การเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการลงมือทำ…ไม่ใช่แค่อ่านจากตำรา

ทันทีที่ภรรยาผมเดินขึ้นไปข้างบน ผมก็เริ่มตั้งหลักได้ จึงดึงเอากล่องพลาสติกขนาดย่อมที่วางอยู่ใต้โต๊ะข้างโซฟาออกมา ผมเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับช่วยทำคลอดมอลลี่ไว้ในกล่องใบนี้ตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว หลังจากสังเกตเห็นว่ามีน้ำนมซึมออกมาจากเต้านมของมอลลี่ ผมรีบใส่ถุงมือยางเพื่อป้องกันการติดเชื้อและหยิบผ้าขนหนูขึ้นมาก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น สำลี แอลกอฮอล์ ทิงเจอร์ ลูกยางดูดน้ำคร่ำ ด้ายสำหรับมัดสายสะดือ และกรรไกร ยังไม่จำเป็นในตอนนี้

ผมพยายามลงมือช่วยเหลือลูกสุนัขตามตำราที่อ่านมา  แต่จำได้ไม่หมดจึงต้องพลิกดูควบคู่ไปด้วย ถ้าลูกสุนัขเอาขาหลังออก ต้องจับขาลูกสุนัขพร้อมกันทั้งสองขาโดยใช้ผ้าขนหนูสะอาด จะช่วยให้ดึงง่ายขึ้น แล้วก็ค่อย ๆ ขยับออกมาในจังหวะที่แม่สุนัขเบ่ง พยายามดึงออกมาให้หมดพร้อมรกสุนัข จากนั้นจึงใช้ด้าย มัดสายสะดือให้ห่างจากสะดือประมาณ 1-2 ซม. แล้วใช้กรรไกรตัดสายรก ผมตั้งใจว่าจะพยายามทำตามคำแนะนำทีละสเต็ป แต่ตอนนี้ปัญหาของผมไม่ได้อยู่ที่ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร แต่อยู่ที่ไม่เคยทำมาก่อนต่างหาก ของจริงกับในตำรามันต่างกันโดยสิ้นเชิง น้ำหนักของแรงดึงขนาดไหนจึงจะเหมาะสมและปลอดภัยสำหรับลูกสุนัข ในตำราไม่ได้บอกขนาดนั้น เสียงร้องจากการเบ่งของมอลลี่เปรียบเสมือนเสียงของนกหวีดที่กระตุ้นให้ผมต้องเร่งมือและเพิ่มแรงดึงลูกสุนัขตัวแรกนี้ออกมาให้เร็วที่สุด แม้จะไม่ค่อยมั่นใจสักเท่าใดนัก แต่ในตำราบอกว่าหากลูกสุนัขตัวแรกใช้เวลาในการคลอดนานเกินไป นอกจากจะทำให้บอบช้ำแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อลูกสุนัขตัวถัดไปที่จ่อคิว รอเวลาออกมาสูดออกซิเจน จากโลกภายนอกอีกด้วย ผมจึงไม่มีทางเลือกอื่น ในขณะเดียวกันผมก็เรียกชื่อมอลลี่ไปด้วยเพื่อให้กำลังใจและให้มันรู้ว่าผมอยู่ข้าง ๆ  โดย เฉพาะเวลาที่ออกแรงเบ่งอย่างรุนแรง ซึ่งผมเห็นอาการเบ่งแบบนี้มาชั่วโมงกว่าแล้ว แต่ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ศรีษะและลำตัวของลูกสุนัขยังคงติดอยู่ข้างใน สถานการณ์นี้นอกจากมอลลี่จะคลอดผิดปกติแล้วยังถือว่ามอลลี่ตกอยู่ในภาวะคลอดยากอีกด้วย

