เพาะพันธุ์ผู้นำ ตอนที่ 10 : ฟังด้วยหูอย่างเดียวไม่พอ


“หยุดเดี๋ยวนี้นะ! บิ๊กอายส์, ไวน์แดง, แฟรงกี้” เสียงตวาดของน้องแป้งลูกสาวคนกลางดังลั่นผสมปนเปไปกับเสียงทะเลาะกันของลูกมอลลี่ทั้ง 5 ตัว ทำเอาบรรยากาศสบายๆ ยามเช้าดูร้อนขึ้นเหมือนใกล้เที่ยง“บิ๊กอายส์” ไล่งับหู “ลีวายส์” ส่วน“ไวน์แดง”กับ“แฟรงกี้” รุมกินโต๊ะตะปบหางของเจ้าตัวเล็กที่มีชื่อน่าเกรงขามว่า “สกายคิก” โดยฝ่ายรุกมีเป้าหมายคือ หูและหางของฝ่ายตรงข้าม ส่วนฝ่ายรับมีหน้าที่วิ่งหนีไปรอบๆ เพื่อไม่ให้หางและหูของตัวเองโดยงับ

แม้ว่าในช่วงแรกลีวายส์และสกายคิกจะดูเพลี่ยงพล้ำ แต่สักพักก็เริ่มตั้งหลักได้ มันคงคิดว่าขืนหนีอย่างเดียว คงเสียหูกับหางแน่ๆ จึงไม่มีทางเลือกใดดีไปกว่าการเอาคืนบ้าง คราวนี้ตั้งวงทำสงครามย่อยๆ กันแบบหมู เฮ้ย! หมาไม่กลัวน้ำร้อน ทำเอาบิ๊กอายส์ ไวน์แดงและแฟรงกี้ต้องกลับมาตั้งการ์ด จะผลีผลามไม่ได้ ไม่งั้นอาจเป็นฝ่ายเสียหูกับหางเสียเอง

 

สถานการณ์ในขณะนี้ไม่ได้มีเพียงน้องแป้งเท่านั้นที่เฝ้ามองและคอยเป็นกรรมการห้ามทัพอยู่ แต่ยังคงมีมอลลี่ยืนคุมเชิงอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย

 

แม้ว่าลูกมอลลี่จะเริ่มหย่านมแล้ว แต่ผมยังไม่แยกลูกออกจากแม่ รวมถึงไม่แยกพี่น้องทุกตัวออกจากกันในช่วงเวลาที่สำคัญเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะซาดิสต์ชอบดูหมากัดกัน แต่ผมอยากให้พวกมันได้เรียนรู้อะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่างจากมอลลี่และพี่น้องครอกเดียวกันอีกสักระยะ

 

ในช่วงอายุ 8สัปดาห์ ถือเป็นนาทีทองแห่งการเรียนรู้ทางสังคม หากผมแยกลูกสุนัขออกจากกันจะถือเป็นความผิดมหันต์ เพราะเท่ากับเป็นการปิดกั้นโอกาสเรียนรู้เรื่องการสื่อสารระหว่างลูกสุนัขแต่ละตัวกับสุนัขตัวอื่น มอลลี่สอนให้ลูกๆ รู้ว่าการขู่ การคำราม การกัด คือ สัญญาณอันตราย หากวันนึงเจอสุนัขตัวอื่นที่มีท่าทีแบบนี้ จะได้ระมัดระวังตัว ไม่ทะเล่อทะล่าเข้าไปใกล้ ในขณะเดียวกัน ฝ่ายรุกซึ่งคิดว่าได้เปรียบก็จะได้เรียนรู้ความหมายของคำว่า “หมาจนตรอก” ได้อย่างลึกซึ้ง

 

แต่ดูเหมือนสถานการณ์จะรุนแรงขึ้น เพราะต่างฝ่ายต่างไม่กลัวกัน “เอ๋งๆๆๆ” ไวน์แดงร้องลั่นเพราะฟันแหลมๆ ของสกายคิกจมเข้าไปที่ขอบใบหู ถึงกับเลือดตกยางออกกันเลยคราวนี้ น้องแป้งตะโกนดังลั่น “พ่อๆมาช่วยแป้งจับไวน์แดงแยกหน่อย”

“วันนี้พ่อต้องไปซื้อกรงมา แล้วแยกลูกมอลลี่ทุกตัวเลยนะ!” น้องแป้งพูดกับผมด้วยน้ำเสียงเอาจริงเอาจัง เหมือนกำลังจะบอกว่าเธอไม่อยากจะดูหนังสงครามแบบเมื่อกี้นี้อีก

