เพาะพันธ์ผู้นำ ตอนที่ 30  อย่าทำนาย เพื่อทำลายตัวเอง

        ผมรีบดึงตัวเองขึ้นมาจากเปลผ้าใบ ทันทีที่ได้ยินเสียงโฆษกสนามประกาศเตือนว่า การประกวดจะเริ่มขึ้นในอีก 15 นาทีข้างหน้า  “พร้อมรึยังบิ๊กอายส์?” ผมหันไปถามคู่หูตัวแสบ มันรีบตอบคำถามโดยไม่ลังเลผ่านท่อนหางที่กวัดแกว่งไปมาทันที

    ดูเหมือนบีเกิ้ลขี้อ้อนตัวนี้อยากจะกระโจนลงจากโต๊ะกรูมมิ่ง แล้ววิ่งเข้าไปในสนามใจจะขาด ผมสังเกตได้จากแรงเหวี่ยงของโคนหางที่เหมือนจะบอกว่า “พร้อมนานแล้ว อุ้มหนูไปซะที” ผมไม่ชักช้ารีบคว้าสูทตัวเก่งมาสวม แล้วอุ้มบิ๊กอายส์ตรงไปที่สนาม

    การแข่งขันมีขึ้นพร้อมกัน 3 สนาม เพื่อคัดเลือกสุนัขที่ดีที่สุดของแต่ละสายพันธุ์ในรอบแรกเรียกว่ารอบเบสท์ออฟบรีด (Best of Breed) ก่อนที่จะผ่านเข้าไปชิงความเป็นหนึ่งของกลุ่ม ตามข้อกำหนดของสมาคมสุนัขโลกที่แบ่งสุนัขออกเป็น 10 กลุ่มโดยพิจารณาจากวัตถุประสงค์ของการเพาะพันธุ์

    บิ๊กอายส์จัดเป็นสุนัขในกลุ่มที่ 6 คือ ถูกเพาะพันธุ์ขึ้นมาเพื่อล่าสัตว์โดยใช้จมูกดมกลิ่นสะกดรอย ตัวอย่างของเพื่อนๆ ในกลุ่มนี้ได้แก่ บาสเซ็ทฮาวนด์ และฟ็อกซ์ฮาวน์ เป็นต้น หากสุนัขสายพันธุ์ใดชนะเลิศในกลุ่มนี้ก็จะได้รางวัลเบสท์อินกรุ๊ป (Best in Group) ซึ่งจะมีสุนัข 10 ตัวสุดท้ายเป็นตัวแทนของแต่ละกลุ่มเท่านั้นที่ได้สิทธิ์ตีตั๋วเข้าไปอวดโฉมในรอบเบสท์อินโชว์ (Best in Show) ซึ่งถือว่าเป็นรอบที่ลึกที่สุดของการแข่งขัน

    ผมวางเจ้าตูบวัยละอ่อนลงบนพื้น แล้วรออยู่ริมสนามประกวด ส่วนข้างในมีชายสูงอายุ ร่างท้วม ผมบางสีทอง ใส่สูทลายสก๊อตยืนอยู่กับโฆษกหนุ่มรุ่นใหญ่ผิวดำแดงในชุดสูทสีเข้มชนิดหล่อไม่แพ้กัน เจ้าหน้าที่สนามหรือริงสจว๊ต (Ring Stewart) ใส่เสื้อโปโลสีขาวมีโลโก้ของสมาคมพัฒนาพันธุ์สุนัขแห่งประเทศไทยติดที่กระเป๋าด้ายซ้ายถือสูจิบัตรเดินมาที่ผมและถามว่า “พี่เบอร์อะไร” ผมเอี้ยวตัวเพื่อให้เห็นหมายเลขที่ติดอยู่ตรงแขนเสื้อด้านซ้ายได้ถนัดขึ้น

    “โอเค ของพี่เบอร์ 98”  ริงสจว๊ตพูดจบก็ใช้ปากกาทำเครื่องหมายถูกทับไปบนหมายเลขนี้ในสูจิบัตรที่ถืออยู่ทันที “เบอร์ 99 มารึยัง” ไม่มีเสียงตอบรับจากใครในบริเวณนั้นเลย “พี่ครับ ช่วยประกาศเรียกให้หน่อย” งานนี้ต้องอาศัยโฆษกสนามประกาศเรียกสุนัขที่ยังไม่มาเป็นครั้งสุดท้าย

       เสียงปรบมือรอบสนามดังขึ้นหลังการแนะนำกรรมการตัดสินในสนามที่ 1 ซึ่งมาจากประเทศออสเตรเลียจบลง สรุปว่าบีเกิ้ลในรุ่นเบบี้วันนี้เหลือ 5 ตัวจาก 6 ตัวที่ลงทะเบียนเอาไว้แต่แรก “เข้ามาไลน์อัพในสนามพร้อมกันเลยครับ”  เสียงจากหนุ่มใส่เสื้อโปโลสีขาวบอกให้แฮนด์เลอร์จูงสุนัขเข้ามาตั้งแถวหน้ากระดานตามลำดับหมายเลข

