ผมไม่ได้ปล่อยให้ความล้มเหลวจากการลงสนามครั้งแรกของบีเกิ้ลตัวน้อยผ่านไปโดยไร้ค่า แม้แวบหนึ่งจะรู้สึกผิดหวังแต่ก็ยังมีอีกแวบหนึ่งที่ฉุกคิดถึงสิ่งที่ต้องแก้ไข ผมคงไม่รู้ว่าปัญหาของบิ๊กอายส์คืออะไร หากไม่ได้สัมผัสความเสียใจที่พลาดทุกรางวัลในวันนั้น

    มันคุ้มค่าซะเหลือเกินที่เราสูญเสียโอกาสในการเป็นผู้ชนะเพียงครั้งเดียว แต่กลับได้รับรู้ข้อบกพร่องหลายอย่าง พูดง่ายๆ คือ เสียไป 1 แต่ได้มาถึง 3 แบบนี้ไม่เรียกว่าคุ้มแล้วจะให้เรียกว่าอะไร อุปสรรคแรกคือการเดินไปดมพื้นไป ผมแก้ไขแล้วตั้งแต่กลับมาจากงานประกวดใหม่ๆ หมั่นฝึกฝนเป็นประจำ เวลาที่ผ่านไปช่วยให้บิ๊กอายส์มีสมาธิมากขึ้น เดินหน้าตรง คอตั้ง โดยไม่วอกแวกกับกลิ่นที่ติดอยู่ตามพื้น

สำหรับอุปสรรคที่สองก็เพิ่งได้รับการแก้ไขด้วยความช่วยเหลือของอาแปะใจดี และตอนนี้มันเลิกหวาดกลัวคนตัวอ้วนแล้ว ส่วนอุปสรรคสุดท้ายคือการปฏิเสธไม่ให้กรรมการในสนามตรวจฟัน ปัญหาอันหลังนี้แหละที่ผมต้องขอร้องให้อาแปะช่วยเหลือต่อไป เพราะน่าจะมีสาเหตุเกี่ยวเนื่องกับความระแวงของบิ๊กอายส์ที่มีต่อกรรมการตัวใหญ่จึงไม่ยอมให้เปิดปาก

ไหนๆ อาแปะก็ทำให้เจ้าตูบของผมไว้วางใจได้แล้ว ก็เลยขอให้แกทำตัวเป็นกรรมการด้วยซะเลย “ลูบหัวมันเบาๆ ก่อนที่จะเอามือขวารองใต้คางนะครับ แล้วใช้มือซ้ายเปิดปาก  โอ๊ะโอ! ไม่เป็นไร”  เจ้าตัวแสบสะบัดหน้าหนีทันทีที่มือไปสัมผัสกับปากของมัน

ลองใหม่อีกทีครับ คราวนี้ถือไส้กรอกไว้ในมือให้มันเห็นด้วย แล้วค่อยๆ เผยอริมฝีปากด้านบนขึ้น” แม้ท่าตรวจฟันของอาแปะจะดูเก้ๆ กังๆ ไปบ้าง แต่ก็ถือว่าทำได้ดีกว่าครั้งแรก และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ผมรีบบอกให้อาแปะขยับไส้กรอกเข้าไปใกล้ปากให้มากที่สุด “นั่นแหละ ดีมากเลยครับ”  มันงับของโปรดหายเข้าไปในปากอย่างรวดเร็ว

ดูเหมือนบิ๊กอายส์จะเริ่มสนุกกับสิ่งที่เกิดขึ้นซะแล้ว  เจ้าตูบหูยาวคงคิดว่าอาแปะกำลังชวนเล่นเกมที่มันไม่อาจปฏิเสธได้ มันกระดิกหางตอบรับและอนุญาตให้คนแปลกหน้าแถมตัวอ้วนอย่างอาแปะใช้มือเปิดปากได้โดยดี เพื่อแลกกับรางวัลที่มีรสชาติเกินห้ามใจ การให้ความร่วมมือในครั้งที่สองนี้ เป็นเพราะมีไส้กรอกเป็นแรงจูงใจ มันมองเห็นประโยชน์ที่จะตามมา หากยอมให้อาแปะตรวจฟันโดยดี

จะว่าไปแล้ววิธีการที่ใช้กับบิ๊กอายส์นี้ ก็ไม่ต่างจากวิธีการที่ผู้นำใช้กับผู้ตาม เมื่อวินิจฉัยอาการของสมาชิกในทีมได้แล้วว่า เขาเหล่านั้นหมดไฟด้วยสาเหตุใด สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ การเยียวยาเติมไฟให้กลับมาทำงานได้ตามเป้าหมาย คนที่ขาดความกระตือรือร้นในการทำงานที่หัวหน้ามอบหมายให้เนื่องจากมองไม่เห็นประโยชน์ที่จะได้รับ แบบนี้เข้าข่ายขาดแรงจูงใจ (Unmotivated) คล้ายกับเจ้าบีเกิ้ลตัวแสบของผม

