เพาะพันธุ์ผู้นำ ตอนที่ 7 : ทำให้สำเร็จ ไม่ใช่แค่เสร็จ


มอลลี่ทำหน้าที่แม่ของลูก ๆ มาเกือบ 2 สัปดาห์แล้ว ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงของมอลลี่ จากเดิมปฏิเสธที่จะเลี้ยงลูก แต่ตอนนี้มอลลี่กลับกลายเป็นแม่มืออาชีพ ดูเหมือนสิ่งเดียวที่มอลลี่ทำในทุกวินาทีคือ ปกป้องลูกทุกตัวให้ปลอดภัย และจะไม่ยอมให้ใครก็ตามที่ไม่คุ้นเคยเข้ามาใกล้เด็ดขาด

 

ผมจัดพื้นที่สำหรับมอลลี่และลูกๆ เอาไว้ตรงมุมด้านในสุดของห้องนั่งเล่น ซึ่งเป็นบริเวณที่เงียบที่สุดในบ้าน ผมและภรรยารวมถึงลูกสาวคนโตจะผลัดเปลี่ยนแวะเวียนกันมาดูความเรียบร้อย โดยเฉพาะหากได้ยินเสียงร้องผิดปกติของลูกสุนัข จะต้องมีใครคนใดคนหนึ่งรีบบึ่งมาดูทันที

 

เช้าวันนี้มีฝนตกพรำๆ อากาศเย็นสบาย ปกติต้องมีแสงแดดอ่อนๆ ลอดหน้าต่างเข้ามาตรงปลายเตียง ถ้าเป็นวันธรรมดาผมคงตื่นนานแล้ว แต่เช้านี้เป็นวันหยุด ผมยังสลึมสลือนอนพักผ่อนอยู่บนห้องนอน ทันใดนั้น ได้ยินเสียงมอลลี่เห่าลั่นบ้าน ยังไม่ทันจะตั้งตัว ผมได้ยินเสียงเคาะประตูแบบรัวไม่ยั้งโป้ก ๆ ๆๆ พร้อมกับเสียงเรียกดังลั่นไม่แพ้เสียงเห่า “พ่อ! ตื่นเร็ว”

 

ทันทีที่ผมวิ่งลงไปข้างล่าง พบมอลลี่กำลังวิ่งไล่งับเจ้าลัคกี้อย่างเอาเป็นเอาตาย  “เกิดอะไรขึ้นล่ะน้องปิ่น!” ผมถามลูกสาวคนเล็ก ผู้เป็นเจ้าของกระต่ายขนกำมะหยี่สีขาวที่ชื่อ “ลัคกี้”

 

“ปิ่นอุ้มลัคกี้มาเล่นในบ้าน แต่..แต่ มันกระโดดลงพื้น แล้ววิ่งไปที่กรงมอลลี่”เธอพูดด้วยความตกใจ ผมเดาเหตุการณ์เองได้โดยไม่ต้องถามต่อ เพราะเคยเตือนหลายครั้งแล้วว่าอย่าอุ้มลัคกี้เข้ามาเล่นในบ้านช่วงนี้  

 

ขึ้นชื่อว่าบีเกิ้ลนะเหรอ! จมูกไวยิ่งกว่าเรดาร์เสียอีก มันคงได้กลิ่นแปลกๆ โดยเฉพาะยิ่งได้เห็นสัตว์ที่ไม่คุ้นเคยเข้ามาใกล้ด้วยแล้ว ก็น่ากระโจนออกมาจากคอกอนุบาลเพื่อคุ้มครองลูกน้อยอย่างไม่ต้องสงสัย

 

ผมไม่รอช้า รีบคว้าตัวเจ้าลัคกี้ซึ่งมีแผลขนาดย่อมบริเวณใบหู เลือดสีแดงเปื้อนไปทั้งตัว ตอนนี้ดูไม่ออกเลยว่าลัคกี้คือกระต่ายสีขาว

 

จากพฤติกรรมที่ผมสังเกตเห็น มอลลี่ไม่ได้มีหน้าที่แค่รับผิดชอบในการเลี้ยงดูลูกเท่านั้น แต่กลับมีจิตสำนึกแห่งความเป็นแม่ด้วย ถ้าจะพูดให้ชัดขึ้นก็คือ มอลลี่มี Accountability ไม่ใช่แค่ Responsibility มอลลี่ไม่ได้สักแต่ให้นมลูก กกลูก กระตุ้นให้ลูกขับถ่าย หรือเลียเพื่อทำความสะอาดลูกๆ ไปวันๆ  เท่านั้น แต่มีเป้าหมายที่ไกลยิ่งกว่า คือ ลูกทุกตัวต้องอยู่รอดปลอดภัยและเจริญเติบโตเป็นบีเกิ้ลที่สมบูรณ์



