เพาะพันธ์ผู้นำ ตอนที่ 39 : ยารักษาอาการขาดความมั่นใจ


อาแปะซอยเจ็ดคือกุญแจดอกสำคัญที่จะช่วยให้บีเกิ้ลตัวน้อยของผมหายหวาดผวาคนตัวอ้วนได้ เข้าทำนองหนามยอกต้องเอาหนามบ่ง บิ๊กอายส์ขาดความมั่นใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับกรรมการร่างยักษ์ในสนามประกวด รวมถึงอาแปะพุงพลุ้ยที่มักจะเดินแกว่งแขนออกกำลังกายผ่านหน้าบ้านผมทุกเย็น

เมื่อมองไม่เห็นใครอีกแล้ว หวยเลยมาออกที่อาแปะ เพราะโอกาสเจอคนตัวกลมปุ๊กแบบกรรมการชาวออสเตรเลียนั้นยากกว่าเจอเพื่อนบ้านที่อยู่ซอยเจ็ดคนนี้ ผมเชื่อว่าหากเจ้าตูบจอมซ่าส์ได้ใกล้ชิดและสัมผัสประสบการณ์ดีๆ จากคนที่มีรูปร่างใหญ่บ่อยขึ้น ความหวาดระแวงจะเปลี่ยนเป็นความคุ้นเคยและหวังว่ามันจะเลิกกลัวคนตัวอ้วนได้เสียที

 แม้เย็นวันนี้ผมจะพาบิ๊กอายส์ออกมาเดินเล่นนอกบ้านเหมือนทุกวัน แต่เป้าหมายในใจนั้นไม่เหมือนเดิม ผมไม่ได้แค่ต้องการพาคู่หูตัวแสบมาสร้างความคุ้นเคยกับคนแปลกหน้าในสนามเด็กเล่นเท่านั้น แต่ผมมาดักรออาแปะ เพื่อให้บิ๊กอายส์ได้เผชิญหน้ากับคนที่มันเคยเจอมาแล้วครั้งหนึ่ง เจ้าตูบตัวน้อยคงจำได้ดีว่าเมื่อวานเกิดอะไรขึ้นขณะเดินสวนกันก่อนจะถึงบ้าน

 ถึงแม้ว่ามันจะไม่ชอบขี้หน้าอาแปะเพราะเหตุที่มีพุงโต แต่ผมต้องการให้มันเรียนรู้ว่าคนแบบนี้ไม่ได้น่ากลัว จึงขอร้องให้อาแปะช่วย “อั๊วเดินออกกำลังกายทุกวัน อยากให้ช่วยอะไรก็บอกมา” ผมขอให้แกหยุดคุยกันสักครู่โดยไม่ต้องไปสนใจว่าบิ๊กอายส์จะมีท่าทีอย่างไร “โธ่! ให้อั๊วช่วยแค่นี้เองเหรอ ได้ซิ

หลังจากที่ทำอย่างนี้อยู่ไม่กี่วัน ปรากฏว่าเจ้าตูบเริ่มนิ่ง อาการสงวนท่าทีด้วยการขยับตัวถอยหนีไม่มีให้เห็น เมื่อมีแนวโน้มไปในทางที่ดี ผมจึงเพิ่มความเข้มข้นโดยให้อาแปะทักทายเจ้าตัวแสบอย่างอ่อนโยนด้วยการเรียกชื่อและขยับเข้าใกล้มากขึ้น  ส่วนผมจะอยู่ข้างๆ และลูบหัวเอาไว้เพื่อให้มันรู้สึกอุ่นใจว่า หากมีอะไรเกิดขึ้นผมพร้อมจะช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา

หวัดดีบิ๊กอายส์” บีเกิ้ลตัวน้อยมองไปที่ต้นเสียง หางค่อยๆ กระดิกตอบรับเสียงเรียกของอาแปะคนที่มันเคยขู่ แต่วันนี้ความก้าวร้าวถูกแทนที่ด้วยพฤติกรรมที่เป็นมิตร คงเป็นเพราะคนอ้วนลงพุงคนนี้เรียกชื่อและแสดงความสุภาพต่อมันทุกวันที่เจอหน้ากัน

