เปิดใจให้ Feedback (1)


เมื่อวันก่อนเหล่าเทรนเน่อร์มีโอกาสได้นั่งคุยอัพเดตกัน มีอาจารย์ระดับเทพๆให้เกียรติร่วมอยู่ด้วยหลายท่าน หนึ่งในนั้นคือ ไอดอลของผม อ.อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา หรือพี่ป๊อปของพวกเรา
 
 
กำลังคุยกันเรื่อง ‘ประสบการณ์เลวร้ายที่สุด’ ของชีวิตคนยืนหน้าห้องเรียน ผมได้โอกาสถามสิ่งที่สงสัยมานาน
 
 
“พี่ป๊อปครับ... ทำไมเวลาบางครั้งพี่ได้รับฟีดแบ็คที่แย่ๆจากคนเรียนบางคน ดูพี่ไม่ค่อยเดือดร้อน สามารถหัวเราะฮ่าๆ แล้วปล่อยมันผ่านไปได้ ในขณะที่วิทยากรหลายคน (รวมถึงผมด้วย) รู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อนนอนไม่หลับไปหลายคืน มีเทคนิคอย่างไรแชร์กับน้องๆบ้าง?”
 
 
แกหัวเราะฮ่าๆ (เห็นไหมครับ) แล้วถามว่า “คุณธัญสอนมากี่ปีแล้ว?”
 
 
ผมบอกว่าถ้าเฉพาะกับ Slingshot ก็จะห้าปีแล้ว กูรูยิ้มต่อก่อนบอกเคล็ดลับว่า “เดี๋ยวก็ชินไปเอง” แล้วจึงขยายว่า เมื่อก่อนแกก็เคยรู้สึกแบบนี้ ได้ฟีดแบ็คลบๆทีก็จะซึมไป แต่พอทำไปนานๆก็เริ่มนิ่ง ไม่ค่อยคิดมากเท่าไหร่
 
 
หลังตั้งคำถามกับแกผมกลับมานั่งคิดต่อว่ามันอาจไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะจากข้อสังเกตของตัวเองแต่ละคนมีปฏิกริยาตอบสนองต่อฟีดแบ็คไม่เท่ากัน จริงอยู่ประสบการณ์อาจสอนให้เรานิ่งขึ้น หากผมก็ยังรู้สึกว่าแต่ละคนมีความ ‘นิ่ง’ ที่ติดมากับตัวไม่เท่ากัน ความเข้าใจตรงนี้อาจให้ข้อคิดใหม่ๆกับผู้นำสมองได้ จึงไปทำการบ้านต่อ
 
 
สมองแห่ง Feedback
 
 
หนังสือเรื่อง Thanks For Your Feedback โดย Douglas Stone และ Sheila Heen กล่าวไว้ว่า ใน Prefrontal Cortex หรือสมองส่วนหน้าที่ผมมักพูดถึง มีซีกปลีกย่อยที่คอยดูแลเรื่องการรับ  Feedback ซ่อนอยู่ ผมขออนุญาตเรียบเรียงมาเล่าสู่คุณผู้อ่านสักนิด พร้อมเสนอทางรับมือที่เป็นมิตรกับสมอง หลักการทั้งหมดมีด้วยกันสี่ส่วนคือ Baseline, Swing, Recover, และ Sustain
 
 
Baseline จุดเริ่มต้นของเราต่างกัน
 
Dr. Jerome Kagan แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวถึงเด็กคนหนึ่งที่งานวิจัยตั้งชื่อว่า Baby 19 ซึ่งมีพฤติกรรมตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมใกล้ตัวต่างจากเด็กทั่วไป เป็นเด็กช่างตื่นเต้นหรือ High Reactive เหมือนลูกชายผมน้องธีร์ ที่ตั้งแต่ยังไม่ขวบมีพฤติกรรมไม่ชอบคนแปลกหน้า กลัวการเปลี่ยนแปลง ประหม่า กระสับกระส่าย และมักตระหนกต่อสิ่งใหม่ๆ ส่วนยัยพี่สาวน้องพินที่เกิดจากพ่อแม่เดียวกันเห็นใครไม่รู้จักกลับวิ่งเข้าใส่ แสดงว่าแต่ละคนมีสิ่งที่ ‘ติดมาในสมอง’ แตกต่างกัน และแน่นอนความพร้อมต่อการรับฟีดแบ็คย่อมต่างกัน
 
