เพาะพันธุ์ผู้นำ ตอนที่ 35 : สร้างความมั่นใจให้ตัวเอง

การประชันโฉมสุนัขบีเกิ้ลในรุ่นเบบี้ผ่านไปเกินครึ่งทางแล้ว ผมพอจะมองเห็นอนาคตของตัวเองกับบิ๊กอายส์ว่าจะจบลงอย่างไร ลูกสุนัขทั้งห้าตัวมีความน่ารักน่าเอ็นดูไม่ต่างกัน ถ้ากรรมการต้องตัดสินใจเลือกตัวที่น่ารักที่สุด คงลำบากใจไม่น้อย

    แต่การประกวดสุนัขในประเภท Conformation Show คือการค้นหาสุนัขที่มีความสวยงามถูกต้องใกล้เคียงกับมาตรฐานสายพันธุ์มากที่สุด ดังนั้นความน่ารักจึงไม่มีคะแนน หน้าที่ของแฮนด์เล่อร์อย่างผมต้องควบคุมคู่หูให้นิ่งเพื่อพร้อมรับการตรวจอย่างละเอียดจากกรรมการ

รุ่นที่บิ๊กอายส์กับคู่แข่งกำลังชิงชัยกันอยู่ในขณะนี้ ถือว่าเป็นรุ่นเล็กที่สุดในการประกวดสุนัข จึงมักจะเห็นความผิดพลาดบ่อยๆ โดยเฉพาะสุนัขที่มีระยะเวลาในการฝึกฝนน้อยเกินไป ซึ่งความเครียดจะตกอยู่กับตัวสุนัขและแฮนด์เล่อร์ แต่ผู้ชมอาจรู้สึกขบขัน และนี่เองกระมังที่เป็นเสน่ห์ของการประกวดสุนัขรุ่นจิ๋วซึ่งมักจะมีผู้ชมยืนอมยิ้มอยู่รอบสนามเสมอ

    กรรมการร่างท้วมสั่งให้สุนัขทุกตัวยืนเรียงแถวตามลำดับหมายเลขเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากตรวจดูโครงสร้างและอวัยวะทุกส่วนอย่างใกล้ชิด รวมถึงประเมินการเดินไปกลับของสุนัขแต่ละตัวจนครบแล้ว แม้บิ๊กอายส์จะทำได้ไม่ดีเพราะพลาดไปหลายจังหวะ แต่ก็ยังหวังลึกๆ ว่าจะติดหนึ่งในสาม อย่างน้อยเป็นรางวัลปลอบใจก็ยังดี

    ชายสูงอายุในสูทลายสก็อตค่อยๆ พาน้ำหนักตัวกว่า 90 กิโลของตัวเองเดินดูสุนัขจากหัวแถวไปยังปลายแถวอย่างช้าๆ ก่อนจะย้อนกลับไปยืนตรงกลางสนาม แล้วส่งสัญญาณเรียกให้ริงสจ๊วตหนุ่มหยิบริบบิ้นรางวัลเดินมายืนอยู่ใกล้ๆ

    เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ พร้อมกับเชิญชวนผู้ชมรอบสนามปรบมือให้กำลังใจแฮนด์เล่อร์และสุนัขวัยละอ่อนทั้งห้า “มันช่างตื่นเต้นเสียเหลือเกิน”  ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ   วินาทีต่อจากนี้ไป คือบทสรุปที่เรารอคอยมาตั้งแต่วันแรกที่เริ่มฝึกซ้อม

    ทันทีที่เสียงปรบมือรอบสนามเงียบลง ชายสูงวัยผู้เต็มไปด้วยประสบการณ์คว้าริบบิ้นสีน้ำเงิน สีแดง และสีเหลืองจากมือริงสจ๊วต เดินตรงไปยังสุนัขตัวที่สามซึ่งยืนนิ่งอย่างสง่างามอยู่กลางแถว   สายตาผมมองตามไปอย่างหดหู่ เพราะผู้ชนะในวันนี้คงไม่ใช่บิ๊กอายส์เสียแล้ว

    อาการผมตอนนี้คล้ายคนอกหัก สารเคมีในสมองเริ่มไม่สมดุล ภาพของริบบิ้นในมือกรรมการเคลื่อนที่ผ่านไปต่อหน้าต่อตา ไม่เพียงส่งผลให้ร่างกายสูญเสียสารเอ็นโดรฟินเท่านั้น แต่ความมั่นใจก็พลอยมลายหายไปเกือบเกลี้ยง แต่ผมรู้ทันอารมณ์ตัวเองจึงหยุดมันไว้แค่นั้น แล้วนึกถึงคำแนะนำของกูรูท่านหนึ่ง

    Dr. Marshall Goldsmith ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะผู้นำ ทำงานเป็น Executive Coach และเป็นเจ้าของหนังสือขายดีชื่อ What Got You Here Won't Get You There เล่าให้ฟังว่า ช่วงปี 2009 ขณะที่เขากำลังสอนนักศึกษา MBA ที่ University of California at Berkeley's Haas School of Business มีนักเรียนคนหนึ่งถามขึ้นมาว่า “คุณมีวิธีการรับมือกับซีอีโอที่ขาดความมั่นใจในตนเองอย่างไร?”

