เพาะพันธุ์ผู้นำ ตอนที่ 16 หยุดความขัดแย้งด้วยตัวคุณเอง

 

สายตาผมกำลังจดจ้องไปที่ลูกสุนัขทั้งห้าตัว ซึ่งกำลังวิ่งเล่นกันแบบไม่กลัวพลังงานจะหมด ลีวายส์กับแฟรงกี้จับคู่เล่นเกมวิ่งไล่งับหางของกันและกันอย่างสนุกสนาน ส่วนบิ๊กอายส์ ไวน์แดง และสกายคิก รวมกลุ่มวิ่งไปรอบๆ สนามหญ้า ซึ่งดูเหมือนลูกสุนัขเหล่านี้จะมีทักษะในการหลบหลีกกระถางต้นไม้ และอ่างบัวทั้งขนาดเล็กและขนาดกลางได้อย่างน่าทึ่ง

 

จะไม่ให้ผมรู้สึกทึ่งได้ยังไงล่ะ! ก็หลายจังหวะที่พวกมันควรจะชนกระถางและอ่างบัวล้มคว่ำลง แต่กลับเอี้ยวตัวหลบไปได้แบบเฉียดฉิว ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังดูนั่งมอเตอร์ไชด์รับจ้างวิ่งฝ่าการจราจรยามเร่งด่วนยังไงยังงั้นเลย

 

พวกมันคงต้องการชดเชยช่วงเวลาที่ผมกักบริเวณเอาไว้ไม่ไห้ออกมาวิ่งเล่นหลายวันก่อนหน้านี้ หลังจากที่ผมพาลูกสุนัขทุกตัวไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและถ่ายพยาธิตามโปรแกรมสุขภาพตอนอายุครบสามเดือน และกว่าผมจะอาบน้ำพวกมันได้อีกครั้ง ก็ต้องรอหลังจากฉีดวัคซีนไปแล้ว 1 สัปดาห์

เพราะการฉีดวัคซีนคือการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเชื้อโรค ซึ่งต้องอาศัยพลังงานเป็นอย่างมาก ร่างกายจึงอ่อนแอลงช่วงเวลาหนึ่ง โดยเฉลี่ยประมาณ7-21 วัน ซึ่งจะเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยได้ง่าย หากอาบน้ำให้ลูกสุนัขในช่วงนี้จะมีผลทำให้อุณหภูมิของร่างกายเปลี่ยนแปลงกระทันหัน โดยเฉพาะการอาบน้ำเย็น เช็ดตัวไม่แห้ง หรือน้ำเข้าจมูก จะทำให้ร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้วทรุดลงอีก

ผมนั่งรอเวลาว่าเมื่อไรเจ้าลิงทะโมน เอ่อ! ไม่ใช่ซินะ ผมหมายถึงเจ้าบีเกิ้ลที่ซนยังกะลิงทั้งห้าตัวนี้จะหมดพลังเสียที จะได้พากันไปอาบน้ำ ตัดเล็บ แต่งขนให้สมกับเป็นสุนัขมีเจ้าของสักหน่อย แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนแรงเลยซักตัว

 

“เอ๋ง ๆ” เสียงร้องดังลั่นทำให้ผมต้องกวาดสายตามองหาต้นเสียง แฟรงกี้งับขาลีวายส์ไม่ยอมปล่อย ในขณะที่ ลีวายส์ม้วนตัวกลับมาแยกเขี้ยวที่เต็มไปด้วยฟันน้ำนมเพื่อขู่แฟรงกี้ สถานภาพของทั้งคู่ในขณะนี้ได้เปลี่ยนจากเพื่อนเล่นเป็นศัตรูไปแล้ว สาเหตุของความขัดแย้งที่ผมพอจะเดาได้ก็คือ กิ่งไม้แห้งขนาดหนึ่งคืบที่ต่างฝ่ายต่างต้องการครอบครองเอามาเป็นเจ้าของนั่นเอง

 

ผมรอดูต่อไป เพราะอยากรู้ว่าเหตุการณ์จะลงเอยอย่างไร ทั้งคู่จะประนีประนอมกันได้ไหม แต่เวลายิ่งผ่านไปเสียงขู่และเสียงคำรามยิ่งดังขึ้น สถานการณ์ในขณะนี้ไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงง่าย ๆ ผมคงต้องเข้าไปทำหน้าที่เป็นกรรมการแจกใบแดงให้ทั้งคู่แยกย้ายกันไปสงบสติอารมณ์ แล้วรีบยึดเอากิ่งไม้แห้งท่อนนั้นไว้

 

หากสถานการณ์ในลักษณะนี้เกิดในที่ทำงาน คนส่วนใหญ่ก็คงคิดคล้าย ๆ กันว่า หัวหน้าควรเป็นคนกลางเข้ามาไกล่เกลี่ยเพื่อหยุดความขัดแย้งนี้ ไม่เช่นนั้นจะส่งผลกระทบต่อการทำงาน ซึ่งสุดท้าย คนเดือดร้อนก็หนีไม่พ้นหัวหน้าอยู่ดี

 

