ตอนที่ 13 สร้างแรงจูงใจด้วยไส้กรอก

เป้าหมายของผมในตอนนี้คือ ทำยังไงก็ได้ให้เจ้าบิ๊กอายส์สามารถยืนอยู่บนโต๊ะกรูมมิ่งให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อสะดวกในการประเมินว่าบิ๊กอายส์จะเป็นลูกสุนัขบีเกิ้ลที่ได้มาตรฐานการประกวดหรือไม่ ซึ่งผมพยายามมาเกือบหนึ่งชั่วโมงแล้ว แต่ยังไม่เป็นผลเลย
 
เอาล่ะ! ผมยังไม่ถอดใจ เรียกสติคืนมา จัดการกับอารมณ์พร้อมกับบอกตัวเองว่า ต้องกลับมาเป็นฝ่ายควบคุมสถานการณ์ที่แสนจะอึดอัดนี้ไว้ให้ได้ และที่สำคัญต้องเชื่อว่าปัญหานี้มีทางออก
 
ย้อนกลับไปเมื่อเช้านี้ ผมตั้งเป้าไว้ว่าก่อนเที่ยง จะต้องประเมินลูกสุนัขทั้งห้าตัวนี้ให้เสร็จเรียบร้อย เพื่อจะได้หายสงสัยซะทีว่า บิ๊กอายส์, ไวน์แดง, แฟรงกี้, ลีวายส์ และ สกายคิก ใครจะอยู่หรือไป เอ่อ! ผมหมายถึงตัวไหนจะได้เป็นสุนัขเพื่อเข้าสู่กระบวนการประกวดต่อไปและตัวไหนที่ไม่ได้มาตรฐานคือ โครงสร้างร่างกาย และอวัยวะต่าง ๆ ผิดไปจากข้อกำหนดของสายพันธุ์ ตัวนั้นก็ต้องกลายเป็นสุนัขเลี้ยงเล่นไปโดยปริยาย
ซึ่งตัวมันเองคงไม่ได้สนใจหรือรับรู้ถึงความแตกต่างระหว่างสุนัขประกวดกับสุนัขเลี้ยงเล่นเท่าไรหรอกครับ แต่คนที่จะรู้สึกสมหวังหรือฝันสลายก็คือ ผมนั่นเอง!  เพราะหากลูกสุนัขทุกตัวผ่านการประเมินได้ครบ 100% จะถือว่าฝีมือการเพาะพันธุ์สุนัขของผมไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
 
แต่เหตุการณ์ดูท่าว่าจะเยิ่นเย้อ เพียงแค่ลูกสุนัขตัวแรกที่ผมพยายามจับยืนบนโต๊ะก็เล่นซะปวดหัวไหล่แทบแย่ ผมจึงจำเป็นต้องปรับแผนและตั้งเป้าเสียใหม่เอาเป็นว่า แค่ทำให้บิ๊กอายส์และพี่น้องตัวที่เหลือสนุกกับการยืนบนโต๊ะให้ได้เสียก่อน จากนั้นค่อยทำให้มันยืนนิ่ง ๆ ในเวลาสั้น ๆ และค่อย ๆ เพิ่มระยะเวลาออกไปทีละน้อย ก่อนเที่ยงวันนี้ ขอแค่ยืนนิ่ง ๆ ได้ซักครึ่งนาทีก็ถือว่าได้ตามเป้าแล้ว
 
ในขณะที่กำลังคิดหาวิธีที่จะทำให้บิ๊กอายส์ยอมให้ผมจับตัวมันยืนนิ่ง ๆ อยู่นั้น สายตาผมเหลือบไปเห็นถุงแครอทสด ที่น้องแป้งลูกสาวคนเล็กของผมเตรียมไว้ให้เจ้าลัคกี้กระต่ายตัวโปรดของเธอ ในวินาทีนั้นผมนึกถึงเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งโดยบังเอิญ
 
ยามเช้า ณ ฟาร์มปศุสัตว์เล็ก ๆ แห่งหนึ่ง สองพ่อลูกช่วยกันเอาลาที่เลี้ยงไว้ในคอกออกไปกินหญ้าตามปกติ แต่วันนี้มีเจ้าลาตัวสุดท้ายไม่ยอมออกจากคอก ทั้งสองจึงพยายามช่วยกันลากมันออกมา เสียงเอะอะดังไปถึงในครัว ภรรยาเจ้าของฟาร์มออกมาดูเหตุการณ์ และหายกลับเข้าไปในครัว แล้วย้อนกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับถือแครอทไว้ในมือ เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่ายทันทีลาเดินตามแครอทออกจากคอก ในขณะที่สองพ่อลูกแค่เอามือตบไปที่บั้นท้ายลาเบา ๆ โดยไม่จำเป็นต้องยื้อยุดฉุดกระชากให้เปลืองแรง
 
“ยูเรก้า!” ผมอุทานแบบอาร์คิมิดีสตอนที่ค้นพบวิธีชั่งตวงในขณะหย่อนตัวลงอาบน้ำด้วยความดีใจยังไงยังงั้นเลย ผมรีบอุ้มบิ๊กอายส์วิ่งไปที่ห้องครัวด้วยกันแล้วเปิดตู้เย็นทันที ไม่ใช่ครับ ! ผมไม่ได้ไปหาแครอท เจ้าบิ๊กอายส์คงไม่สนใจอาหารมังสวิรัติแน่ ๆ สิ่งที่ผมต้องการคือสิ่งที่บิ๊กอายส์จะไม่มีทางปฏิเสธอย่างแน่นอน
 