คำถามที่ท้าทายแบบนี้ มีเหรอที่เซียนตัวจริงจะไม่ตอบ เขาบอกว่า ในการทำงานที่ผ่านมาไม่ค่อยเจอซีอีโอประเภทนี้มากนัก เพราะคงเป็นไปไม่ได้ ที่ซีอีโอมือพระกาฬเหล่านี้ จะพาธุรกิจระดับพันล้านดอลล่าร์ไปสู่เป้าหมายโดยปราศจากความเชื่อมั่นในตัวเอง

แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็เห็นด้วยว่า Self-Confidence คือกุญแจดอกสำคัญที่ผู้นำทุกคนต้องมี หากยังไม่มีก็ต้องสร้างเอา จงเชื่อว่าความมั่นใจในตนเองสร้างได้ จากนั้นก็ลงมือสร้างมันขึ้นมาตามคำแนะนำ ดังต่อไปนี้  

  1. อย่าคิดว่าทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบ สิ่งที่ควรทำคือรวบรวมข้อมูลเท่าที่จะทำได้ วิเคราะห์ข้อดีข้อเสียให้รอบด้าน จากนั้นเลือกสิ่งที่ดีที่สุดแล้วลงมือทำ ไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิด ตราบใดที่ยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ดังนั้น อย่าขาดความมั่นใจเพียงเพราะต้องการให้ทุกอย่างมันสมบูรณ์ที่สุด
  2. เรียนรู้ที่จะอยู่กับความล้มเหลวให้เป็น จะมีใครสักกี่คนที่ไม่เคยพลาดเลยในชีวิต คงไม่แปลกอะไรหากต้องเผชิญหน้ากับความผิดหวังบ้าง สิ่งที่นักขายผู้ยิ่งใหญ่แตกต่างจากนักขายธรรมดาๆ คือการเสนอขายต่อไปแม้จะถูกปฏิเสธมาแล้วนับพันครั้ง พูดง่ายๆ คือ ไม่เสียกำลังใจแม้ลูกค้าไม่ซื้อ
  3. ตัดสินใจแล้วอย่าลังเล จงลงมือทำในสิ่งที่ได้ตกผลึกทางความคิดไว้แล้วทันที อาการคิดแล้วคิดอีกสะท้อนว่าตนเองไม่เชื่อในความคิดของตนเอง ดังนั้นจงเคารพความคิดด้วยการหยุดคิดฟุ้งซ่านแล้วทำซะที
  4. ซ่อนความกังวลไว้ในใจ จงแสดงความกล้าออกมาแม้จิตใจอาจวิตกจริต สิ่งที่ควรระมัดระวังคืออย่าออกอาการกลัวจนตัวสั่น ใครๆ ก็มีความรู้สึกหวั่นไหวได้ทั้งนั้น แต่สำหรับผู้นำต้องขังความรู้สึกนั้นไว้ข้างในไม่ให้ใครเห็น เพราะสมาชิกในทีมมักจับจ้องสายตามาที่เราอยู่เสมอๆ หากเขาสแกนคลื่นความกลัวที่เราเผลอปล่อยออกมาได้ ไม่เพียงสะท้อนว่าตัวเองไม่มีความมั่นใจเท่านั้น ทุกคนในทีมก็จะพลอดขาดความมั่นใจในตัวเองไปด้วย
  5. มองหาความสุขในสิ่งที่ทำลงไป หากเราเชื่อว่าทำดีที่สุดแล้ว ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ตัวเราเท่านั้นคือผู้ที่จะกำหนดปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้น หากเป้าหมายสัมฤทธิ์ผลตามที่ตั้งใจไว้อย่าลืมฉลอง แต่หากล้มเหลวก็แค่เริ่มต้นใหม่ในวันรุ่งขึ้น จงมีความสุขกับการค้นหาสิ่งที่พลาดไป เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำอีก และควรตระหนักว่าชีวิตคนเราไม่มีเวลามากพอที่จะจมอยู่กับความทุกข์

ข้อคิดทั้ง 5 ประการนี้ช่วยให้ผมรู้สึกดีขึ้นมากทีเดียว แม้รู้ดีว่าวันนี้คงต้องกลับบ้านมือเปล่า

เสียงกรี๊ดผสมกับเสียงปรบมือดังลั่น จนผมต้องเหลียวไปมองกรรมการที่กำลังยื่นริบบิ้นสีน้ำเงินซึ่งเขียนด้วยข้อความสีทองว่า 1st Placeให้กับแฮนด์เล่อร์ที่อยู่ถัดไปจากผม

ส่วนริบบิ้นสีแดงและสีเหลืองเป็นของสุนัขสองตัวที่อยู่ท้ายแถว แม้ว่าผมจะไม่สามารถทำให้บิ๊กอายส์สมหวังเป็นลูกสุนัข 1 ใน 3 ตัวที่คว้าริบบิ้นมาครอบครอง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผมถอดใจ อาจสูญเสียความมั่นใจไปบ้าง แต่ก็พร้อมที่จะเรียกมันกลับคืนมาในไม่ช้า

คราวหน้าเราจะกลับมาใหม่” ผมพูดกับบิ๊กอายส์พร้อมกับอุ้มมันขึ้นมากอดไว้ แล้วเดินกลับไปยังจุดพักสุนัขอย่างเงียบๆ เพื่อเตรียมเก็บสัมภาระก่อนทิ้งความผิดหวังไว้ข้างหลัง

……………………………………………………………………….

 

 

จักรพันธ์ จันทรัศมี

Consulting Partner

สลิงชอท กรุ๊ป
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 21 ต.ค 58