เพาะพันธุ์ผู้นำ ตอนที่ 6 : ความไว้วางใจ สร้างยาก ทำลายง่าย


สัญชาตญาณของความเป็นแม่เริ่มชัดเจนขึ้น หลังจากมอลลี่ยอมให้ลูก ๆ ทั้ง 5 ตัวดูดนมจากเต้ามาแล้ว 3วัน ความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกจะค่อย ๆ พัฒนาขึ้นจนถึงขีดสุดในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า และเมื่อถึงเวลานั้นมอลลี่จะเริ่มแสดงอาการปกป้อง หวงแหนลูก มันจะไม่ยอมให้คนแปลกหน้าเข้าใกล้โดยเด็ดขาด ยกเว้นคนที่มันไว้วางใจ

 

ผมตระหนักในเรื่องนี้อย่างไม่มีวันลืม เพราะเคยมีประสบการณ์ที่ไม่สู้จะดีนัก สมัยเรียนอยู่ชั้นประถมปกติทุกวันหลังอาหารเที่ยง ผมกับเพื่อน ๆ จะไปรวมตัวกันเพื่อเตะบอลพลาสติกบนสนามบาสเก็ตบอลกลางแดดเปรี้ยง แต่อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมมีกิจกรรมอื่นที่น่าตื่นเต้นกว่า เนื่องจากก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน ขณะที่ผมเอาหนังสือไปคืนห้องสมุด บังเอิญได้ยินเสียงแปลก ๆ แว่วออกมาจากใต้ถุนอาคาร ผมรีบขจัดความสงสัยด้วยการมุดเข้าไปดูให้เห็นกับตา พบว่าเป็นลูกสุนัขสีขาวเหมือนน้ำกะทิ ปากและจมูกสีแดงสดเหมือนมีใครแอบมาทาลิปสติก กำลังส่งเสียงร้องพร้อมกับกระดึ๊บตัวไปมาเหมือนพยายามจะขยับไปที่ไหนสักแห่ง ผมมองตามและรู้สาเหตุของการส่งเสียงร้องนั้นทันที เจ้าตัวเล็กคงหลุดออกมาจากกลุ่มพี่น้องของมัน ถัดไปอีกไม่กี่คืบผมเห็นลูกสุนัขแบบเดียวกันอีกกว่าครึ่งโหลนอนเบียดกันอย่างสงบ

 

แต่เอ๊ะ ! แม่มันไปไหนล่ะ ผมอุทานในใจ และเมื่อหันหลังกลับไป พบว่ามีสุนัขตัวโตสีขาวโผล่มาจากไหนรู้ส่งเสียงขู่ในลำคอพร้อมกับมุดสวนตัวผมเข้าไปในโพรงอย่างรวดเร็ว ผมแวะเวียนมาดูเจ้ากะทิกับพี่น้องของมันทุกวัน จนกระทั่งวันศุกร์ ผมตั้งใจจะมาบอกมันว่า “เจอกันอีกทีวันจันทร์นะ”  ขณะกำลังจะเอื้อมมือไปลูบหัวเจ้ากะทิที่นอนหลับคุดคู้อยู่ สัญชาตญาณของความเป็นแม่ที่หมอบอยู่ใกล้ ๆ แผลงฤทธิ์จนทำให้ผมร้องเสียงหลงโชคดีที่แผลบริเวณข้อมือไม่ลึกมาก แต่โชคร้ายที่ต้องโดนฉีดยารอบสะดือไปถึง 7 เข็ม

 

ผมได้บทเรียนจากวินาทีนั้นว่า “มันยังไม่ไว้ใจเรา  เพียงแค่ 3-4 วันมันคงไม่พอ” ที่จะทำให้แม่เจ้ากะทิอนุญาตให้ผมเข้าถึงตัวลูก ๆ ของมันได้ ซึ่งแตกต่างจากเจ้ามอลลี่ที่ผมเลี้ยงมากับมือตั้งแต่อายุ 2 เดือน มันยอมให้ผมอุ้มลูก ๆ ทุกตัว แม้ว่าโดยสัญชาตญาณของความเป็นแม่มักจะหวงลูกยิ่งกว่าชีวิตของมันก็ตาม

 

