถึง 9 ตัว และหากเอาชนะใจกรรมการได้  ริบบิ้นรูปดอกกุหลาบสีน้ำเงินที่พิมพ์ด้วยอักษรสีทองว่า “Best Baby In Breed” ก็จะเป็นของบิ๊กอายส์อย่างน่าภาคภูมิใจสุดๆ เพราะปริมาณสุนัขมากกว่าครั้งที่แล้วเกือบเท่าตัว เรียกว่าโม้ได้เต็มปากเต็มคำก็แล้วกัน แต่ในทางตรงข้ามงานนี้ถือว่าหินทีเดียว เพราะการจะผ่านคู่ต่อกรเยอะขนาดนี้ คงไม่ง่ายเหมือนกลืนไส้กรอกลงท้องอย่างแน่นอน

ขณะนี้ ทั้งคนและสุนัขต่างทยอยมายืนออกันบริเวณทางเข้าสนามทันทีที่สิ้นเสียงประกาศของโฆษกซึ่งเรียกผ่านไมโครโฟนไปสองสามครั้ง ริงสจว๊ตเชิญบรรดาแฮนด์เลอร์ให้นำสุนัขเข้าสู่สังเวียนที่ปูด้วยพรมสีเขียวเรียงตามหมายเลข ผมจูงบิ๊กอายส์เข้าไปเป็นลำดับที่ 3 กรรมการชาวอเมริกันเริ่มเรียกสุนัขมาตรวจทีละตัว หลังจากสั่งให้ทั้งหมดเดินไปรอบสนามพร้อมกันแล้วหนึ่งรอบ

บิ๊กอายส์ทำหน้าที่ได้ตามความคาดหวังของผม เดินดีไม่มีก้มดมพื้น ไม่ออกอาการตัวสั่นเมื่อกรรมการร่างท้วมผมสีทองเดินเข้ามาใกล้ และที่ต้องลุ้นระทึกคือตอนตรวจฟัน มันทำได้ดีมากๆ ไม่มีทีท่าหวาดระแวง ยอมให้คนแปลกหน้าหุ่นอ้วนลงพุงเปิดปากแต่โดยดี “ที่หนึ่งแหงๆ” ผมอดคิดไม่ได้ว่าวันนี้ต้องเป็นวันของเรา จะไม่ให้ฝันถึงชัยชนะได้ยังไง ในเมื่ออุปสรรค 3 อย่างที่คาใจจากครั้งก่อนไม่มีรีเพลย์ให้เห็นอีกในคราวนี้

ผมจูงคู่หูกลับไปต่อแถวด้วยความคึกคักสุดขีด ประหนึ่งว่าตัวเองกำลังจะขึ้นรับรางวัล ทั้งๆ ที่ยังมีบีเกิ้ลรอให้กรรมการตรวจอีกตั้ง 7 ตัว ผมประเมินแบบเข้าข้างตัวเองนิดหน่อยว่า บิ๊กอายส์ทำได้ดีกว่าสุนัข 2 ตัวก่อนหน้านี้ และกำลังเฝ้าดูตาไม่กระพริบว่าคู่แข่งที่เหลือจะทำได้ดีขนาดไหน

บีเกิ้ลลำดับที่ 4 เป็นสุนัขสีขาวน้ำตาลหน้าตาเอาเรื่องไม่เบา ถูกแฮนด์เลอร์หนุ่มผมยาวอุ้มขึ้นไปยืนบนโต๊ะ สายตาของกรรมการในชุดสูทสีเข้มสแกนไปทั่วโครงสร้างลำตัว ก่อนที่จะเดินเข้าไปเผชิญหน้าเพื่อตรวจดูส่วนหัวของสุนัข แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อเจ้าตูบสองสีใช้เขี้ยวสองคู่หน้าจู่โจมเข้าไปบริเวณหลังมือของกรรมการ โชคดีที่ปฏิกิริยาของเขาเร็วพอที่จะดึงมือกลับออกมา ทิ้งไว้แค่คราบน้ำลายเหนียวๆ เท่านั้น

กรรมการดูมีสีหน้าเข้มขึ้นไม่แพ้สีสูทที่ใส่มาตัดสินในวันนี้  แกรีบเดินไปคุยกับริงสจ๊วจซึ่งเป็นผู้ช่วยในสนาม จากนั้นไม่กี่อึดใจแฮนด์เลอร์ถูกขอให้นำสุนัขขี้โมโหออกจากการประกวดทันที แต่ดูเหมือนเรื่องยังไม่จบ เพราะหนุ่มผมยาวปฏิเสธจะออกจากสนาม แต่กลับอุ้มคู่กรณีก้าวเข้าไปใกล้ชายร่างท้วมเพื่อขอโอกาสอีกครั้ง

