เพาะพันธุ์ผู้นำ ตอนที่ 11 : ตามอารมณ์ให้ทัน…ไม่งั้นจบเห่


แม้วันนี้แดดยามเช้าจะแรงกว่าปกติ แต่สายลมเอื่อย ๆ พัดเอาความเย็นจากสระน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหน้าหมู่บ้านเข้ามาถึงสนามหญ้าข้างบ้านเป็นระลอก ทำให้การประเมินลูกสุนัขในวันนี้มีความพร้อมอย่างเต็มที่ ทั้งช่วงอายุที่เหมาะสมของลูกสุนัข ทั้งบรรยากาศที่ปลอดโปร่งโล่งสบาย และเวลาที่ผมมีให้อย่างเหลือเฟือเพื่องานนี้

   

หลังจากเฝ้าสังเกตลูก ๆ ของมอลลี่ตั้งแต่แรกเกิดมาจนถึงวันนี้ วันที่ลูกต้องแยกกรงนอนจากแม่เสียที ผมไม่ได้สนใจเพียงแค่พัฒนาการตามวัยของสุนัข หรือไม่ใช่แค่ขอให้มีอวัยวะครบถ้วนเท่านั้น แต่ผมติดตามด้วยความระทึกและแอบลุ้นทุกวินาทีให้ลูกสุนัขทุกตัวมีโครงสร้างและอวัยวะทุกส่วนของร่างกายถูกต้องตามมาตรฐานการประกวดด้วย  ใช่ครับ! “มาตรฐานการประกวด” ผมเพาะพันธุ์ลูก ๆ ของมอลลี่ขึ้นมาด้วยเหตุผลนี้ และในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้าก็จะได้รู้ว่า บิ๊กอายส์, ไวน์แดง, แฟรงกี้, ลีวายส์ และสกายคิก ใครจะได้ไปต่อ

 

อายุประมาณ 8 สัปดาห์เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการประเมินสุนัขในเบื้องต้นว่า ลูกสุนัขตัวใดมีคุณสมบัติถูกต้องตามมาตรฐานสายพันธุ์ที่สมาคมสุนัขโลก (Fédération CynologiqueInternationale) กำหนดไว้หรือไม่ สิ่งที่ต้องพิจารณามี 3 ส่วนหลัก ๆ คือ โครงสร้างร่างกายตามลักษณะสายพันธุ์ ตั้งแต่หัวจรดหาง (Breed Structure) อุปนิสัยและอารมณ์ (Temperament) ส่วนสุดท้ายคือการเคลื่อนไหว (Movement)

 

เอาล่ะ! ได้ฤกษ์แล้ว ผมอุ้มบิ๊กอายส์ขึ้นมายืนบนโต๊ะเพื่อจะได้พิจารณาอย่างใกล้ชิดว่าลูกสุนัขตัวนี้มีโครงสร้างและอวัยวะต่าง ๆ สมบูรณ์และถูกต้องตามมาตรฐานสายพันธุ์หรือไม่ ผมเริ่มจากการจัดวางขาหน้าและขาหลังให้ยืนอย่างมั่นคงเสียก่อน แต่บิ๊กอายส์ไม่ค่อยให้ความร่วมมือ ผมจึงต้องออกแรงเพิ่มขึ้น

 

บิ๊กอายส์เกร็งตัวเพื่อฝืนแรงผม และตั้งหน้าตั้งตาหมอบลงกับพื้นโต๊ะท่าเดียว ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ ผมพยายามสร้างความคุ้นเคยให้บิ๊กอายส์และบรรดาพี่น้องตัวอื่น ๆ ด้วยการให้น้องแป้งอุ้มขึ้นมาเล่นบนโต๊ะตัวนี้แล้วสองสามครั้ง

เวลาผ่านไปเกือบสิบนาทีแล้ว ผมยังทำให้บิ๊กอายส์ลุกขึ้นยืนนิ่ง ๆ ไม่ได้เลย “เฮ้อ…ทำไมดื้ออย่างนี้นะเจ้าบิ๊กอายส์ กลัวความสูงรึไง” ผมต่อว่าด้วยความหงุดหงิด

“บ่นอะไรงึมงำอยู่ล่ะคุณ” เสียงภรรยาผมดังมาจากด้านหลัง พอหันกลับไปเห็นเธอกำลังยื่นแก้วน้ำมาให้“ดื่มน้ำก่อน” เมื่อเธอพูดจบ ก็เอี้ยวตัวไปลูบหัวเจ้าบิ๊กอายส์ แล้วหันกลับมาพูดกับผมอีกครั้งว่า “วันนี้คุณดูเอาจริงเอาจังเหลือเกินนะ” แล้วก็หันกลับไปคว้าเจ้าบิ๊กอายส์มากอดไว้ พร้อมกับก้มหน้าพูดกับบิ๊กอายส์เบา ๆ ว่า “กลัวความสูงหรือกลัวอารมณ์คนกันแน่” เธอตั้งใจจะพูดกับผมต่างหาก