เวลาผ่านไปเกือบสามอาทิตย์แล้ว เย็นวันนี้ผมขอให้อาแปะทำบางอย่างที่พิเศษกว่าทุกเย็นที่ผ่านมาผมหยิบไส้กรอกส่งให้แกชิ้นหนึ่ง “ช่วยยื่นให้มันกินหน่อยครับ” บิ๊กอายส์จดๆ จ้องๆ เหมือนกำลังใช้สมองตัดสินใจเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต “กินเลย ไม่ต้องกลัว” ผมให้กำลังใจด้วยการกระชับตัวเองเข้าใกล้และใช้มือตบเบาๆ ไปที่หัวไหล่ของมัน ใจผมระทึกราวกับลุ้นรางวัลเลขท้ายสองตัว และแล้ว…“เอ้อ! ต้องอย่างนั้นซิ เก่งมาก”  ผมเผลอส่งเสียงด้วยความตื่นเต้นในเสี้ยววินาทีที่บิ๊กอายส์ขยับตัวเองไปข้างหน้าแล้วบรรจงคาบของโปรดอย่างช้าๆ ผมเห็นอาแปะยิ้มจนตาหยีทันทีที่ไส้กรอกหลุดจากมือหายเข้าไปอยู่ในปากของบิ๊กอายส์

ผมรู้สึกโล่งจริงๆ กับเหตุการณ์ที่เพิ่งจบไปเมื่อครู่นี้ นับว่าเป็นฉากที่คุ้มค่ากับการเฝ้ารอ เพราะนั่นคือสัญญาณที่บอกให้รู้ว่า บัดนี้คู่หูของผมเริ่มสลัดความกลัวอาแปะทิ้งไปได้แล้ว และมันจะค่อยๆ เรียนรู้ว่าคนอ้วนไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

สิ่งที่ผมลงมือทำไปนั้น เป็นวิธีที่หยิบมาจากตำราผู้นำตามสถานการณ์ ว่าด้วยเรื่องของการบริหารจัดการผู้ตามที่ไม่เต็มใจหรือพวกใจไม่พร้อมจะทำงาน (Unwillingness) ผู้นำที่มีประสิทธิภาพนั้น เมื่อแยกแยะได้แล้วว่าสาเหตุที่ลูกน้องไม่มีกะจิตกะใจจะทำงานเป็นเพราะอะไร สเต็ปต่อไปคือการเยียวยา หากออกอาการแบบบิ๊กอายส์ ถือว่าขาดความพร้อมเพราะไม่มั่นใจเนื่องจากมันรู้สึกไม่ปลอดภัย (Insecure) ที่ต้องเผชิญหน้ากับคนที่มีรูปร่างอ้วนเกินไป

การรักษาอาการของลูกทีมที่ขาดความมั่นใจ ผู้นำจะต้องเริ่มต้นด้วยการสนับสนุนให้เขารับรู้ว่า เราพร้อมอยู่เคียงข้าง (Support) ไม่ได้ปล่อยให้เขาโดดเดี่ยวหรือรับผิดชอบงานไปตามยถากรรม หากมอบหมายงานให้แล้ว เขาดูกระวนกระวายใจ แบ่งรับแบ่งสู้ก็อย่าเพิ่งหงุดหงิด แทนที่จะคิดเอาเองว่าลูกน้องขี้เกียจ ควรสอบถามหาสาเหตุที่ทำให้เขาออกอาการเช่นนั้นเสียก่อน เป็นไปได้ไหมว่าคุยไปสักพัก คำตอบที่ได้ยินคือ งานมันยากเกินความสามารถ เขาอาจประเมินตนเองต่ำเกินไปจึงไม่กล้ารับปาก ถ้าเป็นแบบนี้หัวหน้าต้องเสนอความช่วยเหลือ ถามเขาว่าอยากให้ช่วยอะไร มีสิ่งใดจะสนับสนุนให้เขาทำงานได้ง่ายขึ้นบ้างไหม

สเต็ปถัดไปผู้นำต้องให้กำลังใจ (Encourage) ด้วยการส่งสัญญาณให้ลูกน้องรู้โดยไม่ต้องเดาว่า เรามั่นใจในตัวเขา และเชื่อว่าเขาต้องทำได้ อย่าแค่รู้สึกแบบนี้แต่เพียงในใจ ต้องแสดงออกด้วยคำพูด น้ำเสียงและท่าทาง ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อการเติมไฟในใจให้เกิดความฮึกเหิม และหากต้องการเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกทีมมากยิ่งขึ้น การซักซ้อม (Practice) ก็เป็นอีกสเต็ปหนึ่งที่มีความจำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดความผิดพลาดขึ้นในระหว่างปฏิบัติงานจริง

การเสนอความช่วยเหลือ การให้กำลังใจ และการฝึกซ้อมให้กับสมาชิกในทีม คือยารักษาอาการขาดความมั่นใจที่ผู้นำทุกคนควรมีติดตัว  เปรียบเสมือนยาสามัญประจำบ้านที่ต้องมีติดตู้เอาไว้ และควรใช้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อถึงเวลา แต่หากมีแล้วไม่ใช้ ระวังยาดีจะกลายเป็นยาหมดอายุเข้าสักวัน

 

จักรพันธ์ จันทรัศมี

Consulting Partner

สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 16 ธ.ค 58