 
หากคุณผู้อ่านคิดว่าตนเองหรือสมาชิกในทีมมีลักษณะคล้าย Baby 19 Dr. Kagan บอกว่าสถานการณ์รอบตัวที่เปลี่ยนไปมีผลต่อระดับความตื่นเต้น งั้นลองฝึกสังเกตดูว่าสิ่งแวดล้อมใดดูจะทำให้เจ้าตัวรู้สึก ‘พร้อม’ ต่อการรับฟีดแบ็คที่สุด เช่น สำหรับคุณ ก. ต้องอยู่เป็นส่วนตัวเท่านั้นไม่มีบุคคลอื่น คุณ ข. นิยมการคุยผ่านโทรศัพท์จะได้ไม่เห็นหน้าเพื่อลดข้อมูลทางอารมณ์ คุณ ค. ตอนเช้าๆมักอารมณ์ดีมีสมองส่วนหน้าเยอะไว้คุมสติ หรือ คุณ ง. ชอบให้พูดเย็นๆก่อนเลิกงานจะได้กลับบ้านไปทบทวนเงียบๆ หาวิธีที่เหมาะกับสภาพสมองของเจ้าตัว อย่าใช้วิธีเดียวกับทุกๆคน
 
 
Swing การตีความฟีดแบ็คที่ได้รับ
 
เมื่อสมองของเราต่างกัน การตีความข้อมูลที่เข้ามาย่อมแตกต่างกัน ทำให้กระทบต่อความรู้สึกในระดับต่างกัน สมองซีกขวาของ Ventromedial Prefrontal Cortex หรือ VMPFC มีหน้าที่ดูแลการตีความของข้อมูลที่เข้ามา การได้รับฟีดแบ็คว่า “อธิบายไม่เคลียร์” VMPFC ของอาจารย์บางคนทำให้รู้สึกท้อแท้ว่าตัวเองล้มเหลว ในขณะที่สำหรับอีกคน เช่น อ.อภิวุฒิ VMPFC ของแกอาจตีความไปแค่ว่า “อ้าว...เมื่อไม่เคลียร์แล้วทำไมไม่ถาม?” (เป็นปัญหาของคุณไม่ใช่ปัญหาของผม ฮ่ะๆ)
 
 
วิธีรับมือคือ อย่าตกเป็นทาสของสิ่งที่ Douglas กับ Heen เรียก ‘Identity Trigger’ การที่หัวหน้าบอกว่าเรา “ไม่ค่อยกระตือรือร้น” มิได้แปลว่า เราเป็นคนเฉื่อยแฉะ ขี้เกียจหลังยาว ชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้เติบโตมีตำแหน่งหน้าที่กับเขาหรอก แค่เป็นเพียงการตั้งข้อสังเกตว่า ณ เวลาที่เขาเห็น เราได้แสดงพฤติกรรมบางอย่างที่สมองของเขาตีความว่ามันช้าเกินไปสำหรับสถานการณ์ตรงหน้า หากเขาเห็นเราในเวลาอื่นๆ หรือหากเราทำพฤติกรรมกระฉับกระเฉงกระตือรือร้นให้มากขึ้น การตีความของหัวหน้าก็คงเปลี่ยนไป หยุดคิดว่าฟีดแบ็คเป็นการตัดสิน ‘ตัวตน’ ของเรา
 
 
แหม... หน้ากระดาษหมดเสียแล้ว ขอยกขั้นตอนที่สามและสี่ไปสัปดาห์หน้านะครับ

 
ฝากโจทย์ไว้เป็นการบ้าน... คุณผู้อ่านจะปรับวิธีการฟีดแบ็คของคุณให้เหมาะกับ Baby 19 ใกล้ตัวอย่างไรบ้างครับ?

 

 





 

 ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์

Principal Partner 

บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด