เพาะพันธุ์ผู้นำ ตอนที่ 27: ถ้าไม่หยุดสั่น คงนำใครไม่ได้

 

ผมเอื้อมมือไปปิดสวิตซ์นาฬิกาบนหัวเตียง ก่อนที่มันจะส่งเสียงปลุกตามเวลาที่ตั้งไว้ตั้งแต่หัวค่ำ การตื่นก่อนกำหนดกว่า 1 ชั่วโมง เป็นเพราะผมจดจ่อกับเช้าวันนี้เป็นพิเศษ ทั้งๆ ที่ตั้งใจว่าจะตื่นตีห้า แล้วกะว่าหกโมงครึ่งผมกับคู่หูสี่ขาจะออกเดินทางไปสนามประกวดสุนัข แต่นี่เพิ่งจะตีสี่!

 

จริงๆ แล้วในเวลานี้ ผมควรหลับสนิทเพราะความเหน็ดเหนื่อยจากการตัดแต่งขนและอาบน้ำให้บิ๊กอายส์ รวมถึงการเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะกรูมมิ่ง กล่องใส่สุนัขสำหรับเดินทาง รถเข็น และเก้าอี้สนามแบบพับได้ใส่ท้ายรถไว้ตั้งแต่เมื่อช่วงเย็น

 

งานประกวดสุนัขส่วนใหญ่จัดกันวันเสาร์และอาทิตย์ในฮอลล์ของห้างสรรพสินค้า ซึ่งการแข่งขันในสนามติดแอร์ย่อมเป็นผลดีต่อสุนัขและแฮนด์เลอร์มากกว่าสนามกลางแจ้ง แต่ผู้เข้าประกวดก็จำเป็นจะต้องกะเวลาเดินทางให้ดี เพราะเป็นที่รู้กันว่าลูกค้าของห้าง ต่างก็มุ่งหน้ามาที่นี่ในวันหยุด หากใครมาสายคงต้องขับรถวนหาที่จอดจนอารมณ์บูดทั้งคนและสุนัข แต่นี่ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้ต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่

   

ผมต้องมาจับจองพื้นที่เพื่อใช้พักสุนัขและจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ  ก่อนจะไม่มีที่ว่างเหลืออยู่ เพราะสุนัขในงานนี้ขั้นต่ำน่าจะราว 200 ตัว และประเด็นสำคัญที่สุดคือการให้เวลากับสุนัขมือใหม่ได้ปรับตัวกับบรรยากาศในสนาม ก่อนที่การประกวดจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการตอนสิบโมงครึ่ง

 

เช้านี้ผมมาถึงสนามตั้งแต่ไก่โห่ นาฬิกาบนข้อมือบอกเวลาอีกสิบนาทีเจ็ดโมง เครื่องปรับอากาศในฮอลล์ยังไม่เปิด  ถ้าไม่นับคนงานที่กำลังจัดเตรียมสนามประกวดกันอย่างขะมักเขม้น ก็มีแค่ผมกับบิ๊กอายส์เท่านั้น “ดีแล้ว ที่ว่างเยอะเลย ไปหามุมเหมาะๆ  เอาของลงกันดีกว่า”  ผมพูดกับบิ๊กอายส์ที่นอนนิ่งอยู่ในกล่องใส่สุนัขบนรถเข็น

 

ทันทีที่ข้าวของถูกจัดเข้าที่เข้าทางเรียบร้อยดีแล้ว ผมก็เปิดฝากล่องใส่สุนัขออก “ไปลองสนามกันหน่อยดีกว่า” ผมเรียกบิ๊กอายส์ “เร็วซิ ออกมา” แต่ดูเหมือนมันจะไม่มั่นใจสิ่งแวดล้อมที่แปลกตาและแตกต่างจากบ้านที่เคยวิ่งเล่น ผมจึงต้องออกแรงดึงแล้วอุ้มไปยืนไว้บนโต๊ะกรูมมิ่ง

 

เจ้าตูบที่เคยซ่าส์กลับยืนตัวสั่น ผมขยับเข้าใกล้ใช้มือตบหัวไหล่เบาๆ “ไม่ต้องกลัว เดี๋ยวจะพาไปเดินเล่นในสนาม” ผมคล้องสายจูงไว้ที่คอแล้วอุ้มมันลงมาจากโต๊ะ “มาซิ เดินมา” ผมส่งเสียงกระตุ้นพร้อมกับกระตุกสายจูงเบาๆ ให้บิ๊กอายส์เดินตาม แต่ไม่มีการตอบสนองใดๆ เกิดขึ้นนอกจากอาการหวาดระแวง หันหน้าไปทางซ้ายทีขวาที “เอายังไงดีล่ะ จะยกธงขาวตั้งแต่ยังไม่ได้ลงสนามเลยเหรอ” ผมเริ่มถอดใจ

 

ผมอุ้มคู่หูตัวสั่นซึ่งแต่เดิมมันคือคู่หูตัวแสบกลับเข้าไปไว้ในกล่อง แล้วตั้งสติขอเวลาเรียกความมั่นใจกลับคืนมาอีกครั้ง โดยการเริ่มต้นที่ตัวเอง เพราะรู้สึกว่าสถานการณ์ในตอนนี้ ไม่ใช่แค่บิ๊กอายส์ที่ยืนตัวสั่น แต่ลึกๆ ในใจผมก็สั่นไม่แพ้กัน ผมจะนำคู่หูไปถึงดวงดาวได้ยังไง ถ้าผมยังนำตัวเองไม่ได้ ดังนั้น ผมต้องสร้างภาวะผู้นำให้กับตัวเองเสียก่อน  ต้องเชื่อว่าตัวเรามีดีพอที่จะทำภารกิจในครั้งนี้ให้ผ่านไปได้

