เพาะพันธุ์ผู้นำ ตอนที่ 12
ต้องอึด ต้องฮึด ถึงจะชนะ

 

แสงแดดยามเช้ายังคงแรงจัดอยู่ ในขณะที่สายลมพัดต่อเนื่องไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงง่าย ๆ แต่ผมเองสามารถกลับมาควบคุมอารมณ์ให้สงบลงได้แล้วพักใหญ่ ๆ ส่วนบิ๊กอายส์ก็เริ่มผ่อนคลายหลังจากผมยอมตามใจ ไม่บังคับขู่เข็ญให้มันยืนนิ่ง ๆ

หางที่มุดเกร็งอยู่ใต้ท้องเริ่มคลายตัว ค่อย ๆ โผล่ออกมา แล้วตั้งขึ้นกระดิกไปทางซ้ายทีขวาที จากนั้นบิ๊กอายส์ขยับตัวเข้ามาใกล้ผมอย่างช้า ๆ ผมอาศัยจังหวะนี้ส่งสัญญาณให้มันรู้ว่าวันนี้ผมมาดี โดยใช้มือเกาใต้คอและใต้ท้องสลับไปมาเป็นระยะ ตอนนี้บิ๊กอายส์คงนึกถึงบรรยากาศเดียวกันกับที่มันเคยถูกน้องแป้งอุ้มขึ้นมาเล่นบนโต๊ะตัวนี้แล้วสองสามครั้ง

 

“เก่งมากบิ๊กอายส์” ผมส่งเสียงชื่นชม ในขณะที่มันลุกขึ้นยืนบนโต๊ะด้วยตัวเอง และดูเหมือนจะมั่นใจมากขึ้น คราวนี้เดินไปรอบ ๆ โดยไม่กลัวว่าจะตกโต๊ะ ทั้ง ๆ ที่โต๊ะตัวนี้เป็นโต๊ะที่ใช้สำหรับตัดแต่งขนสุนัข ผมเรียกมันว่า โต๊ะกรูมมิ่ง ซึ่งมีความกว้างแค่ 2 คืบกว่า ๆ ส่วนความยาวก็แค่ 4 คืบเท่านั้น

 

“คงได้เวลาแล้ว” ผมพูดกับตัวเองพร้อมกับใช้สองมือยกลำตัวบิ๊กอายส์มาวางตรงกลางโต๊ะ จากนั้นก็เริ่มต้นการประเมินลูกสุนัขใหม่อีกรอบ ผมต้องจัดขาหน้าและขาหลังของบิ๊กอายส์ให้วางอยู่ในตำแหน่งที่สมดุลย์ ไม่ให้น้ำหนักตัวเทไปทางด้านใดด้านหนึ่ง ไม่งั้นผมจะพิจารณาสัดส่วนและตำแหน่งของอวัยวะต่าง ๆ ได้ยาก ถึงแม้บิ๊กอายส์จะทรงตัวได้อย่างมั่นคงแล้ว แต่ก็แค่ชั่วครู่ บางครั้งก็ถอยร่นจนขาหลังเกือบเลยขอบโต๊ะ บางครั้งก็ก้มหัวลงจนเกือบจะคะมำตกโต๊ะ

 

ท่าทีของบิ๊กอายส์บังคับให้ผมต้องออกแรงเพื่อล็อคตัว หัว และขาให้อยู่นิ่ง ๆ แต่ไม่ได้ผล ยิ่งใช้แรงมากเท่าไร ยิ่งทำให้สถานการณ์เริ่มอึมครึมมากขึ้นเท่านั้น ตอนนี้ผมคิดอะไรไม่ออก สายลมเอือย ๆ ที่เคยลดความแรงของแดดยามเช้า ไม่สามารถลดความแรงในใจผมได้ “จะเอาไงกันแน่ เจ้าบิ๊กอายส์” ผมดุออกมาโดยอัตโนมัติพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เอาอีกแล้ว! ความโกรธผุดขึ้นมาอีกระลอกหนึ่ง” ผมเตือนตัวเองเพราะรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในใจ ผมพยายามนำความรู้สึกของตัวเองมาก่อเป็นพลังที่สร้างสรรค์ นึกเสียว่าสุนัขที่ดื้อคือ สุนัขที่ฉลาด ดังนั้น ผมควรสนุกกับความท้าทายที่กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้

 

ผมอาจเข้าใจผิดที่คิดว่า ช่วงอายุที่เหมะสม อากาศที่ปลอดโปร่ง และเวลาที่ผมมีอย่างเหลือเฟือ ก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับคำว่า “พร้อม” ในการประเมินสุนัข แต่ตอนนี้ผมตระหนักดีว่า E.Q. หรือการจัดการกับอารมณ์ของตัวเองก็สำคัญไม่แพ้กัน

