เพาะพันธ์ผู้นำตอนที่ 24 : ถามและฟังกระจก

 

เจ้าบีเกิ้ลตัวน้อยยืนนิ่งอยู่ในกระจก ขาหน้าและขาหลังจัดวางอย่างสมดุลด้วยตัวเอง ศีรษะเชิด ใบหูห้อยทิ้งตัวลงข้างแก้ม หลังเป็นเส้นตรงไล่ไปจนถึงบั้นท้าย ท่อนหางเกร็ง ปลายหางขาวยกตั้งฉากขึ้น

 

ภาพที่ผมกำลังเห็นอยู่ในขณะนี้คือบทสรุปที่ได้จากการฝึกหนักมาเกือบสองอาทิตย์บิ๊กอายส์ทำผลงานเป็นที่น่าพอใจทั้งการยืนบนโต๊ะและการยืนบนพื้นราบ ไม่ใช่แค่ยืนนิ่งๆ แต่ยืนได้สง่างามด้วย

 

พี่ๆในวงการสุนัขบอกผมเสมอว่าเพียงเสี้ยววินาทีที่กรรมการส่งสายตามาที่เรามันคือเสี้ยววินาทีแห่งการสร้างหรือทำลายโอกาสของชัยชนะเลยทีเดียว

 

ผมจินตนาการภาพในสนามประกวดจากการไปสังเกตในฐานะผู้ชมมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนเมื่อแฮนด์เลอร์จูงสุนัขเข้าสู่สนามพร้อมกับคู่แข่ง พวกเขาจะต้องนำสุนัขไปยืนเรียงหน้ากระดานตามลำดับหมายเลขที่ติดอยู่บนท่อนแขนด้านซ้าย เพื่อให้กรรมการพิจารณาดูภาพรวมของสุนัขแต่ละตัว จากนั้นกรรมการจะยกนิ้วชี้หมุนเป็นวงกลมเพื่อส่งสัญญาณให้วิ่งเป็นวงกว้างหนึ่งรอบสนามก่อนจะเรียกสุนัขขึ้นไปยืนอวดสรีระบนโต๊ะซึ่งมีความสูงประมาณเอวของแฮนเลอร์แล้วจึงเดินเข้าไปตรวจสอบอวัยวะแต่ละส่วนตามมาตรฐานสายพันธุ์อย่างละเอียด ไล่เรียงไปตั้งแต่ปลายจมูกจนถึงปลายหางกันเลย

 

หากวินาทีนี้คือวินาทีในสนามจริงจังหวะแรกที่ผมต้องจูงบิ๊กอายส์เข้าไปจนถึงจังหวะสำคัญที่ต้องโพสท่าสุนัขให้ลงตัวและเปล่งรังสีออร่า เพื่อสะกดสายตากรรมการให้อยู่หมัดนั้นจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือและเข้าขากันเป็นอย่างดีจากคู่หูตัวน้อย ซึ่งทุกช่วงเวลาที่เกิดขึ้นอย่างพอเหมาะพอเจาะในสนาม เป็นผลมาจากการฝึกอย่างเอาจริงเอาจังนอกสนาม

 

มุมมองที่ผมเห็นบิ๊กอายส์ผ่านกระจกในตอนนี้ จะเป็นมุมมองเดียวกับกรรมการในสนามประกวด ผมคงไม่มีวันรู้เลยว่าก่อนหน้านี้ อีกด้านหนึ่งของบิ๊กอายส์ยืนได้แย่ขนาดไหน และควรแก้ไขท่าทางการยืนให้ดีขึ้นอย่างไร ถ้ากระจกไม่บอก

 

จุดที่ผมมองไม่เห็นแต่กระจกเห็นคือ “จุดบอด”มันจะบอกให้รู้ว่าสิ่งไหนที่ยังทำได้ไม่ดีไม่มีคำว่า“โกหก”จากกระจกเงาบานนี้ มันสะท้อนภาพตามความเป็นจริง หากผมเปิดใจยอมรับในสิ่งที่เห็น ไม่โวยวายกล่าวโทษ ก็จะช่วยให้เจอข้อบกพร่องได้เร็วและสามารถกำจัดออกไปโดยไม่ต้องเสียเวลาค้นหาเอง

 

ใช่แล้ว “จุดบอด” คือ หนึ่งในหน้าต่างสี่บานที่ Joseph Luft และ Harry Ingham นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ได้นำเสนอทฤษฎีหน้าต่างหัวใจของมนุษย์ไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1955  เพื่อเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์และพัฒนาตนเอง โดยมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “Johari Window”

มนุษย์นอกจากจะมีหัวใจสี่ห้องแล้ว แต่ละห้องยังมีหน้าต่างห้องละ 1 บานอีกด้วย มาดูกันซักนิดซิว่า หน้าต่างแต่ละบานหมายถึงอะไร

 