 โชคดีที่กรรมการใจอ่อน ยอมให้เขาวางสุนัขลงบนพื้นแล้วสั่งให้พามันเดินไปข้างหน้าเป็นเส้นตรง เพื่อประเมินการเคลื่อนที่ของขาหลัง ซึ่งเจ้าสองสีมีจังหวะการย่างก้าวที่ยอดเยี่ยม ทำเอาผมทึ่งไปเลย “โอ๊ะโอ! เจอของแข็งเข้าแล้วซิเรา” ผมอุทานเบาๆ เหมือนรู้ตัวว่ากำลังเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่น่ากลัว แต่เมื่อแฮนด์เลอร์พามันหมุนตัวเดินย้อนกลับมาเพื่ออวดการเคลื่อนที่ของขาหน้าและหยุดให้กรรมการเข้าไปเปิดปากตรวจฟัน มันกลับไม่ยอม แถมยังแยกเขี้ยวขาวโพลนพร้อมกับขู่ฟ่อดๆ เหมือนจะงับกรรมการอีกเป็นคำรบสอง

สิ่งที่ผมเห็นหลังจากนั้นคือ ชายวัยกลางคนสัญชาติอเมริกันกำลังยืนคุยกับชายวัยรุ่นสัญชาติไทยอยู่กลางสนาม และในวินาทีถัดมาชายหนุ่มผู้โชคร้ายก็เดินคอตกออกจากสนามไปพร้อมกับคู่หูตัวแสบที่ยังคงส่งเสียงขู่ในลำคออย่างเอาเป็นเอาตาย

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น กรรมการมีสิทธิ์ปฏิเสธสุนัขที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว เพราะอุปนิสัยของสุนัขถือว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญไม่แพ้เรื่องความสามารถเลยทีเดียว พูดง่ายๆ คือ ฝีมือดีอย่างเดียวไม่พอ นิสัยต้องดีด้วย

คล้ายกับคนในองค์กรเป๊ะเลย “คนฝีมือดี” และ“คนนิสัยดี” คือทรัพยากรที่มีคุณค่า ต้องสรรหาเข้ามาและรักษาไว้ให้อยู่ด้วยกันนานๆ แต่อย่างว่าแหละครับ สิ่งใดเป็นที่ต้องการ สิ่งนั้นมักหายาก บุคลากรที่มีอยู่ บางคนเก่งขั้นเทพราวกับจะเหาะเหินเดินอากาศได้เลย มีความรู้ มีประสบการณ์ ไหวพริบดี แก้ปัญหาเก่ง ทำงานเร็ว ผลงานเนี๊ยบ แต่ชอบแหกกฎ ไม่ตรงไปตรงมา เอาเปรียบคน ก้าวร้าว เห็นแก่ตัว ไม่แคร์ใคร

บางคนกลับตรงกันข้าม มีจิตใจงดงามยังกะพ่อพระ สุภาพ อดทน ใจเย็น ไม่เห็นแก่ตัว  จิตอาสา ซื่อสัตย์ วางตัวดี มีระเบียบวินัย ให้เกียรติผู้อื่น ดูเหมือนจะเป็นที่รักของทุกคน แต่ผลงานไม่ค่อยเข้าตา ทำงานช้า ขาดกลยุทธ์ ตัดสินใจไม่เป็น

แม้ว่าคนเก่งจะช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จได้เร็วและง่ายกว่า แต่คนดีจะคิดหน้าคิดหลัง ไม่ยอมทำอะไรให้เสียหายต่อส่วนรวม ยินดีสละประโยชน์แห่งตนเพื่อให้องค์กรเดินหน้า และจะเป็นแบบอย่างในการสร้างจริยธรรมให้แข็งแรงในระยะยาว ดังนั้น ผู้นำที่มองการณ์ไกลต้องสร้างคนดีให้ทำงานเก่ง และสร้างคนเก่งให้เป็นคนดีมีคุณธรรม

เจ้าตูบอารมณ์แปรปรวนตัวนั้นต้องออกจากการแข่งขันไป ไม่ใช่มันไม่เก่ง แต่เป็นเพราะนิสัยมันไม่ดี กรรมการรับไม่ได้กับพฤติกรรมที่ก้าวร้าว  บทเรียนที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจคราวนี้สอนให้รู้ว่า ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้มาจากฝีมือเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีพฤติกรรมที่คนอื่นยอมรับด้วย หากจะเดินขึ้นเวทีทั้งที ต้องได้ยินเสียงปรบมือดังกึกก้องไม่ใช่เสียงก่นด่าจนแสบหู

……………………………………………………………………….

 

จักรพันธ์ จันทรัศมี
Consulting Partner
สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 10 ก.พ.59