“นั่นไง! เจอแล้ว” ผมบอกกับบิ๊กอายส์ด้วยความดีใจ แล้วรีบหยิบถุงไส้กรอกซึ่งเหลืออยู่สองสามชิ้นมาออกทันที ผมค้นพบผู้ช่วยที่ดีที่สุดในสถานการณ์แบบนี้แล้ว “ไส้กรอก” นี่แหละครับ ที่จะทำให้ภารกิจก่อนเที่ยววันนี้สำเร็จได้ด้วยดี ผมกลับมาที่โต๊ะ ใช้ไส้กรอกล่อบิ๊กอายส์ให้ยืนขึ้น ผมรีบฉวยจังหวะที่มันเงยหน้าใช้จมูกดมไส้กรอกอยู่นี้ จัดขาหน้าและขาหลังให้ยืนในตำแหน่งที่ต้องการ ผมสังเกตเห็นหางมันแกว่งไปมา สีหน้าเว้าวอน คล้ายจะพูดว่า “ขอเถอะไส้กรอกในมือน่ะ! ขอซักคำนะๆๆๆ”
 
เทคนิคการสร้างแรงจูงใจที่ผู้นำมักเอามาใช้ในการโน้มน้าวผู้อื่นมีอยู่หลากหลายวิธีการ และหนึ่งในนั้นก็คือ “Carrot and Stick Approach” ซึ่งเป็นแนวคิดดั้งเดิมของ Jeremy Bentham นักปรัชญาชาวอังกฤษ ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ช่วงปี ค.ศ. 1800 ได้แบ่งวิธีการจูงใจเป็น 2 ประเภท คือ การจูงใจเชิงบวก(Positive Motivation) และ การจูงใจเชิงลบ(Negative Motivation)
 
การสร้างแรงจูงใจเชิงบวก คือการให้รางวัล หรือ ส่งเสริมกำลังใจ เปรียบเสมือนการให้แครอท เช่น การยกย่องสรรเสริญ การเลื่อนตำแหน่ง การให้หลักประกันความมั่นคง การให้อิสระในการทำงาน ส่วนการสร้างแรงจูงใจเชิงลบ คือการบังคับ ขู่เข็ญ เปรียบเสมือนการใช้ไม้เรียว เช่นการทำโทษ ว่ากล่าวตักเตือน การตัดสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ
 
ผู้นำที่ฉลาดจะไม่ใช่วิธีการใดวิธีการหนึ่งเท่านั้น แต่จะต้องสังเกตพฤติกรรมของสมาชิกในทีมและใช้แรงจูงใจแต่ละประเภทให้เหมาะกับแต่ละคน ซึ่งมีพฤติกรรมที่แตกต่างกันไปในแต่ละสถานการณ์ หากเราต้องการโน้มน้าวให้เขาเปลี่ยนพฤติกรรมตามที่เราตั้งเป้าหมายไว้ เราอาจเริ่มต้นด้วยการให้แรงจูงใจเชิงบวกก่อน แต่ถ้าไม่ได้ผลก็จำเป็นต้องใช้แรงจูงใจเชิงลบ
 
 ผมใช้หลัการเดียวกันนี้กับบิ๊กอายส์ และดูเหมือนว่าในตอนนี้สมาธิของบิ๊กอายส์กำลังจดจ่ออยู่ที่ไส้กรอกในมือผม เป็นโอกาสทองที่ผมจะเริ่มฝึกให้มันยืนอยู่กับที่ให้นานขึ้น แม้ยังยืนไม่นิ่ง เนื่องจากการทิ้งน้ำหนักตัวให้ลงไปที่ขาทั้งสี่ข้างยังทำได้ไม่ดี แต่ผมไม่ได้หนักใจเรื่องนี้ บิ๊กอายส์จะค่อย ๆ เรียนรู้และทำได้ดีขึ้นในอีกไม่ช้า ตอนนี้ผมเพียงแต่ใช้มือซ้ายประคองตัวมันไว้ให้มั่นคง ส่วนมือขวาก็ถือไส้กรอกไว้ แล้วรอจังหวะที่มันยืนนิ่ง ๆ แม้เพียงไม่กี่วินาที ผมจะยื่นไส้กรอกเข้าไปใกล้ปาก เพื่อให้บิ๊กอายส์ได้แทะกินเล็กน้อย และทุกครั้งที่มันยืนนิ่ง ๆ ได้
 
บิ๊กอายส์เริ่มเรียนรู้แล้วว่า ถ้ามันยืนนิ่ง ๆ ก็จะกินไส้กรอก (Positive Motivation) แต่ถ้ามันขยับไปขยับมาผมจะไม่ยื่นไส้กรอกให้มันกิน (Negative Motivation) บิ๊กอายส์ยืนนิ่งได้นานขึ้น จาก 5 วินาที เป็น 10 วินาที เป็น 15 วินาที จนถึง 30 วินาที “โอเค พอแล้ว คิวต่อไปเป็นไวน์แดง” ผมอุ้มบิ๊กอายส์ลงจากโต๊ะแล้วเริ่มกระบวนการแบบนี้กับไวน์แดงเป็นตัวต่อไปผมน่าจะพูดได้เต็มปากว่า บิ๊กอายส์ให้ความร่วมมือกับผมเป็นอย่างดีเพราะไส้กรอกแท้ ๆ เลย
 
 
จักรพันธ์ จันทรัศมี
Consulting Partner
บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 22 ต.ค. 2557