เพาะพันธุ์ผู้นำ ตอนที่ 19 โกรธอย่างมีสติ


“เอาล่ะ หยุดเล่นได้แล้ว”
 ผมสื่อสารกับนักล่ารุ่นจิ๋วทั้งห้า หลังจากปล่อยให้วิ่งเล่นกันนานเกือบชั่วโมง แต่ดูเหมือนพวกมันจะไม่เข้าใจสิ่งที่ผมพูดเลยสักนิด สังเกตได้จากไม่มีใครหยุดเล่นเลยสักตัว ประโยคที่ผมพูดเมื่อครู่นี้ มีความหมายเพียงแค่บอกตัวเองว่า “จงหยุดดูพวกมันวิ่งเล่น แล้วรีบเอาลูกสุนัขทั้งหมดไปอาบน้ำได้แล้ว”

 

แค่คำพูดอย่างเดียวคงไม่พอ ผมต้องสื่อสารให้พวกมันเข้าใจด้วยการกระทำ ว่าแล้วก็รีบตรงไปอุ้มลูกสุนัขมาใส่ไว้ในคอกสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 2x2 เมตรทีละตัว ในขณะที่มือกำลังดึงเจ้าตัวแสบขึ้นมา ปากก็พูดไปด้วย “พอแล้ว ๆ ไปอาบน้ำกันดีกว่า สนุกกว่ากันเยอะเลย” ผมปล่อยให้พวกมันพักเหนื่อยอยู่ในคอกนั้นแล้วใช้เวลาช่วงนี้เตรียมอุปกรณ์อาบน้ำไล่เรียงไปตั้งแต่ กาละมัง แชมพู ผ้าขนหนู แปรงหวีขน สำลี และไดร์เป่าผม 

ช่วงเวลาที่เหมาะจะอาบน้ำให้ลูกสุนัขได้คือ อายุระหว่าง 2 เดือนครึ่งถึง 3 เดือน เพราะลูกสุนัขจะมีภูมิต้านทานโรคต่าง ๆ ได้ดีพอสมควรแล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมต้องระวังให้ดีคือ อุณหภูมิของน้ำที่ใช้อาบ โดยปกติ อุณหภูมิในร่างกายของลูกสุนัขจะอยู่ที่ 38 - 39 องศาเซลเซียส เพราะฉะนั้นอุณหภูมิน้ำที่เหมาะสมควรอยู่ที่30 - 32 องศาเซลเซียสโดยประมาณ

 

ผมไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับการอาบน้ำลูกสุนัขเหล่านี้ วันนี้จะเป็นครั้งแรกที่พวกมันจะได้รู้จักกับการอาบน้ำแบบจริง ๆ จัง ๆ เพราะที่ผ่านมา ผมแค่ทำความสะอาดด้วยการเช็ดตัว หรืออย่างมากก็แค่ล้างเฉพาะบริเวณที่เลอะมาก ๆ เท่านั้น

บิ๊กอายส์คือผู้โชคดีตัวแรกที่ผมดึงขึ้นมาจากคอกแบบเดาสุ่ม ผมใช้สำลีอุดเข้าไปในช่องหูทั้งสองข้างกันน้ำเข้า แล้วหย่อนบิ๊กอายส์ลงไปในกาละมังซึ่งมีน้ำอยู่ประมาณ 1 ใน 4  ทันทีที่ข้อเท้าจุ่มลงไปในน้ำ บิ๊กอายส์รีบดึงขาตัวเองขึ้นมาพร้อมกับส่งเสียงครางในลำคอ

 

ผมพยายามกดตัวบิ๊กอายส์ลงไปอีกครั้ง แต่ยิ่งกดลงมันยิ่งดันขึ้น “จะกลัวอะไรกันวะ” ผมเผลอสบถเสียงดังด้วยความโกรธแข่งกับเสียงร้องลั่นของบิ๊กอายส์ “คงไม่ใช่งานง่ายซะแล้ว นี่เพิ่งจะตัวแรกเองนะ” อารมณ์ผมเริ่มคุกรุ่น

“มานี่ เดี๋ยวจัดการเอง” เสียงที่ผมคุ้นเคยดังมาจากข้างหลัง ภรรยาผมมักจะโผล่มาตอนที่ผมเอะอะโวยวายทุกครั้ง “ความโกรธไม่ได้ทำให้บิ๊กอายส์สะอาดขึ้นหรอกนะ” เธอพูดพร้อมกับเทน้ำในกาละมังออก แล้วจับบิ๊กอายส์ลงไปใหม่ คราวนี้เธอใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดไปที่ใบหน้าและหลัง ในขณะเดียวกันก็เปิดน้ำผ่านฝักบัวให้ไหลลงไปในกาละมังอย่างช้า ๆ สลับกับการใช้มือวักน้ำลูบไปจนทั่วตัว  

 

“คุณอาจโกรธโดยไม่ตั้งใจ แต่การหาสาเหตุว่าโกรธเพราะอะไรไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” เธอพูดพลางก้มหน้าก้มตาหยิบฝักบัวล้างคราบสกปรกออก เทแชมพูลงในขัน ผสมน้ำคนให้เข้ากัน แล้วเทลงไปบนตัวบิ๊กอายส์จากนั้นก็ใช้มือนวดและขยี้จนเกิดฟองทั่วตัวราวกับเป็นช่างอาบน้ำสุนัขมืออาชีพ 