ยิ่งเห็นสำนึกแห่งความรับผิดชอบของมอลลี่ ยิ่งทำให้นึกถึงภาพการทำงานในองค์กร เมื่อเจ้านายมอบหมายงาน ก็หวังว่าลูกน้องจะรับผิดชอบงานนั้นด้วยความรู้สึกเป็นเจ้าของ ฝรั่งเรียกว่า Sense of Ownership ต้องรู้สึกเดือดร้อน กระสับกระส่ายเมื่องานเจอทางตัน และต้องดิ้นรนหาหนทางให้บรรลุเป้าหมายให้ได้โดยไม่ต้องมีใครมาคอยซักไซ้ไล่บี้ รวมถึงต้องยินดีรับผลแห่งความสำเร็จและล้มเหลวของงานที่ทำ แต่หากรู้สึกตรงกันข้าม งานไม่เสร็จ ก็ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ยังกินได้นอนหลับสบายดี แทนที่จะหาทางออก กลับหาทางแก้ตัว อย่างนี้เป็นพวกไร้สำนึกแห่งความรับผิดชอบ ถ้ามีคนแบบนี้เยอะๆ ก็จะนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย เช่น เกิดความขัดแย้งในทีม ผลงานดิ่งลงเหว ลูกค้าผิดหวังและหนีไปในที่สุด



หากคุณอยู่ในฐานะผู้นำ นอกจากตัวเองจะต้องมีสิ่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว  ยังต้องสร้างให้ลูกทีมมีกันอย่างพร้อมเพรียงด้วย  วิธีการที่ว่านี้คือ

 

1. กำหนดเป้าหมายของงานให้ชัดเจน อยากเห็นผลลัพธ์อะไรที่ปลายทาง ทำมันให้ชัดเสียก่อน

2. ถามลูกทีมแต่ละคนว่าพวกเขาจะต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น

3. ใจแข็งเอาไว้ หากลูกทีมเจอปัญหาระหว่างทาง กระตุ้นให้เขาสู้ อย่าเผลอรับงานกลับมา

4. ติดตามดูความก้าวหน้าของงาน อย่าปล่อยเลยตามเลย

5. ให้เครดิตแก่ลูกทีมหากงานที่มอบหมายประสบผลสำเร็จ



จริงๆ แล้วการสร้างสำนึกแห่งความรับผิดชอบไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพียงแต่ต้องลงมือทำ



บัดนี้ความโกลาหลท่ามกลางสายฝนยามเช้าสงบลงแล้ว มอลลี่กลับเข้าไปในคอกอนุบาลเพื่อให้ลูกดูดนมตามปกติ ข้าวของที่ล้มระเนระนาดถูกจัดเป็นระเบียบเหมือนเดิม ส่วนเจ้าลัคกี้ได้รับการปฐมพยาบาลและนอนนิ่งอยู่ในตระกร้า สำหรับผมเองก็อาบน้ำอาบท่าและแต่งตัวเสร็จแล้ว รอทานอาหารเช้าให้เรียบร้อยก่อนจะพาเจ้าลัคกี้ไปหาหมอ


ภรรยาผมถือกาแฟร้อนๆ มาเสิร์ฟที่โต๊ะอาหาร พร้อมกับส่งเสียงถามแม่บ้าน “ ศรี! ปิ้งขนมปังรึยัง ”


“ปิ้งแล้วค่ะ” ศรีตอบทันควัน “ถ้างั้นใส่จานมาเลย” ภรรยาผมเร่งให้รีบเสิร์ฟ


“ว้าย! ทำไมขนมปังไหม้เกรียมขนาดนี้ล่ะศรี” ภรรยาผมร้องเสียงหลง



คงไม่ต้องบอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป แต่ที่รู้แน่ๆ ตอนนี้คือ ศรีปิ้งขนมปังแล้ว แต่กินไม่ได้ แปลว่า ‘เสร็จ’แต่’ไม่สำเร็จ’ เข้าข่าย มี Responsibility แต่ขาดAccountability
 

 





 

 จักรพันธ์ จันทรัศมี

Consulting Partner

Orchid Slingshot Co., Ltd.

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 16 ก.ค.57