เพาะพันธ์ผู้นำ ตอนที่ 37 : อย่าพร้อมแค่ครึ่งเดียว

    เด็กหญิงผมเปียเดินตรงเข้ามาแล้วพูดขึ้นว่า “น้องหมาหูยาวตัวนี้ชื่ออะไรคะ” ผมยังไม่ทันตอบคำถาม เจ้าตูบวันละอ่อนก็รีบเสนอหน้าแย่งซีนกระดิกหางตอบรับทันควัน “ขอกอดหน่อยได้ไหมคะ” เธอพูดพร้อมกับนั่งลงลูบหัวเจ้าตัวแสบ มันไม่ลังเลที่จะกระแซะตัวเองเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของเด็กน้อย

    “ลุงเรียกมันว่าบิ๊กอายส์” ทันทีที่ได้ยินคำตอบจากผม เธอก็หันไปทางบีเกิ้ลจอมซ่าส์ เบิกตากว้าง ยกคิ้วทั้งสองข้างขึ้นพร้อมกับพูดด้วยเสียงเล็กแหลมว่า “ตาโตแบบนี้รึป่าว! เจ้าบิ๊กอายส์”

    ปฏิกิริยาตอบสนองของลูกสุนัขวัยเกือบห้าเดือนที่มีต่อสาวน้อยเสียงใสรายนี้ดูมีความสุข ไม่มีความหวาดกลัวและความก้าวร้าวให้เห็น ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากการเดินผ่านคนอื่นๆ ในสนามเด็กเล่นแห่งนี้เลย มันเป็นสุนัขที่พร้อมจะเป็นมิตรกับเด็กและผู้ใหญ่ทุกคนที่ตรงเข้ามาทักทาย

    การพาคู่หูตัวแสบออกมาเดินเล่นนอกบ้านบ่อยขึ้น เป็นหนึ่งในแผนการที่ผมพยายามจะแก้ไขข้อบกพร่องเรื่องความหวาดระแวงของบิ๊กอายส์เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกรรมการในสนามประกวด เพราะผมยังจำภาพที่มันส่งเสียงขู่ในลำคอพร้อมกับขยับตัวถอยหลังแบบหลุดฟอร์มได้เป็นอย่างดี

    ก่อนหน้านี้ผมเคยคิดว่า การทำให้บิ๊กอายส์มีความพร้อมมากที่สุดคือ การฝึกฝนให้มันยืนนิ่งๆ และเดินได้อย่างสง่างาม แต่ความคิดนี้ถูกเพียงครึ่งเดียว  เพราะ “ความมั่นใจ” คือ อีกครึ่งหนึ่งที่จะเติมเต็มความพร้อมให้ร้อยเปอร์เซ็นต์

Dr. Paul Hersey และ Dr. Ken Blanchard ผู้พัฒนาทฤษฏีผู้นำตามสถานการณ์ (Situational Leadership) ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการประเมินความพร้อมของผู้ตามไว้ว่า คนจะมีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน (Performance Readiness) ขึ้นอยู่กับตัวแปร 2 ประการคือ ความสามารถ (Ability) และความเต็มใจ (Willingness)

ลองตั้งถามคำถามง่ายๆ ว่า “ทำได้ไหมและอยากทำหรือป่าว?” ถ้าทำได้และอยากทำก็แปลว่ามีความพร้อมเต็มที่ แต่ถ้าอยากทำแต่ทำไม่เป็น หรือทำได้แต่ไม่อยากทำ อันนี้ยังไม่พร้อม แต่ถ้าทำก็ไม่เป็น แถมยังไม่อยากทำอีกต่างหาก แบบนี้เลิกพูดเลย ถือว่าไม่มีความพร้อมโดยสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตาม คนจะมีความสามารถได้นั้น ต้องประกอบไปด้วย ความรู้ (Knowledge) ประสบการณ์ (Experience) และความชำนาญ (Skill) ส่วนความเต็มใจต้องมาจากความมั่นใจ (Confidence) ความมุ่งมั่น (Commitment) และมีแรงจูงใจ (Motivation)

ผู้นำที่ฉลาดต้องประเมินความพร้อมของผู้ตามให้เป็น ต้องอ่านเขาให้ออก อย่างน้อยต้องรู้และเข้าใจว่าความพร้อมของคนเรามี 4 ระดับ เริ่มจากพร้อมสุดๆ คือพวกที่มีความรู้ มีประสบการณ์ และมีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ เป็นอย่างดีบวกกับมีความมั่นใจ และมุ่งมั่นเต็มสูบ

ส่วนคนที่มีความรู้ความสามารถแต่ไม่มั่นใจและหรือไม่เต็มใจ แบบนี้อยู่ในระดับ 3 คนที่มีความกระตือรือร้น อยากจะทำ แต่ยังขาดความรู้ ขาดประสบการณ์ ยังไม่เชี่ยวชาญ ถือว่าได้มีความพร้อมระดับ 2 และสำหรับคนที่ไม่หือไม่อือ ความสามารถไม่มี ใจก็ไม่มา อยู่ที่ระดับ 1 เป็นพวกที่มีความพร้อมน้อยที่สุด