ในชีวิตการทำงานของเราก็เช่นกัน “TRUST” เปรียบเสมือนบันไดขั้นแรก ที่ต้องก้าวขึ้นไปยืนให้ได้อย่างมั่นคงเสียก่อน จากนั้นก้าวที่สองและก้าวต่อๆ ไปจะง่ายและเร็วขึ้น หากคุณเป็นนักขาย คุณต้องทำ 3 ช.แก่ลูกค้าตามลำดับคือ ทำให้เขาชอบ ทำให้เขาเชื่อ และทำให้เขาใช้ แม้ว่าเป้าหมายจริง ๆ คือทำให้ลูกค้าจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าไปใช้ แต่สิ่งแรกที่คุณทำคือ การสร้างความไว้วางใจ และหากทำสำเร็จ แปลว่าเขาเริ่มชอบคุณก็จะทำให้ง่ายต่อการโน้มน้าวให้เชื่อว่าสินค้าของคุณดีมีประโยชน์และคุ้มค่า ซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินใจซื้อสินค้าไปใช้

 

หากคุณเป็นผู้นำ ซึ่งต้องสร้างความสำเร็จจากการทำงานของลูกทีม ก็ยิ่งจำเป็นต้องทำทีม “ให้เวิร์ค” โดยเริ่มต้นที่การสร้างความไว้วางใจ ไม่งั้น Patrick Lencioni คงไม่พูดถึงเสี้ยนหนามของการสร้างทีมไว้ในหนังสือ The Five Dysfunctions of a Team ว่าอุปสรรคแรกของทีมที่ล้มเหลวคือ การขาดความไว้เนื้อเชื่อใจในทีม

 

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักขายมือทองหรือผู้นำขั้นเทพ ล้วนแต่ต้องนับหนึ่งด้วยการสร้างความไว้วางใจทั้งสิ้น

แล้วจะสร้าง TRUST กันอย่างไร? มีกุญแจ 4 ดอกที่จะช่วยเปิดประตูไปสู่ความไว้วางใจระหว่างกัน เพื่อให้เกิดสัมพันธภาพที่ดี ฝรั่งบอกว่า “ If there is no TRUST there is no RELATIONSHIP” ซึ่งน่าจะจริง เพราะหากไม่ไว้ใจกันความสัมพันธ์ก็ไม่เกิด และจะส่งผลให้อะไร ๆ ดูยากไปหมด



กุญแจดอกแรก เริ่มด้วย ความน่าเชื่อถือ(RELIABILITY) ต้องเป็นคนอยู่กับร่องกับรอย คงเส้นคงวา ไม่ทำตัวผีเขาผีออกหรือสามวันดีสี่วันไข้ ต้องทำตามที่พูด สัญญาต้องเป็นสัญญา อย่ารับปากพร่ำเพรื่อ รับปากในสิ่งที่รู้และเชื่อว่าจะทำได้จริง



กุญแจดอกที่สอง คือ เปิดเผย (OPENNESS) ไม่มีพฤติกรรมหลบ ๆ ซ่อน ๆ พูดให้ครบ ไม่กั๊ก ไม่ปกปิดข้อมูล กล้าพูดและกล้ารับฟังทั้งข่าวดีและข่าวร้าย



กุญแจดอกที่สาม คือ ยอมรับผู้อื่น(ACCEPTANCE) ไม่ด่วนสรุปหรือตัดสินคนอื่นเร็วเกินไป ควรเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น ไม่ดูถูกเหยียดหยามคนที่ต่ำต้อยกว่า รู้จักให้เกียรติคน อย่าเอาตัวเองเป็นตัวตั้ง



กุญแจดอกที่สี่ คือ ปากกับใจตรงกัน(CONGRUENCE) ต้องพูดและทำในสิ่งที่คิด ไม่คิดอย่าง พูดอย่าง แล้วทำอีกอย่าง ไม่พูดและทำเพียงเพื่อให้คนอื่นรู้สึกดี หรือเพียงเพื่อให้ตัวเองดูดีโดยไม่สนใจผลกระทบที่จะเกิดขึ้นภายหลัง มีความซื่อสัตย์ ไม่บิดเบือนความจริง

 

แม้ว่า TRUST จะสร้างได้ แต่ต้องใช้เวลา เหมือนหยอดเหรียญใส่กระปุกออมสินทีละเหรียญ กว่าจะเต็มต้องอดทนรอคอย แต่เมื่อเหรียญเต็มแล้ว เวลาจะเอาออก ก็ทุบกระปุกเปรี้ยงเดียวเลย จงจำไว้ว่า “ความไว้วางใจสร้างยากแต่ทำลายง่ายในพริบตา”

 





 

 จักรพันธ์ จันทรัศมี

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 2 ก.ค.57