เพาะพันธุ์ผู้นำ ตอนที่ 25 : แอ่นอกรับฟีดแบ็คอย่างกล้าหาญ

 

“เอาล่ะ มาฝึกบทเรียนต่อไปกันดีกว่า” สายจูงถูกสวมลงไปอยู่ที่คอ ก่อนผมจะยกตัวบิ๊กอายส์ขึ้นมาจากโต๊ะกรูมมิ่ง “เก่งมาก ไปกันเถอะ” ลูกหมาตาแป๋วกระดิกหางซ้ายทีขวาทีอยู่ในอ้อมกอดของผมราวกับมันจะบอกว่า “หนูพร้อมแล้ว”

 

“พ่อ จะไปไหนกันเหรอคะ?” น้องแป้งวิ่งเข้ามาลูบหัวบีเกิ้ลตัวน้อย ในขณะที่ผมกำลังตรงไปยังสนามหญ้า “จะพาบิ๊กอายส์ไปฝึกเดิน ตามมาซิ” ลูกสาวพยักหน้าแล้วขออุ้มนักเรียนตัวแสบด้วยตัวเอง “มานี่ เจ้าขี้อ้อน ขอกอดหน่อยนะ”

 

บิ๊กอายส์ถูกวางลงบนพื้นอย่างนุ่มนวล ผมรีบคว้าสายจูงจากมือน้องแป้ง แล้วกำเอาไว้อย่างแน่นหนา เมื่อเท้าทั้งสี่ข้างสัมผัสพื้น ลูกหมาที่เคยนิ่งอยู่ในอ้อมกอดกลับกลายเป็นลูกลิงทโมนทันที มันพยายามวิ่งไปรอบๆ เป็นวงกลมตามรัศมีของเชือกที่คล้องคอเอาไว้ ผมไม่ทันได้สังเกตว่าเจ้าตูบตัวน้อยวิ่งวนไปกี่รอบ เพราะมัวแต่จินตนาการว่าพื้นหญ้าหน้าบ้านที่ยืนอยู่นี้คือสนามประกวด และลองคิดเล่นๆ ว่า เมื่อสักครู่นี้กรรมการก็เพิ่งจะดูโครงสร้างและอวัยวะต่างๆ ของสุนัขอย่างใกล้ชิดบนโต๊ะเสร็จเรียบร้อยแล้ว

 

จากนั้น ก็จะสั่งให้ผมอุ้มสุนัขกลับลงไปยืนบนพื้นอีกครั้ง เพื่อตรวจสอบลักษณะการเคลื่อนไหวของขาหลังและขาหน้า โดยจะสังเกตจากการเดินไปและเดินกลับ “โอเค เราทั้งคู่กำลังอยู่ในขั้นตอนนี้” ผมเช็คความเข้าใจตัวเองว่าจะต้องทำอะไรต่อไป

 

สิ่งที่ต้องฝึกกันต่อคือ การสอนให้เจ้าขี้อ้อนของน้องแป้งเดินเป็นเส้นตรง “มาเร็ว เดินมาซิ อย่าก้ม ไม่นะ” มันเอาแต่ใช้จมูกดมพื้นหญ้าจนผมต้องส่งเสียงเตือน ในขณะเดียวกันก็ใช้มือซ้ายออกแรงดึงสายจูงเพื่อให้คอเชิดขึ้น แต่ดูเหมือนยิ่งดึงมันยิ่งกดหัวลง

 

“พ่อ จูงดีๆ สิ” ลูกสาวตะโกนบอก

“จูงยังไงล่ะ ดีๆ น่ะ” ผมย้อนถาม

“ไม่รู้ แต่มันยังไม่ดีนี่นา” น้องแป้งตอบเหมือนไม่อยากตอบ

 