“โกรธน่ะโกรธได้ แต่ต้องรู้ว่าทำไมถึงโกรธ แล้วความโกรธมันมีประโยชน์อะไร?” เธอยังคงพูดต่อไปในขณะที่ฉีดน้ำจากฝักบัวล้างเอาฟองแชมพูออกจากตัวบิ๊กอายส์จนหมดเกลี้ยง “พระท่านเคยสอนไว้ว่า ที่ใดมีใจรู้…ที่นั่นไม่มีใจร้อนนะคะ” ผมเพิ่งรู้ว่านอกจากเธอจะเชี่ยวชาญเรื่องการอาบน้ำสุนัขแล้ว เธอยังพูดได้อย่างคล่องแคล่วไม่แพ้พระนักเทศน์ชื่อดังอีกด้วย

 

จริงของเธอ ผมสะดุดกับคำว่า “ความโกรธมันมีประโยชน์อะไร?” ผมจำได้ว่ามีงานวิจัยชิ้นหนึ่งของ Henry Evans และ Clom Foster กูรูด้าน Emotional Intelligence ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือชื่อ Step Up: Lead in Six Moments That Matter ได้ระบุว่าความโกรธจะมีประโยชน์ต่อเมื่อเรารู้ตัวและควบคุมมันได้อย่างมีเหตุมีผลโดยไม่เผลอไปจมปลักอยู่กับอารมณ์มากเกินไป คุณค่าที่จะได้จากความโกรธคือ

 

1) ความโกรธทำให้เกิดโฟกัส (Anger Creates Focus) เราจะมีสมาธิจดจ่ออยู่กับเรื่องนั้น หากมีสติก็จะมองเห็นปัญหาอย่างชัดเจนและแก้ปัญหาได้ตรงเป้า เรียกว่าไม่หลงประเด็น และไม่ไขว้เขวอย่างแน่นอน

2) ความโกรธทำให้เกิดความมั่นใจ (Anger Generates Confidence) สารอะดรีนาลีนจะหลั่งออกมาขณะโกรธทำให้เกิดความกล้า หากเราใช้หลักการและมีเหตุผลเข้ามาเป็นตัวช่วย จะทำให้มีความมุ่งมั่น กล้าตัดสินใจ กล้าลงมือแก้ปัญหาโดยไม่ผัดวันประกันพรุ่งอีกต่อไป

 

นอกจากนี้ ในรายงานยังแนะนำวิธีการควบคุมอารมณ์โกรธ เพื่อแสดงออกให้คนอื่นรับรู้ว่า แม้จะโกรธแต่ก็มีสติ ไม่ใช่โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงแบบหมาบ้าไร้เหตุผล ดังนี้

 

1) อย่าโกรธที่ตัวบุคคล ให้โกรธที่การกระทำ  หากคุณเป็นเจ้านายที่กำลังเดือดปุด ๆ เพราะลูกน้องทำงานงานผิดพลาด ก็ควรจะระบายอารมณ์ด้วยประโยคแบบนี้  “งานที่ให้ทำผิดเกือบครึ่ง แถมงานนี้คุณก็เคยทำมาแล้ว ทำไมถึงยังผิดซ้ำซากอีก” แทนที่จะไปด่าว่า “คุณนี่ใช้ไม่ได้ ผมไม่เคยเห็นลูกน้องคนไหนแย่เท่าคุณเลย”

 

2) อย่าเก็บความไม่พอใจเอาไว้ แล้วระเบิดออกมาทีเดียว หากคุณแค่รู้สึกไม่พอใจ จงแสดงออกว่าไม่พอใจ แล้วคุยกันดี ๆ เพราะแค่ไม่พอใจคุณยังจะควบคุมอารมณ์ได้ง่ายกว่าเวลาโกรธจัด ดังนั้น จงอย่าเก็บสะสมมันเอาไว้ เพราะมันจะรุนแรงจนคุณไม่สามารถจัดการอารมณ์ตัวเองได้ สุดท้ายคนอื่นจะมองว่าคุณเป็นพวกสติแตกไปเลย

 

“ส่งผ้าขนหนูผืนใหญ่มาให้หน่อย…ฟังอยู่รึปล่าวคะ” ผมมัวแต่นึกถึงงานวิจัยเลยไม่ทันได้ยินว่าเธอพูดอะไร แต่เหลือบไปเห็นบิ๊กอายส์กำลังสะบัดตัวไปมาอย่างแรงจนน้ำที่สะสมอยู่ใต้ขนกระจายไปทั่ว

“เก่งมากบิ๊กอายส์ เอ้า..สะบัดอีกทีซิ” เธอพูดกับบิ๊กอายส์ ในขณะที่มือข้างหนึ่งก็เอื้อมไปคว้าผ้าขนหนูที่แขวนอยู่บนราวด้านข้างมาห่อตัวบิ๊กอายส์ไว้ แล้วส่งต่อให้ผมอุ้มพร้อมกับพูดว่า “ช่วยเอาไปเป่าให้แห้งหน่อยแล้วอย่าใจร้อนนะคะ” ผมพยักหน้ารับและพูดกับตัวเองว่า “คราวนี้ถ้าจะโกรธ ก็ขอโกรธอย่างมีสติก็แล้วกัน”

จักรพันธ์ จันทรัศมี

Consulting Partner

สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