    ผมชันเข่าทั้งสองข้างลงบนพื้นสนาม พร้อมกับพยายามจัดท่าทางบิ๊กอายส์ให้ยืนนิ่งๆ เหมือนที่ซ้อมไว้ ด้านขวามีบีเกิ้ลสองสียืนอย่างมั่นคงราวกับรูปปั้น ในขณะที่ด้านซ้ายเป็นบีเกิ้ลสามสีแบบเดียวกับเจ้าตูบน้อยของผมยืนคอเชิดหางตั้งบ่งบอกความเจนสนาม

    บิ๊กอายส์ถูกขนาบด้วยด้วยคู่แข่งที่ไม่ธรรมดาเสียแล้ว   “จะสู้ไหวไหมเนี่ย!”  ผมชักหวั่นใจแต่มาถึงขนาดนี้แล้วถอยไม่ได้ ต้องรีบสลัดความคิดแย่ๆ นี้ออกไปให้เร็วที่สุด ก่อนที่มันจะฝั่งลึกลงในสมองจนอาจทำให้เชื่อว่า “สู้ไปก็แพ้” เปรียบเสมือนคำทำนายที่ตัวเองสร้างขึ้นเพื่อทำลายตัวเอง

    ฝรั่งมีคำเรียกปรากฏการณ์แบบนี้ว่า Self-Fulfilling Prophecy เข้าทำนอง “คิดอย่างไร ก็ได้อย่างนั้น” ผมไม่ควรคิดว่าบิ๊กอายส์จะไปไม่รอด เพราะมุมมองในด้านลบมีแนวโน้มจะนำไปสู่การปฏิบัติต่อคู่หูตัวแสบของผมแบบนั้น ทัศนคติที่ควรเกิดขึ้นในขณะนี้คือ “เราสู้ได้” ผมต้องสร้างพลังคิดบวกแล้วพยากรณ์ว่าในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้บิ๊กอายส์จะทำหน้าที่ในสนามได้ดีจนคู่แข่งและกรรมการต้องเหลียวมอง

    Dr. Gabriele Oettingen ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์คและมหาวิทยาลัยฮัมบูร์กได้นำเสนอกระบวนการแปลงความคิดบวกให้เป็นวิธีปฏิบัติอย่างง่ายๆ ไว้ในหนังสือ Rethinking Positive Thinking: Inside the New Science of Motivation โดยเรียกวิธีการนี้ว่า “The WOOP Method” ซึ่งมาจาก 4 คำนี้ Wish, Outcome, Obstacle, และ Plan

    WOOP เปรียบเสมือนวัคซีนกระตุ้นให้คิดบวกเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นบวกตามที่เจ้าของความคิดต้องการ เป็นตัวช่วยค้นหาว่าอะไรคือความปรารถนาที่แท้จริงที่ทำแล้วเรามีความสุข  และอะไรคืออุปสรรคที่จะต้องวางแผนผ่านมันไปให้ได้  

    สเต็ปแรกคือ ดึงเอาฝันที่ต้องการเห็นหรือความปรารถนาที่อยากจะเป็นในอนาคตออกมาให้ได้เสียก่อน (Wish) โดยนอกจากจะต้องรู้ว่าเป้าหมายที่ท้าทายนั้นคืออะไรแล้ว ยังต้องมีความเป็นไปได้และมีเวลาที่แน่นอน

    สเต็ปที่สองคือ จินตนาการถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นหากฝันเป็นจริง (Outcome)  เมื่อมีโอกาสยืนอยู่บนความสำเร็จนั้นแล้ว จะมีความรู้สึกอย่างไร มีความสุข ความมั่นใจและแข็งแกร่งขึ้นเพียงใด

    สเต็ปที่สามคือ ไตร่ตรองให้ละเอียดว่าในโลกแห่งความเป็นจริงอะไรคืออุปสรรคที่อาจทำให้ไปไม่ถึงอนาคตที่ฝันไว้ (Obstacle) เพื่อจะกำจัดมันออกไปเสียแต่เนิ่นๆ โดยพิจารณาที่ตัวเองเป็นหลัก เพราะเราสามารถควบคุมตัวเองได้ดีกว่าไปควบคุมคนอื่น

    สเต็ปสุดท้ายคือ วางแผนว่าจะผ่านอุปสรรคที่ขวางอยู่ข้างหน้านั้นด้วยวิธีใด (Plan) เป็นการเตรียมความคิดให้พร้อม เมื่อปัญหาโผล่มาเราจะจัดการกับมันได้อย่างไรในเสี้ยววินาที เพื่อเดินทางไปสู่ความฝันด้วยความมั่นใจ

    “บิ๊กอายส์ยืนดีๆ” ผมเอามือตบหัวไหล่มันเบาๆ เพื่อกระตุกสมาธิกลับคืนมา ดูเหมือนความเป็นมือใหม่ของเราทั้งคู่ จะทำให้สถานการณ์มีความขลุกขลักอยู่ไม่น้อย แต่อย่างที่ได้เตือนตัวเองไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า ต้องคิดบวก อย่าปล่อยให้ความคิดลบมาบ่อนทำลายความสุขและพิฆาตสามารถในการทำงานของสมองของเราเด็ดขาด

    เอาล่ะ ได้เวลา WOOP! แล้วครับ

………………………………………………………

 

 

จักรพันธ์ จันทรัศมี

Consulting Partner

สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 29 ก.ค 58