แต่จริง ๆ แล้ว หัวหน้าไม่ใช่คำตอบเดียวในการแก้วิกฤติที่เกิดขึ้น เรื่องบางเรื่องคู่กรณีที่มีภาวะผู้นำก็สามารถสวมวิญญาณคนกลางเพื่อไกล่เกลี่ยได้ด้วยตนเอง (Self-Mediation) เพียงแต่ต้องตระหนักว่า เราจะมีสองบทบาทในเวลาเดียวกัน คือเป็นทั้งคู่กรณีในฐานะคนต่อรองที่จะต้องทำให้ตนเองพอใจ และผู้ไกล่เกลี่ยในฐานะเป็นบุคคลที่สาม

 

แล้วถ้าจะต้องลงมือแก้ความไม่ลงรอยกันด้วยตัวเองควรทำอย่างไร สิ่งสำคัญเพื่อแก้ไขความขัดแย้งนี้ต้องเริ่มที่ “ทัศนคติ” ของตัวเอง ไม่ควรคิดว่าการไกล่เกลี่ยคือ การหาคนผิดมาลงโทษ หากแต่เป็นการหาทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ จงเชื่อมั่นว่าวิธีนี้จะเป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อบรรลุสิ่งที่ดีกว่าในอนาคต (Future Focus) ไม่ใช่นำมาใช้เพื่อขุดคุ้ยอดีต

 

จากนั้นให้ “เดินหน้าพูดคุย” อย่าเก็บความขัดแย้งเอาไว้ หาโอกาสนัดหมายคู่กรณีเพื่อเจรจากันให้เร็วที่สุดยิ่งดี แต่หากถูกปฏิเสธให้ใจเย็น พยายามแสดงให้เขาเห็นประโยชน์จากการเจรจา และเห็นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากไม่คุยกัน การพบกันไม่ใช่การต่อสู้ ดังนั้น จะไม่มีใครแพ้ใครชนะ

 

ถ้านัดหมายสำเร็จแล้ว ให้ขยับไปอีกสเต็ปนึง “เตรียมการให้พร้อม” ไม่ว่าจะเป็นสถานที่หรือช่วงเวลาที่จะใช้คุยกัน อาจดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไม่เตรียมไม่ได้ คงไม่อยากให้ใครมาขัดจังหวะ

ขณะคุยกันอย่างออกรส หรือคงเสียฤกษ์หากมีคนมาขอใช้ห้องประชุมที่เขาจองไว้ก่อนแล้ว

 

สเต็ปที่สำคัญต่อ มาคือ “เปิดฉากสนทนา” โดยตกลงกันว่าจะไม่มีใครล้มเลิกกลางทาง หากยังไม่ได้ทางออกร่วมกัน ไม่ยัดเยียดทางออกที่ตัวเองได้ประโยชน์ฝ่ายเดียว จงจำไว้ว่า การเจรจาในครั้งนี้คือ กระบวนการที่เราต้องการบางอย่างจากเขา ในขณะที่เราก็ต้องให้เขาด้วย โดยสัมพันธภาพระหว่างกันยังคงดำเนินต่อไปได้ด้วยดี

 

และในบทบาทของผู้ไกล่เกลี่ย นอกจากต้องจะต้องประคองเนื้อหาให้อยู่ในประเด็น และอดทนต่อสถานการณ์เพื่อรอเวลาแห่งความสำเร็จแล้ว ยังต้องสังเกตสัญญาณจากคู่สนทนาว่ามีช่วงใดที่สื่อไปในเชิงบวกบ้าง เขาอาจพูดด้วยความโกรธแต่แฝงไปด้วยท่าทีที่ยอมรับบางอย่างในตัวเรา เช่น “คุณไม่เคยสนใจใครอยู่แล้ว ห่วงแต่งานตัวเอง ทั้ง ๆ ที่คุณมีความรู้เรื่องโปรแกรมนี้ดีที่สุดในบริษัท ซึ่งผมเองเคยคิดจะขอปรึกษาคุณเหมือนกัน”

 

สิ่งที่ต้องทำหากเห็นสัญญาณแบบนี้คือ ขอให้เขาขยายความว่าสิ่งที่ต้องการให้ช่วยเหลือคืออะไร เพื่อจะได้หาโอกาสส่งสัญญาณบวกกลับไป หากกระบวนการสนทนาผ่านไปได้ด้วยดี ต่างคนต่างมีทัศนคติที่เปลี่ยนไป ทางออกร่วมกันก็จะชัดขึ้น

 

สิ่งสุดท้ายที่ควรต้องทำคือ “ทำข้อตกลงร่วมกัน”โดยทั้งคู่ต้องรู้สึกว่าตัวเองได้ประโยชน์ อาจมีการประนีประนอมกันบ้าง แต่ไม่มีใครแพ้และไม่มีใครชนะแต่เพียงผู้เดียว จากนั้นก็รักษาคำมั่นสัญญาและปฏิบัติตามที่ตกลงกัน

 

เห็นแล้วใช่ไหมครับว่าความขัดแย้งบางเรื่อง“หากคุณมีภาวะผู้นำ…คุณเองก็หยุดมันได้” ว่าแต่เจ้าแฟรงกี้กับลีวายส์ของผม มันยังไม่มีภาวะผู้นำเพียงพอ ผมเลยต้องกระโดดเข้าไปห้ามทัพเสียเอง

 

 

จักรพันธ์ จันทรัศมี

Consulting Partner

สลิงชอท กรุ๊ป

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 3 ธ.ค. 2557