“จริงซินะ! คงเป็นเพราะผมนี่เองที่เป็นต้นเหตุให้บิ๊กอายส์ดูเกร็งและวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด” ผมพูดกับภรรยาพร้อมกับส่งแก้วน้ำคืนไป

เห็นจะจริงอย่างที่ Daniel Goleman นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดเจ้าของงานเขียน "Emotional Intelligence" บอกไว้ว่า ความฉลาดทางอารมณ์มีความสำคัญเป็นสองเท่าของความฉลาดทางสติปัญญารวมกับทักษะทางเทคนิคที่จะช่วยให้การทำงานประสบความสำเร็จ

 

แม้ว่าผมจะมีความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานสายพันธุ์บีเกิ้ล จนสามารถสอบผ่านและได้รับการรับรองให้เป็นกรรมการตัดสินจากสมาคมพัฒนาสุนัขแห่งประเทศไทย แถมยังรู้เทคนิคในการประเมินสุนัขเพื่อการประกวดเป็นอย่างดี แต่ก็ไม่ได้รับประกันว่า ผมจะจัดการสถานการณ์ของบิ๊กอายส์ได้อย่างราบรื่น

ตราบใดที่ผมยังไม่สามารถจัดการกับอารมณ์ของตัวเองให้อยู่หมัดได้ ผมก็จะไม่มีวันเอาชนะเจ้าบิ๊กอายส์ได้เช่นกัน

 

ความฉลาดทางอารมณ์หรือ E.Q. (Emotional Quotient) คือ ความสามารถในการตระหนักรู้ถึงความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น  เป็นความฉลาดที่เกิดจากการประสานงานระหว่างอารมณ์กับเหตุผล เป็นการทำงานของจิตใจกับสมองซึ่งประกอบด้วยความสามารถในการควบคุมตนเอง มีใจจดจ่อมุ่งมั่น มีความเพียรพยายาม และสร้างแจงจูงใจให้ตนเองบริหารจัดการอารมณ์ต่าง ๆ ได้

 

สำหรับแนวทางในการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ ควรพิจารณาจากองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการดังต่อไปนี้

1. ตระหนักรู้ในตนเอง (Self-Awareness) เป็นความสามารถที่จะรับรู้และเข้าใจอารมณ์ของตนเองได้ตามสภาพความเป็นจริง มีสติและสามารถประเมินตนเอง รู้จุดเด่นและจุดด้อยของตนเอง

2. บริหารจัดการกับอารมณ์ตนเอง (ManagingEmotion) เป็นความสามารถที่จะจัดการกับอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม แม้จะมีความวิตกกังวล ตื่นเต้น กลัว หรือโกรธ ก็สามารถควบคุมและปรับตัวได้รวมถึงสามารถจัดการกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี

3. จูงใจตนเอง (Motivating Oneself) เป็นความสามารถที่จะนำอารมณ์และความรู้สึกของตนเองมาสร้างเป็นพลังในการกระทำสิ่งต่าง ๆ อย่างสร้างสรรค์ มองโลกในแง่ดีได้ ทั้ง ๆ ที่ยืนอยู่ท่ามกลางอุปสรรค

4. รู้จักสังเกตความรู้สึกของผู้อื่น (Empathy) เป็นความสามารถในการเข้าถึงจิตใจผู้อื่น มีความเห็นอกเห็นใจ เอาใจเขามาใส่ใจเรา ตระหนักรู้ถึงสิ่งที่คนอื่นกำลังรู้สึก โดยไม่จำเป็นต้องมาบอกให้เราทราบ

5. สร้างสัมพันธ์กับผู้อื่น (HandlingRelationships) เป็นความสามารถในการมองเห็นคุณค่าของผู้อื่น มีน้ำใจ ให้เกียรติผู้อื่นด้วยความจริงใจ แสดงความชื่นชมและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

 

รู้อย่างนี้แล้ว ผมคงต้องเปลี่ยนแผน ขืนบุ่มบ่ามไม่แคร์ความรู้สึกบิ๊กอายส์และตามไม่ทันอารมณ์ตัวเองวันนี้คงจบเห่

  “งั้นมาเล่นกันก่อนดีกว่า” ผมพูดกับบิ๊กอายส์เบา ๆ หยุดความพยายามที่จะยกตัวบิ๊กอายส์ให้ยืนขึ้น และยอมให้มันหมอบอยู่กับพื้นโต๊ะ ในขณะเดียวกันก็ลากเก้าอี้มานั่งข้าง ๆ พร้อมกับลูบหัวลูบหางเบา ๆ เชื่อว่าอีกสักพักทั้งผมและบิ๊กอายส์คงจะไปต่อได้

 

 





 

 จักรพันธ์ จันทรัศมี

Consulting Partner

บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด
 

กรุงเทพธุรกิจ 10 ก.ย.57