แต่ไม่ว่าผู้นำจะเจอคนที่พร้อมมาก หรือพร้อมน้อย ก็ต้องสามารถบริหารจัดการคนทุกประเภทให้ได้ และในอีกมิติหนึ่งผู้นำที่ดีไม่ควรคิดแต่จะใช้งานเขาเท่านั้น ยังควรตระหนักว่าตนเองมีหน้าที่ต้องพัฒนาคนไม่พร้อมให้พร้อมด้วย

แล้วบิ๊กอายส์ของผมล่ะ! มันพร้อมแค่ครึ่งเดียว ปัญหาใหญ่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่ความสามารถ แต่อยู่ที่ “ใจ” มันยังกล้าๆ กลัวๆ ที่จะเผชิญหน้ากับกรรมการในสนามประกวด อาการกระเถิบหนีพร้อมสำทับด้วยเสียงขู่ราวกับกำลังถูกคุกคาม พอจะยืนยันได้ว่ามันขาดความมั่นใจ

ผมเชื่อว่าการพาบิ๊กอายส์ออกมาเจอผู้คนแปลกหน้าเป็นประจำ จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้เป็นอย่างดี และถ้านับจากงานประกวดสุนัขครั้งล่าสุด วันนี้เป็นสัปดาห์ที่สามแล้ว ที่ผมจูงบิ๊กอายส์ออกมาเจอความพลุกพล่านนอกรั้วบ้านที่มันคุ้นเคย แต่สิ่งซึ่งทำให้ผมแปลกใจก็คือ คนแปลกหน้าในสนามเด็กเล่นหลายต่อหลายคนไม่ทำให้มันวิตกกังวล แต่คนเพียงคนเดียวในสนามประกวดกลับสร้างความตื่นกลัวไปซะงั้น

เย็นแล้ว กลับกันเถอะ” ผมกระตุกสายจูงเบาๆ ก่อนพาบิ๊กอายส์เดินกลับบ้าน ในขณะเดียวกันก็ครุ่นคิดหาคำตอบไปด้วยว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น หรือว่า…ต้องพามันไปสนามประกวดบ่อยๆ เพื่อให้คุ้นเคยกับสิ่งแวดล้อมแบบเดียวกัน แต่งานประกวดสุนัขไม่ใช่ตลาดนัดจะได้มีทุกอาทิตย์ หรือว่า…คนที่สนามเด็กเล่นไม่ใช่ฝรั่ง ผมต้องพามันไปสังสรรค์กับชาวต่างชาติด้วยเหรอ มันจะเว่อร์ไปมั้ง!

คงต้องค่อยๆ คิด แต่วิธีนี้ก็ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์ไปเสียทีเดียว อย่างน้อยการพาบิ๊กอายส์ออกมาข้างนอกสัปดาห์ละสองสามครั้งก็ช่วยเรื่องสุขภาพจิตและการปรับตัวได้เร็วขึ้น

เดินไปคิดไปใกล้จะถึงบ้านอยู่แล้ว เจ้าตูบที่ทำตัวน่ารักมาตลอดกลับหยุดเดินเอาเสียดื้อๆ ขนที่แผงหลังตั้งชัน เสียงขู่เบาๆ ดังลอดออกมาจากลำคอ “เฮ้ยเป็นอะไรเนี่ย!” ผมอุทานด้วยความงุนงง แต่เพียงอึดใจเดียวความสงสัยก็ถูกเปิดเผย สายตาบิ๊กอายส์จ้องเขม็งไปที่ชายพุงพลุ้ยซึ่งกำลังเดินแกว่งแขวนสวนมา

โถนึกว่าใคร! อาแปะซอยเจ็ดนี่เอง “เดินออกกำลังกายได้กี่รอบแล้วครับ” ผมทักทายชายสูงอายุน้ำหนักร้อยกว่าโล “ยังไม่ถึงรอบเลย” เพื่อนบ้านรุ่นราวคราวเดียวกับพ่อผมตอบ ในขณะที่การสนทนาระหว่างเราเป็นไปด้วยมิตรไมตรี แต่บิ๊กอายส์กลับไม่รู้สึกเช่นนั้น ดูเหมือนมันจะไม่ถูกชะตากับคู่สนทนาของผมเอามากๆ“สงสัยมันจะไม่ชอบคนอ้วน” อาแปะปรารภขึ้น

 

 

ผมอึ้งกับประโยคธรรมดาๆที่ได้ยิน “หรือว่า...ใช่แล้ว!” ผมอุทานอย่างลืมตัว กรรมการชาวออสซี่กับอาแปะมีบางอย่างที่เหมือนกัน นั่นคือ “อ้วนลงพุง” บัดนี้สาเหตุที่ผมกำลังค้นหาอยู่ ถูกเฉลยแล้ว

……………………………………………………………………….

 

จักรพันธ์ จันทรัศมี

Consulting Partner

สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 18 พ.ย 58