เปลี่ยนสมองต้องปลูกฝัง

1 ใน 2 ของการแต่งงานล้มเหลว!
 
สถิติการแยกทางกันอยู่ที่ 50% และยิ่งแต่งหลายครั้งโอกาสเลิกยิ่งสูงขึ้น กูรูด้านชีวิตคู่ Drs. John and Julia Gottman (แปลว่าเป็นด็อกเตอร์ทั้งสามีภรรยา ผมก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่าเวลาดับเบิ้ลด็อกเตอร์ใช้ย่อยังงี้) ผู้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา บอกว่าทีมของเขาสามารถทำนายได้ว่าคู่ไหนต่อไปจะหย่าร้างกัน ด้วยความแม่นยำ 93.6%! (Buehlman 1992)
 
ฟังดูน่าทึ่งระคนน่ากลัว เขาทำได้อย่างไร? อ่านงานวิจัยแล้วผมสรุปเองง่ายๆคือ ดูจาก ‘พฤติกรรม’ ของคู่เวลาอยู่ด้วยกัน สองด็อกเตอร์สังเกตวิธีการรับมือกับสถานการณ์ของทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย จากนั้น นำมาเปรียบเทียบกับการศึกษาคู่ที่หย่าร้างไปเรียบร้อยแล้ว นิสัยที่บ่งชี้การเลิกรากันภายใน 5.6 ปีหลังแต่งมีตัวอย่างดังต่อไปนี้
 
·         มักตำหนิกันและกัน (Criticism) มักพูดถึงจุดด้อยของอีกฝ่าย เช่น “เธอชอบปล่อยมุกไม่รู้กาลเทศะเวลาอยู่ต่อหน้าเพื่อนชั้นอีกแล้วนะ มันน่ารำคาญที่สุดเลย”
·         ยกตนข่มท่าน (Contempt) มักพูดเสมือนว่าคนพูดเหนือกว่าและทำดีกว่า เช่น “ผมออกไปทำงานเหนื่อยแทบตายรู้ไหม คุณอยู่บ้านเฉยๆทั้งวันยังจะบ่นอีก” (ข้อนี้นำไปสู่การเลิกกันมากที่สุด)
·         แก้ตัวไม่ยอมรับผิด (Defensiveness) มักพูดว่าเป็นความผิดอีกฝ่าย หรือความผิดคนอื่นที่ไม่ใช่ของตน เช่น “ถ้าเธอใส่ใจดูแลชั้นให้มากกว่านี้ ชั้นก็คงไม่ต้องไปมีคนอื่นหรอก”
·         หยุดแคร์ความรู้สึกอีกฝ่าย (Stonewalling) มักไม่สนใจสิ่งที่คู่กำลังพูด เช่น“อยากพูดอะไรก็พูดไปเหอะ ผมไม่มีเวลาสนใจเรื่องหยุมหยิมอย่างนี้หรอก”
Drs. Gottman บอกว่าความรู้สึกเหล่านี้มีอยู่ในมนุษย์ทุกๆคน ความแตกต่างคือการเลือกที่จะแสดงออกด้วยวิธีใด หนึ่งในโปรแกรมการดูแลชีวิตแต่งงานของ Gottman Institute คือ การทำให้ทั้งคู่เข้าใจตั้งแต่ยังไม่แต่งงานว่าพฤติกรรมที่จะนำไปสู่การหย่าร้างมีอะไรบ้าง และที่สำคัญควรพัฒนาพฤติกรรมใดระหว่างกันและกันเพื่อนำไปสู่ชีวิตคู่ที่มีความสุข
 
“เราพบว่าหากรีบปลูกฝังนิสัยที่มีประโยชน์ต่อชีวิตคู่ให้กับทั้งสองฝ่ายแต่เนิ่นๆ ทุกคนสามารถมีชีวิตคู่ที่ดีขึ้นได้ และนั่นคือหัวใจของงานของเรา” นักวิจัยสองสามีภรรยากล่าว
 