หน้าต่างบานแรก คือข้อมูลที่เรารู้และคนอื่นก็รู้ เพราะยินดีเปิดเผยให้ทราบ เรียกง่ายๆ ว่าเป็นพื้นที่สาธารณะหรือ Open Area เช่น ใครๆ ก็รู้ว่าเราเป็นคนเคร่งครัด ปฏิบัติตามกฎระเบียบ และมีแบบแผน ใครมีธุระกับเราก็ต้องนัดหมายล่วงหน้า จู่ๆ จะมาเจอกันเลยคงยาก


หน้าต่างบานที่สอง คือข้อมูลที่เราไม่รู้ตัวเองแต่คนอื่นรู้ เพราะเขาสังเกตและมองเห็น ตรงนี้แหละคือจุดบอด หรือ Blind Area เช่น เราไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองเป็นคนพูดแรง ไม่ถนอมน้ำใจใคร เพราะมัวแต่เน้นไปที่เป้าหมายมากกว่าความรู้สึก


หน้าต่างบานที่สาม คือข้อมูลที่เรารู้แต่คนอื่นไม่รู้ เพราะเราไม่อยากบอก ไม่อยากเปิดเผย เข้าทำนองปิดปังซ่อนเร้นเอาไว้ในใจ หรือ Hidden Area เช่น เรารู้สึกไม่ดีต่อคนอื่น แต่ไม่แสดงออกให้เขาเห็น ในทางตรงข้ามกลับแสดงพฤติกรรมบางอย่างกลบเกลื่อน


หน้าต่างบานสุดท้าย คือข้อมูลที่ตัวเองก็ไม่รู้และคนอื่นก็ไม่รู้ เพราะทั้งเราและเขาไม่เคยสังเกตมาก่อน เรียกว่าเป็นพื้นที่แห่งความมืดมน หรือ Unknown Area พฤติกรรมแบบนี้แอบแฝงอยู่ในตัวเราแต่ยังไม่แสดงออก เป็นดั่งจิตใต้สำนึก จนถึงเวลาหนึ่งอาจโพล่งออกมาโดยไม่รู้ตัว เช่น  เราแสดงความดุดัน ก้าวร้าวเพื่อเอาชนะเมื่อตกอยู่ในสภาวะกดดัน ทั้งๆ ที่ปกติแล้วเราเป็นคนสุภาพ สุขุม และเยือกเย็น 

 

หน้าต่างโจแฮรี่บอกให้เรารู้ว่ามนุษย์มีส่วนที่เปิดเผย จุดบอด ซ่อนเร้น และมืดมิดเหมือนกันหมด จะต่างกันก็ตรงที่หน้าต่างบานไหนของใครจะเปิดกว้างหรือแคบกว่ากัน แต่หากขยายหน้าต่างบานเปิดเผยมากเท่าไร หน้าต่างบานอื่นก็จะถูกบีบให้เล็กลงโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นผลดีต่อคนๆ นั้น

 

สำหรับผมในตอนนี้ ได้ลงมือปิดหน้าต่างบานที่สองให้แคบลงแล้วตั้งแต่เริ่มตัดสินใจยกกระจกมาวางไว้ข้างหน้า และยังคงทำต่อไปจนกว่าจะปิดสนิท ผมจำเป็นต้องรู้ว่าจุดบอดของตัวเองในการฝึกบิ๊กอายส์อยู่ตรงไหน

 

ผมเคยคิดว่าในสนามประกวดไม่มีกระจก และก็ไม่คิดจะยกมันเข้าไปด้วยอย่างแน่นอน ผมจึงต้องฝึกฝนให้บิ๊กอายส์ยืนได้อย่างถูกต้องต่อหน้ากระจกที่บ้าน แล้วจดจำภาพนั้นไว้ 

 

แต่จริงๆ แล้วจะพบว่าในสนามประกวดก็มีกระจก

ผลการตัดสินของกรรมการนั่นแหละคือเงาสะท้อนที่จะบอกให้รู้ว่าจุดบกพร่องของเราคืออะไร หากไม่ชนะในคราวนี้ ครั้งต่อไปคือโอกาสแก้ตัว อย่างน้อยก็ต้องคารวะกรรมการที่ทำตัวเป็นกระจกให้เรา

 

ข้อคิดที่น่าสนใจคือ หากเราต้องการกำจัดจุดอ่อนออกไป ก็แค่ทำเรื่องง่ายๆ อย่างน้อยสองอย่างคือ รู้จักถามและรู้จักฟัง เพื่อขอคำแนะนำจากคนอื่นในสิ่งที่ตัวเองมองไม่เห็น แล้วนำข้อมูลที่ได้มาไตร่ตรองว่าจริงหรือไม่ ก่อนนำไปแก้ไขปรับปรุง

 

สำหรับผมแล้ว ทางลัดในการแก้ไขจุดบอดคือการ “ถามและฟังกระจก” แต่ต้องพร้อมยอมรับเงาสะท้อนที่ปรากฏนั้น อย่าเผลอทุบกระจกไปเสียก่อนก็แล้วกัน

………………………………………………………….

 

จักรพันธ์ จันทรัศมี

Consulting Partner

สลิงชอท กรุ๊ป

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 22 เม.ย.58