“แยกมันเอาไว้แป๊บนึง เดี๋ยวเอากลับไปอยู่ด้วยกันใหม่แล้วกัน! พ่ออยากให้มันเรียนรู้วิธีการสื่อสารในแบบของพวกมัน”  ผมพยายามให้เหตุผล

“ไม่เอา! แยกกันไปเลย พ่อไม่กลัวมันตายกันหมดเหรอ” เธอปฏิเสธทันทีโดยไม่ฟังเหตุผล

 

ผมรอให้เธอสงบจิตสงบใจพักใหญ่ๆ และพยายามอธิบายอีกครั้ง ผมต้องการให้ลูกมอลลี่เรียนรู้วิธีการสื่อสารก่อนจะแยกกันอย่างถาวร แต่ตอนนี้ปัญหาของผมคือ การสื่อสารระหว่างตัวเองกับน้องแป้ง เธอไม่ฟัง เอ่อ! จริงๆ เธอฟังนะ แต่พอผมพูด เธอจะมีเหตุผลของเธอสวนออกมาทันที เช่น “ก็แป้งไม่ชอบให้มันทะเลาะกันนี่นา” หรือ “แป้งกลัวบิ๊กอายส์ของแป้งจะหูแหว่ง” เป็นต้น อุปสรรคของการสื่อสารในครั้งนี้น่าจะอยู่ที่การฟังโดยเอาตัวเองเป็นตัวตั้ง

 

เข้าทำนองเดียวกันกับที่ Whitworth, Kimsey-House และ Sandahl เขียนไว้ในหนังสือชื่อ Co-Active Coaching ว่าการฟังมี 3 ระดับ ถ้าฟังโดยเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง คือ การฟังในระดับที่ 1 เรียกว่าInternal Listening ข้อมูลที่ได้จากการฟังมักจะถูกเชื่อมโยงเข้ากับความคิดหรือประสบการณ์ของตัวเอง และนึกถึงความต้องการของตัวเองเป็นหลัก พูดง่ายๆ คือ “ฟังว่าเขาพูดอะไร แต่ไม่ได้สนใจว่าเขาต้องการอะไร”

 

การฟังในระดับที่ 2 คือ การฟังโดยมีสมาธิจดจ่ออยู่กับคู่สนทนา เรียกว่า Focused Listening  ถึงแม้จะมีสิ่งรบกวนอยู่รอบข้าง  ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการฟังแต่อย่างใด  จะไม่ด่วนสรุปหรือตัดสินสิ่งที่ได้ยินโดยเอาตัวเองเป็นมาตรฐาน แต่จะทำความเข้าใจว่าทำไมเขาถึงพูดเช่นนั้น เข้าทำนอง “ไม่ใช่แค่ฟังว่าเขาพูดอะไร แต่รับรู้ด้วยว่าเขารู้สึกอย่างไร”

การฟังในระดับที่ 3 คือ การฟังแบบ 360 องศา ฟังทั้งคำพูด จังหวะ น้ำสียง ท่าทาง และอารมณ์ เรียกว่า Global Listening  ผู้ฟังต้องใช้อวัยวะในการฟังมากกว่าหู คือ ตาต้องสังเกต เพื่อให้ได้ยินในสิ่งที่เขาไม่ได้พูด การแสดงออกด้วยสีหน้า ท่าทาง หรือน้ำเสียง บางครั้งอาจบอกให้รู้ว่าเขาคิดและอยากจะพูดอะไร

 

การฟังในระดับ 2 และ 3 ถือว่าเป็นการฟังที่มีประโยชน์ทั้งต่อการสื่อสารในโอกาสต่างๆ เช่น การคุยกับทีมงาน คุยกับลูกค้า หรือแม้กระทั่งคุยกับคนในครอบครับ เพราะจะช่วยป้องกันไม่ให้ตีความผิด ไม่ด่วนสรุป ไม่เกิดความขัดแย้ง และไม่เอาตัวเองเป็นมาตรฐานตัดสินสิ่งที่ได้ยิน อีกทั้งยังช่วยให้เราสามารถเข้าใจความรู้สึกและภาวะอารมณ์ของคู่สนทนาได้อย่างลึกซึ้งอีกด้วย

 

ดังนั้น การฟังที่ดีอย่าเอาตัวเองเป็นหลักและฟังด้วยหูอย่างเดียวไม่พอ  จงฟังด้วยตาและฟังด้วยใจ เอ! ว่าแต่…ผมชักไม่แน่ใจซะแล้วว่า เมื่อกี้นี้ผมฟังน้องแป้งแบบไหน ระดับ 1, 2 หรือ 3 กันแน่!

 

 





 

 จักรพันธ์ จันทรัศมี 

Consulting Partner 

บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด 

Email: contact@riverorchid.com


ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 27 ส.ค.57