โดยธรรมชาติของบีเกิ้ลเป็นนักดมระดับโลกอยู่แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากมันจะพิศวาสกลิ่นดินกลิ่นหญ้า ซึ่งนานๆ จะได้สูดแบบเต็มปอดเสียที “งั้น ปล่อยให้ดมจนจุใจก่อนก็แล้วกัน” ผมอนุญาตให้บิ๊กอายส์ใช้จมูกของมันทำงานอย่างเต็มที่ โดยหวังว่าอีกพักนึงคงเบื่อไปเอง แล้วจะได้หันมามีสมาธิกับการฝึกเดินต่อไป

 

ระหว่างที่บีเกิ้ลจอมซ่าส์กำลังเสพติดกลิ่นไอของธรรมชาติอยู่นั้น ผมกลับแว้บคิดถึงคำพูดของน้องแป้งก่อนหน้านี้ เธอทำตัวเป็นกระจกเงาสะท้อนการฝึกของผม และสิ่งที่ออกจากปาก 2-3 ประโยคนั้นคือการให้ฟีดแบ็ค ซึ่งผมควรขอบใจเธอที่บอกให้รู้ว่าการจูงสุนัขของผม “ยังไม่ดีนี่น่า” เหมือนอย่างที่เธอพูดจริงๆ

 

จะว่าไปแล้วผู้นำที่ดีต้องมีทักษะในการรับฟีดแบ็คจากผู้อื่น (Receiving Feedback) เพื่อแก้ไขสิ่งที่บกพร่องและคงสิ่งที่ดีอยู่เอาไว้ แต่โดยธรรมชาติของมนุษย์ส่วนใหญ่มักจะวิตกจริตกับฟีดแบ็ค ลองนึกดูซิครับ ถ้าเจ้านายโทรมาบอกให้คุณเข้าไปพบด่วน คุณจะรู้สึกอย่างไร? ประโยคดังต่อไปนี้จะสะท้อนว่าคุณกำลังหวั่นไหวใช่หรือไม่?  “งานเข้าแล้ว” หรือ “ไม่นะ ผมตรวจละเอียดแล้วนี่นา” หรือ “ซวยละตู มีอะไรผิดอีกหรือนี่”

 

ที่จริงเจ้านายอาจแค่ต้องการสอน สอบถามปัญหา หรืออยากชื่นชมผลงานที่ส่งไปก็ได้  นี่! ขนาดเขาเรียกไปให้ฟีดแบ็คนะ ยังเสียวสันหลังวาบเลย ไม่ต้องพูดถึงการเดินเข้าไปขอคำแนะนำด้วยตัวเอง จะกล้าทำหรือไม่?

 

Dr. Jack Zenger และ Dr. Joseph Folkman กูรูและที่ปรึกษาด้านพฤติกรรมผู้นำได้เก็บข้อมูลจากผู้บริหารจำนวน 51,896 คนนานกว่า 10 ปี พบว่า ผู้นำที่กล้าขอฟีดแบ็คจากคนอื่นอย่างสม่ำเสมอ จะเป็นผู้นำที่ดีและมีประสิทธิภาพมากกว่าผู้นำที่ไม่เคยทำสิ่งนี้เลย ซึ่งแน่นอนคงไม่ใช่แค่ครั้งเดียว ต้องทำเป็นประจำ เข้าทำนอง “ยิ่งได้รับฟีดแบ็คมากเท่าไร ก็ยิ่งพัฒนาตนเองได้มากเท่านั้น”

 

Scott Berkun นักพูดและนักเขียนหนังสือติดอันดับขายดีชาวอเมริกัน ให้คำแนะนำเอาไว้ว่า หากคุณต้องการฝึกฝนการรับฟีดแบ็คอย่างจริงจังจากคนรอบข้าง ควรคำนึงถึงหลักการ 5 ข้อดังต่อไปนี้

 

1. ใครคือคนที่จะให้ฟีดแบ็คกับคุณดีล่ะ (Who you ask) คำตอบคือ ควรเริ่มจากคนที่คุณไว้วางใจมากที่สุด อาจเป็นเพื่อนสนิท ลูกน้องมือขวา หรือหัวหน้าที่นับถือก็ได้ โดยขอให้เขาแนะนำในเรื่องเล็กน้อยก่อน แล้วค่อยขยายหัวข้อให้หลากหลายขึ้น รวมถึงถามหาฟีดแบ็คจากคนอื่นเพิ่มเติมด้วย และสุดท้ายอย่าลืมแสดงให้เขาเหล่านั้นเห็นว่าฟีดแบ็คที่ได้รับมีค่าสำหรับคุณจริงๆ