 

อัลเบิร์ต  แบนดูร่า (Albert Bandura) นักจิตวิทยาชาวแคนาดา แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผู้คิดค้นทฤษฎีความสามารถของตนเอง ( Self-Efficacy Theory ) ระบุว่า การรับรู้ว่าตนเองมีความสามารถมากหรือน้อยเพียงใด มีอิทธิพลต่อการทำงานและผลงานที่ออกมา พูดง่ายๆ คือถ้าเชื่อว่าทำได้ คุณก็จะทำมันสำเร็จนั่นเอง

 

การสร้างความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง ไม่ได้เป็นเรื่องซับซ้อนเกินกว่าจะปฏิบัติให้เป็นจริงเป็นจังได้ สเต็ปแรกต้องมองไปที่โอกาสไม่ใช่อุปสรรค (Opportunity Building) หากกำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ยุ่งยาก หรือสิ่งที่ไม่คุ้นเคย ต้องยอมรับเสียก่อนว่ามันเกิดขึ้นกับคุณแล้วจริง ๆ  และจะไม่ดราม่าจนเกินเหตุ ต้องกล้าที่จะก้าวออกมาจาก Comfort Zone ไม่ยึดติดกับความคิดหรือพฤติกรรมเดิมๆ การคิดฟุ้งซ่านคร่ำครวญแต่ปัญหา จะทำให้มองไม่เห็นโอกาส และจะนำไปสู่การตำหนิตัวเองว่าทำไม่ได้ ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณไร้ความสามารถ แปลว่าถอยตั้งแต่ยกแรกที่ยังไม่ได้ขึ้นสังเวียน

 

จากนั้นให้ขยับมาในสเต็ปถัดไปคือ พยายามพูดกับตัวเองในเชิงบวก (Positive Self-Talk) โดยการคิดและพูดในใจ ถึงสิ่งที่ดีต่อตนเอง  ซึ่งจะทำให้อารมณ์สงบลง มีกำลังใจ ไม่โทษตนเอง ทำให้รับรู้ในศักยภาพของตนเองได้อย่างชัดเจนและเหมาะสม เนื่องจากการพูดกับตนเองเป็นการปรับความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรม จะมีส่วนช่วยให้เกิดความมั่นใจ และช่วยให้เกิดการรับรู้ในความสามารถของตนเองมากขึ้น เปรียบเสมือนนักมวยที่ปลุกขวัญกำลังใจตนเองให้ดูฮึกเหิม ตั้งแต่ระฆังยกแรกยังไม่เริ่มดังเลยก็ว่าได้

 

สิ่งที่ควรทำคือ ให้ประเมินคำพูดหรือประโยคในใจเสียก่อน ว่าคุณคิดอย่างไรต่อตนเองและต่อสถานการณ์นั้นบ้าง ซึ่งอาจเป็นไปในทางลบ จากนั้นปรับเปลี่ยนประโยคในใจเสียใหม่ให้เป็นบวก เพราะถ้าคิดและพูดในใจเป็นบวก ก็จะส่งผลให้มีอารมณ์และพฤติกรรมทางบวกด้วย เช่น “ฉันจะเผชิญกับมัน และจะต้องผ่านเรื่องนี้ไปได้ในที่สุด”   หรือ “ฉันทำได้ และกำลังแก้ปัญหาอยู่ในขณะนี้”  เป็นต้น

 

“หายตื่นเต้นรึยัง” ผมดึงบิ๊กอายส์ออกมาจากกล่องใส่สุนัขอีกครั้ง ตอนนี้ผมเริ่มควบคุมความตื่นตระหนกของตัวเองได้แล้ว  คงไม่ดีแน่ ถ้าเราทั้งคู่ยังสั่นกันอยู่อย่างนี้ ผมต้องแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาของมือใหม่อย่างบิ๊กอายส์และผมที่เพิ่งมางานประกวดเป็นครั้งแรก  “ไม่ต้องกลัว ไอ้ตัวแสบ ข้างนอกน่าสนุกกว่าในกล่องแคบๆ นี้ซะอีก” ผมเปลี่ยนจากการใช้สายจูงลากมันออกมา เป็นการอุ้มขึ้นพาดไหล่ แล้วเดินไปรอบๆ สนาม



“ดีขึ้นจริงๆ”
ผมอุทานในใจ บิ๊กอายส์หยุดสั่น แล้วเอี้ยวตัวไปมา มันพยายามจะกระโดดลงไปข้างล่าง ดูเหมือนการอยู่บน ไหล่ของผมจะสนุกน้อยกว่าการลงไปวิ่งเล่นในสนาม

 

หากผมไม่หยุดสั่น ไม่สร้างภาวะผู้นำให้ตัวเองเสียก่อน ผมคงไม่สามารถนำบิ๊กอายส์กลับมาอยู่ในโหมดปกติได้ บทเรียนเช้านี้คือ สิ่งที่น่าจดจำ แม้การแข่งขันยังไม่เริ่มขึ้น แต่ผมกลับรู้สึกเหมือนได้รับชัยชนะไปแล้ว

………………………………………………………

 

 

จักรพันธ์ จันทรัศมี

Consulting Partner

สลิงชอท กรุ๊ป

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 17 มิ.ย 58