“แต่เอ๊ะ! นี่มันเกือบชั่วโมงแล้วนะ ผมยังจับบิ๊กอายส์ให้ยืนนิ่ง ๆ ไม่ได้เลย” ผมรำพึงกับตัวเองและเริ่มออกอาการเบื่อ ไม่นะ! ผมไม่ได้โกรธเจ้าบิ๊กอายส์ แค่รู้สึกเซ็งนิดหน่อย แม้ว่าจริง ๆ แล้วอยากจะฟาด เจ้าบิ๊กอายส์แรง ๆ สักเปรี้ยง แต่ผมยังตั้งสติได้ และหากบิ๊กอายส์เจ็บตัว สถานการณ์อาจจะเลวร้ายลงไปอีก สุดท้ายผมอาจเอือมระอาที่บิ๊กอายส์ไม่ให้ความร่วมมือแล้วก็ยุติกิจกรรมที่ตั้งใจไว้

 

หากผมหมดความอดทน เริ่มท้อ และรู้สึกพ่ายแพ้ แปลว่า “ผมอึดไม่พอ” คงไปโทษเจ้าบิ๊กอายส์ไม่ได้ผมเองต่างหากที่เป็นต้นเหตุ เพราะถอดใจง่ายเกินไป  เหมือนกับแนวคิดของ Dr. Paul G. Stoltz ที่เชื่อว่า คนเราจะประสบความสำเร็จได้จะต้องมี A.Q.(Adversity Quotient) คือความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรค โอ๊ะโอ! แค่ E.Q. ไม่พอเหรอ เขาเปรียบเทียบชีวิตคนเราเหมือนการปีนเขา

หากเจอภูเขาตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า เราจะเป็นนักปีนเขาประเภทไหน ระหว่างประเภทแรกที่แค่เห็นภูเขาก็ร้องจ้าก ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้เริ่มปีน ว่าแล้วก็หยุดพักอยู่ตีนเขานั่นแหละ หรือจะเป็นประเภทที่สอง พยายามไต่ขึ้นไปจนถึงระดับหนึ่ง พอเหงื่อตก เริ่มเจอความลำบากก็ลังเลที่จะไปต่อ สุดท้ายจึงหยุดแล้วหาที่เหมาะ ๆ ตั้งแค้มป์กันแถวนั้น หรือจะเป็นประเภทที่สาม ตั้งเป้าว่าจะต้องไปให้ถึงยอดเขา มีความอดทนและมุ่งมั่นที่จะเอาชนะอุปสรรคระหว่างทางเพื่อปักธงบนจุดที่สูงที่สุด

 

ถ้าเรายกธงขาวตั้งแต่ไก่โห่ ก็จะกลายเป็นคนที่ยอมแพ้เร็วเกินไป (Quitter) ถ้าเราเจอปัญหาบ้าง แต่ไม่สู้ กลับพอใจแค่นั้น ก็จะเป็นคนที่รักสบายเกินไป(Camper) แต่ถ้าเราไม่วอกแวก แม้เจองานหินแค่ไหนก็จะไปให้ถึง ก็จะเป็นนักปีนเขาตัวจริง (Climber)

คราวนี้ลองมาตรวจสอบกันสักนิดว่า คนที่มี A.Q.สูงหรือคนที่มีความสามารถในการจัดการกับวิกฤตที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ควรมีคุณสมบัติอย่างไร

 

  1. ต้องสามารถควบคุมสถานการณ์ได้(Control) เมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรคที่เกิดขึ้น ไม่สติแตกเสียก่อน เป็นผู้ที่มีความหนักแน่น พยายามหาทางออกให้กับปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ
  2. ต้องนำตัวเองเข้าไปแก้สถานการณ์(Ownership) เพื่อค้นหาสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่โยนปัญหาไปให้ใครคนอื่น กล้าที่จะกำหนดบทบาทตนเองให้เป็นเจ้าของปัญหา
  3. ต้องเชื่อว่าสถานการณ์ที่เผชิญอยู่มีทางออก(Reach) ไม่หวั่นไหว หรือจมอยู่กับความทุกข์ ตอบสนองต่อปัญหาด้วยความฉลาด มองเห็นหนทางในการจัดการกับอุปสรรคที่เกิดขึ้น
  4. ต้องมีความสามารถในการรับมือต่อความยืดเยื้อของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น (Endurance)ด้วยความอดทน เรียกว่าหัวใจต้องหนาและแกร่ง พร้อมลุยไปข้างหน้าไม่มีถอยหลังเด็ดขาด

เอาล่ะ! ยังโชคดีที่ผมเรียกสติตัวเองกลับมาได้ ยังไม่เผลอเขกกระโหลกบิ๊กอายส์ แล้วหันหลังกลับเข้าไปดูทีวีรายการโปรดในบ้าน ข้อคิดของ Dr. Paul G.Stoltz สะกิดผมว่า “ต้องอึดและต้องฮึด” เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ได้มีแค่ E.Q. แต่ก็มี A.Q. กับเขาด้วย ถึงตรงนี้ผมยังไม่ถอดใจ ยังไม่ตั้งแค้มป์ตรงนี้ แต่ขอคิดนิดนึงว่าจะจัดการกับสถานการณ์นี้ต่อไปอย่างไร

 

 

จักรพันธ์ จันทรัศมี

Consulting Partner

บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 8 ธ.ค.57