ยกตัวอย่างเช่น คุณมอบหมายให้ลูกน้องเข้าประชุมแทน แต่เขามีท่าทีบ่ายเบี่ยง จึงจำเป็นต้องซักถามเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง พบว่าที่อ้างโน้นอ้างนี้ไปเรื่อย เป็นเพราะไม่อยากเสียเวลาเคลียร์งานที่ค้างอยู่ ซึ่งจริงๆ งานที่ว่าก็ไม่ได้มากมายจนทำอย่างอื่นเพิ่มเติมอีกไม่ได้ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ทำแล้วมองไม่เห็นประโยชน์คงมีแต่เจ๊ากับเจ๊ง แถมยังต้องรีบกลับมาปั่นงานของตัวเองให้ทันอีก

แล้วจะจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างไร? หากยังอยากจะรักษาสถานภาพของความเป็นผู้นำที่มีหน้าที่ต้องโน้มน้าวจูงใจผู้ตามเอาไว้กับตัวเองต่อไป คงต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อให้ลูกน้องคนนี้ตอบรับคุณ โดยบอกถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการไปประชุมแทนคุณ เขาควรรู้ว่าโอกาสในการเข้าไปนั่งประชุมท่ามกลางผู้บริหารระดับบิ๊กของหน่วยงานต่างๆ นั้นไม่ได้มีกันง่ายๆ และไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไป การได้สัมผัสบรรยากาศในการประชุมจะเป็นการเพิ่มประสบการณ์ใหม่ เขาจะได้เรียนรู้วิธีการวางตัว การนำเสนอไอเดีย การตอบคำถามในที่ประชุม และเห็นการทำหน้าที่ของประธาน รวมถึงบทบาทของผู้เข้าร่วมประชุมแต่ละคน ซึ่งสิ่งเหล่านี้หาไม่ได้บนโต๊ะทำงาน

ถ้าคุณอธิบายได้ดี เขาจะโน้มตัวมาข้างหน้า ทำตาลุกวาวเหมือนถูกหวยและจะรีบรับปากโดยไม่ปล่อยให้งานสำคัญนี้หลุดมือไป นี่แหละ! คือการจูงใจเชิงบวก (Positive Motivation) ซึ่งเปรียบเสมือนยาเม็ดแรกที่ใช้แก้อาการคนขาดแรงจูงใจ

แต่ในทางกลับกันหากเหตุการณ์ไม่เป็นไปอย่างที่คุณคาดหวัง ลูกน้องคนนี้ยังคงหลีกเลี่ยง หลบสายตา พยายามโบ้ยให้คนอื่นไปประชุมแทน แต่คุณก็ยังต้องการจะให้เขาทำภารกิจนี้อยู่ดี เพราะเขารับผิดชอบการทำข้อมูลมาตั้งแต่แรก เขาจึงเหมาะสมที่จะเข้าไปชี้แจงในที่ประชุมได้ดีกว่าคนอื่น คุณก็ต้องใช้ยาเม็ดที่สองแทน การจูงใจเชิงลบ (Negotiation Motivation) จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คุณจะนำมาใช้

เขาจำเป็นต้องรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากปฏิเสธการทำงานให้คุณ เขาควรตระหนักว่าอย่างไรเสียคุณก็มีสิทธิอันชอบธรรมในการสั่งให้เขาทำงานชิ้นนี้อยู่ดี ตราบใดที่งานซึ่งคุณสั่งให้ทำ ไม่ได้ผิดกฎหมาย ไม่ได้ผิดศีลธรรม หรือไม่ได้อยู่นอกเหนือภารกิจของหน่วยงาน

ผลกระทบที่เขาจะได้รับไปเต็มๆ คือนอกจากมีแนวโน้มจะถูกคุณใช้มาตรการลงโทษฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งแล้ว เขาอาจไม่ใช่คนที่จะได้รับความไว้วางใจให้ทำงานสำคัญๆ อีกต่อไป  ผลเสียที่จะได้รับมันมากเพียงพอที่จะทำให้ไม่กล้าปฏิเสธ เพราะเขาจะเริ่มคิดออกว่า “มันได้ไม่คุ้มเสีย” ดังนั้นเขาจึงควรรับงานนี้ไว้ด้วยความกระตือรือร้น

แต่แน่นอนว่า ความกระตือรือร้นในสองกรณีนี้แตกต่างกัน หากมีแรงจูงใจเชิงบวก เขาจะกลับมามีไฟทำงานที่คุณมอบหมายให้ เพราะเห็นประโยชน์ที่จะได้รับ แต่ในส่วนของแรงจูงใจเชิงลบ เขาจะกุลีกุจอทำงานนี้เพราะกลัวถูกลงโทษและเกรงจะสูญเสียความไว้วางใจจากคุณในอนาคต

แม้ว่าการใช้แรงจูงใจทั้งสองวิธีจะเปรียบเสมือนยาที่ผู้นำจะหยิบออกมาใช้รักษาอาการเฉื่อยชาได้ แต่การจ่ายยาควรเริ่มจากยาเชิงบวกก่อน หากไม่ได้ผลจึงค่อยเลือกใช้ยาเชิงลบจึงจะเหมาะสมที่สุด  มันจะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย หากคุณวินิจฉัยอาการได้ถูกต้องแต่จ่ายยาสลับกัน


 

จักรพันธ์ จันทรัศมี
Consulting Partner
สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 6 ม.ค.59