ข้อคิดสำหรับผู้นำสมอง

1) ชีวิตคู่ที่ดีเป็นเรื่องของพฤติกรรม งั้นไม่ว่าคุณจะเป็นคู่แบบใดก็ตาม สามีกับภรรยา แม่กับลูก หัวหน้ากับลูกทีม หากจะทำอะไรลงไปลองใช้สมองส่วนหน้าพิจารณาก่อนว่าพฤติกรรมที่กำลังจะแสดงออกนั้นส่งผลบวกหรือลบต่อสิ่งที่คุณอยากให้เกิด ระวังเจ้าพฤติกรรมสี่ตัวข้างต้น ฝึกนำสมองให้เปลี่ยนมาพูดถึงจุดแข็งของกันและกัน ให้เกียรติคนใกล้ตัว กล่าวคำขอโทษ และใส่ใจความรู้สึกของอีกฝ่ายให้เป็นนิสัย แล้ว ‘ชีวิตคู่’ ของคุณจะดียิ่งขึ้นกว่านี้
 
2) เริ่มการปลูกฝังนิสัยให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ สำหรับองค์กรแปลว่าอย่ารอให้ ‘แต่งเข้า’ มาทำงานสักพักหนึ่งก่อน แต่ควรเริ่มปลูกฝังพฤติกรรมตั้งแต่เริ่มผูกข้อมือ ในหนังสือเรื่อง Hardwiring Excellence โดย Quint Studer พูดถึงโปรแกรม 30/90 สำหรับพนักงานที่เข้ามาใหม่ หลังหนึ่งเดือนแรก พนักงานที่เข้ามาใหม่จะมานำเสนอไอเดียที่ตนเห็นจากการทำงานมา 30 วัน และเมื่อครบสามเดือน พนักงานจะเข้ามารับฟังการปรับเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจากข้อเสนอของตน รวมถึงแชร์ข้อคิดใหม่ๆเพิ่มเติมอีก เป็นการบอกพวกเขาตั้งแต่วันแรกๆของชีวิตแต่ง(กับ)งานว่า พฤติกรรมที่เราต้องการที่นี่คือ การมุ่งพัฒนาประสบการณ์ในทุกๆวัน โดยทุกๆคนในองค์กร Every idea counts!
 
3) การไม่ปลูกฝังสิ่งที่ถูกมีค่าเท่ากับการปลูกฝังสิ่งที่ผิด การปล่อยให้องค์กรเติบโตไปตามครรลอง ‘โตเพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน’ เท่ากับการสร้างนิสัยที่ไม่เป็นประโยชน์ คุณเซ็ทซึโอะ อิอุจิ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่นวิจารณ์ว่า จุดอ่อนอันดับหนึ่งของคนไทยคือ “รู้จักหน้าที่ตนเองต่ำมาก โดยเฉพาะหน้าที่ต่อสังคม มือใครยาวสาวได้สาวเอา”  ฟังแล้วแสบถึงทรวง... เพราะมันจริง เพราะเราไม่ค่อยปลูกฝังสิ่งนี้
 
เมื่อเร็วๆนี้ ผมมีโอกาสได้ทำงานกับองค์กรหนึ่งที่พยายามสร้างสังคมไทยให้ตระหนักถึงหลักการ Early Life Nutrition (ELN) งานวิจัยระบุว่าช่วงเวลา -9 ถึง +60 เดือนของเด็กน้อยคือ เวลาสำคัญที่สุดต่อการพัฒนาการ ส่งผลกระทั่งต่อนิสัยระยะยาวเมื่อเป็นผู้ใหญ่ ดังนั้น เราควรให้ความใส่ใจและให้ความสำคัญต่อช่วงเวลานี้เป็นพิเศษ
 
เห็นด้วยอย่างมาก เพราะแค่บำรุงอย่างเดียวไม่พอ หากจะเปลี่ยนสมองต้องปลูกฝังครับ!
 
ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์
Principal Partner
สลิงชอท กรุ๊ป
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 16 พ.ย.57