แต่สิ่งที่ทำให้ผมโล่งอก และหายใจได้เต็มปอดขึ้นมาบ้างก็คือ ส่วนของลำตัวเริ่มเคลื่อนที่ตามขาหลังทั้งสองข้างออกมาอย่างช้า ๆ จากแรงเบ่งของมอลลี่บวกกับแรงดึงของผม ถือว่าอย่างน้อยก็เป็นโชคดีตั้งแต่แรกแล้วที่ไม่มีขาข้างใดข้างหนึ่งของลูกสุนัขติดค้างอยู่ แต่หนังดราม่าเรื่องนี้ยังไม่จบลงง่าย ๆ เพราะศีรษะของลูกสุนัขใหญ่เกินกว่าที่จะมุดช่องแคบ ๆ ออกมาได้ ในวงการผู้เพาะพันธุ์สุนัขบีเกิ้ลเพื่อการประกวด หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า บรีดเดอร์ (Breeder) นั้น ต่างรู้ดีว่าลูกสุนัขที่มีกระโหลกศีรษะใหญ่ย่อมเป็นที่ต้องการมากกว่าศีรษะเล็ก แต่ในเวลานี้ผมกลับไม่ได้คิดแบบนั้นเลย ทั้ง ๆ ที่ผมก็เป็นบรีดเดอร์คนหนึ่ง ผมเห็นมอลลี่หยุดเบ่งและฟุบลงแต่ยังคงหายใจแรงอยู่ ผมภาวนาในใจว่า “อย่าเพิ่งยอมแพ้นะ อุตส่าห์สู้กันมาถึงขนาดนี้แล้ว”

ระหว่างที่ผมกำลังคิดหาทางช่วยมอลลี่ด้วยความทุกลักทุเลอยู่นั้น ภรรยาผมเดินลงมาจากชั้นบนอีกครั้ง แต่คราวนี้มาในชุดที่พร้อมจะออกไปทำธุระข้างนอกทั้ง ๆ ที่ยังไม่สว่างเลย เธอเดินตรงมาที่ผมแล้วบอกให้ผมอุ้มสุนัขขึ้นรถ พร้อมกับสำทับว่า “คุณใช้เวลานานเกินไปแล้ว ในตำราบอกไม่ใช่หรือว่ากรณีฉุกเฉินคลอดเองไม่ได้ ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที”

ขณะรอคุณหมอช่วยทำคลอดมอลลี่อยู่ที่คลินิครักษาสัตว์ 24 ชั่วโมง เข็นนาฬิกาบนผนังหน้าห้องตรวจบอกว่าตอนนี้ตีสามครึ่งแล้ว บรรยากาศเงียบสงบ มีเพียงผมและภรรยานั่งรออยู่เท่านั้น ผมพยายามทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงมานี้ มีข้อคิดที่น่าสนใจ ซึ่งจริง ๆ แล้วผมน่าจะเข้าใจมันดี แต่กลับไม่ได้คิดถึงในตอนนั้น  กองหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุนัขที่วางซ้อนกันข้างโซฟาใกล้กับที่คลอดของมอลลี่ในห้องรับแขก ไม่ได้ช่วยให้ผมมีความมั่นใจในการทำคลอดเลยแม้แต่น้อย ผมชะล่าใจเกินไปหรือเปล่าที่คิดว่ารายละเอียดต่าง ๆ ในตำรามีมากเพียงพอที่ผมจะนำมาปฏิบัติได้ไม่ยากนัก ผมลืมไปว่า “ไม่มีการเรียนรู้ที่แท้จริงโดยปราศจากการปฏิบัติ” คนเราจะไม่มีทางมั่นใจว่าความรู้หรือแนวคิดที่ศึกษามานั้นจะมีประสิทธิภาพหรือไม่ จนกว่าจะนำไปใช้จริง การเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ หรือ Active Learning จะทำให้เกิดประสบการณ์ตรง แล้วใช้ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนสำคัญในการแก้ปัญหาและปรับปรุงให้ดีขึ้น  

การเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการลงมือทำ ไม่ใช่แค่อ่านจากตำรา  มีนักจิตวิทยาชาวอเมริกันชื่อ Edgar Dale ทำการศึกษาพบว่า “เมื่อมนุษย์เรียนรู้ด้วยรูปแบบที่แตกต่างกัน หลังจากนั้นสองสัปดาห์จะจดจำสิ่งที่เรียนรู้ได้ไม่เท่ากัน” เช่น เมื่อผมอ่านคู่มือการช่วยทำคลอดสุนัขจบเล่มแล้ว ผมจะจำข้อมูลต่าง ๆ ในนั้นได้เพียง 10 % แต่ถ้าผมได้ฟังผู้รู้มาให้ข้อมูลเพิ่มเติม มีโอกาสเห็นรูปภาพ ได้ดูวิดีโอประกอบ มีส่วนร่วมในการซักถามแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน และลองได้ลงมือทำคลอดเองจริง ๆ มาบ้าง ประสิทธิภาพการเรียนรู้ของผมจะเพิ่มขึ้นเป็น 20-30-50-70 และ 90 % ตามลำดับ ไม่น่าเชื่อจริง ๆ ว่าผมลืมไปได้ยังไง ทั้ง ๆ ที่ในตำราบอกว่า “กรณีฉุกเฉิน สุนัขคลอดเองไม่ได้ ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที” ประโยคนี้มันมีอยู่ในตำรา แต่เมื่อถึงเวลาคับขันผมกลับลืมไปเสียดื้อ ๆ

ในแวดวง HR ที่ผมคลุกคลีมากว่า 20 ปี มีการพูดถึงส่วนผสมของการพัฒนาคนที่น่าสนใจโดย Center for Creative Leadership (CCL) ประเทศสหรัฐอเมริกา นำเสนอสูตรลับในการพัฒนาคนที่ยั่งยืน ด้วยการจัดรูปแบบการเรียนรู้ออก เป็น 3 ลักษณะให้มีสัดส่วนที่ลงตัวโดยใช้สูตร 70:20:10 หมายถึง เราควรแบ่งเวลา 70 % ให้กับการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติหรือลงมือทำด้วยตัวเอง อีก 20% ควรใช้เวลาเรียนรู้จากผู้ที่มีประสบการณ์ซึ่งอาจเป็นเพื่อนร่วมงาน รุ่นพี่ หรือหัวหน้า ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะอยู่ในฐานะ Mentor หรือ Coach ก็ตาม  และ 10 % สุดท้ายจัดสรรไว้สำหรับการเรียนรู้ทฤษฎีและหลักการจากตำรา จากสื่อออนไลน์ หรือจากการอบรมสัมมนา

ถึงตรงนี้ ผมไม่สงสัยเลยว่าทำไมผมจึงพะวักพะวนกับสถานการณ์เมื่อคืนนี้  คำตอบที่ได้คือ ผมใช้แค่ 10% กับการเตรียมตัวรับสถานการณ์ช่วยทำคลอดมอลลี่ ซึ่งไม่แฟร์เลยสำหรับชีวิตใหม่ที่กำลังจะกำเนิดขึ้น หากมีอะไรผิดพลาดเมื่อคืนนี้ผมคงเสียดายในส่วนของ 90 % ที่ขาดหายไป ทั้ง ๆ ที่อย่างน้อย ผมมีโอกาสที่จะเติมเต็มได้มากกว่านั้น  เพราะผมมีทั้งเพื่อนที่เป็นสัตวแพทย์และเป็นบรีดเดอร์มากมาย ซึ่งไม่ได้ยุ่งยากเลย หากผมเป็นฝ่ายเข้าไปหาพวกเขาและจัดสรรเวลาสัก 20% เพื่อขอให้เขาช่วยสอนและให้คำแนะนำจากประสบการณ์ที่เมี และถ้าจะให้ดีผมควรทุ่มเทเวลาอีก 70% เพื่อฝึกฝนทดลองของจริงจนเกิดความชำนาญ ก็เชื่อว่าจะทำให้ผมมีความมั่นใจมากขึ้นและคงขจัดอาการเก้ ๆ กัง ๆ แบบเมื่อคืนนี้ไปได้โดยสิ้นเชิง

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 25 เม.ย 2557