2. ตั้งคำถามแบบไหนถึงจะเข้าท่า (How you ask) สิ่งที่ไม่ควรทำคือการถามแบบกว้างๆ หรือคลุมเครือ เช่น “คุณคิดยังไงกับสิ่งที่เห็น?” แต่ควรถามให้เฉพาะเจาะจง เช่น “คุณคิดว่าผมต้องแก้ไขจุดไหนบ้าง ถึงจะสื่อสารได้ดีขึ้น?” จงจำไว้ว่าหากคุณตั้งคำถามกำกวม คุณก็จะได้คำตอบที่กำกวมเช่นกัน

3. เมื่อขอฟีดแบ็คไปแล้ว ต้องทำอะไรบ้าง (When you ask) ถ้าอยากได้ฟีดแบ็คที่มีคุณภาพ ก็ควรให้เวลาแก่เขาเหล่านั้นได้คิดไตร่ตรองอย่างเพียงพอ อย่าเพิ่งคาดคั้นคำตอบแบบเร่งรีบ รวมถึงท่าทีของคุณขณะถามหาฟีดแบ็คต้องดูจริงจัง และอาจจำเป็นต้องบอกล่วงหน้าว่าคำแนะนำในประเด็นใดที่คุณอยากรู้ เพื่อให้เขาได้เตรียมข้อมูลอย่างละเอียดก่อนมาคุยกัน

4.  ที่ไหนจึงจะเหมาะกับการขอฟีดแบ็ค (Where you ask) การสนทนากันในห้องทำงานหรือห้องประชุมดูแล้วน่าจะเคร่งเครียด อาจทำให้การเปิดใจมีน้อยกว่าการพูดคุยตรงมุมกาแฟ อย่างไรก็ตาม แต่ละคนมีมุมสบายหรือ Comfort Zone แตกต่างกัน ดังนั้นไม่ว่าจะให้ฟีดแบ็คที่ไหนจงทำบรรยากาศให้ผ่อนคลายและมีความเป็นกันเองมากที่สุด

5. ควรแสดงออกอย่างไรขณะรับฟังฟีดแบ็ค (How you respond) สิ่งที่จะส่งสัญญาณให้คนซึ่งกำลังพูดมองเห็นว่าคุณมีความพร้อมอย่างเต็มเปี่ยมในการรับฟังคือการไม่พูดแทรก ไม่แก้ตัว และไม่แสดงสีหน้าท่าทางต่อต้านความเห็นที่คุณไม่อยากได้ยิน ในทางตรงกันข้ามควรสบสายตาผู้พูด พยักหน้าตอบรับเป็นระยะ และอาจหาจังหวะที่เหมาะสมทวนบางคำพูด หรือถามคำถามที่ยังสงสัยเพื่อบอกให้เขารู้ว่าคุณกำลังฟังอย่างตั้งใจและสนใจในสิ่งที่เขาพูดเป็นอย่างมาก

 

หลักการทั้ง 5 ข้อจะเป็นประโยชน์ก็ต่อเมื่อถูกนำไปฝึกฝนจนกลายเป็นทักษะ วันที่จะพิสูจน์ว่าคุณได้ขยับเข้าใกล้การเป็นผู้นำที่ดีและมีประสิทธิภาพแล้ว ก็คือวันที่คุณสามารถแอ่นอกรับฟีดแบ็คได้อย่างกล้าหาญไม่ว่าจะชอบมันหรือไม่ก็ตาม

………………………………………………………….

 

 

จักรพันธ์ จันทรัศมี

Consulting Partner

สลิงชอท กรุ๊ป 

 

 ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 6 พ.ค.58