เงิน...ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

หลังจาก 5 ปีที่ไม่ได้เจอเพื่อนนุ วันก่อนเพิ่งได้พบเพื่อนเก่าที่บินกลับจากอเมริกามาเยี่ยมพ่อแม่พี่น้องและทำธุระส่วนตัวบางอย่าง

ผมถามนุว่าจะอยู่นานแค่ไหนเผื่อได้เจอกันอีกสักครั้งก่อนกลับ เขาตอบว่า “สัปดาห์เดียว ต้องรีบกลับไปทำงานต่อ กำลังมันส์อยู่ !”

เลยเป็นงงมาก เพราะเมื่อ 2 เดือนก่อนที่จะเจอกัน ยังเห็นนุ...เพื่อนผมคนนี้...Post ใน Facebook บ่นเรื่องงานว่าอยากลาออกเพราะเซ็งเหลือเกิน แต่วันนี้ผ่านไปไม่ถึง 10 สัปดาห์ ความรู้สึกของเขาเกี่ยวกับงานเปลี่ยนไปราวผลิกฝ่ามือ

ผมถามนุอย่างไม่อ้อมค้อมว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตการทำงาน พร้อมแซวไปว่า “ได้งานใหม่หรือเจ้านายขึ้นเงินเดือนให้หล่ะ ถึงได้กระตือรือร้นขนาดนี้”

นุมองหน้าด้วยสายตาที่ยากจะบรรยาย แล้วเล่าเรื่องราวให้ฟังพอสรุปใจความได้ว่าเขายังไม่ได้ย้ายงานไปไหน อยู่ที่เดิมกับเจ้านายคนเดิม แต่ที่เปลี่ยนไปคือตอนนี้ได้รับมอบหมายให้คิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ซึ่งต้องตอบโจทย์ในสิ่งที่ลูกค้าต้องการให้ได้ และเขากับทีมงานก็ประสบความสำเร็จในการคิดค้นผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งซึ่งไม่เคยมีมาก่อนเลยในองค์กร ที่สำคัญผู้บริหารระดับสูงเห็นดีด้วยที่จะส่งผลิตภัณฑ์นั้นเข้าสู่ตลาด

ตอนนี้ นุในฐานะหัวหน้าทีมของผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ ต้องวางแผนมากมาย รวมถึงการเข้าไปขอความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งดูเหมือนว่าหลายคนในองค์กรก็ชื่นชอบผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้เช่นกัน เขาเล่าอย่างตื่นเต้นว่า อาจต้องทำงานมากกว่าที่เคยทำ อาจต้องออกไปคุยกับลูกค้าพร้อมทีมขายเพื่อนำเสนอสินค้าดังกล่าวและอาจต้องไปเดินโรงงานเพื่อให้แน่ใจว่า ผลิตภัณฑ์ออกมาถูกต้องตรงตามความฝันที่วาดไว้ รวมทั้งยังอาจต้องทำอะไรอีกมากมายที่ในอดีตไม่ต้องทำและไม่เคยทำ และนั่นคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขารู้สึกกระตือรือร้นที่จะทำงานอย่างฮึกเหิมมากขึ้นกว่าเดิม

ได้โอกาสเลยแซวไปเล่นๆ ว่า “ทำงานเกินเงินเดือนไปหรือเปล่า” เขาตอบอย่างไม่ลังเลว่า “ช่่างมัน ตอนนี้เงินไม่สำคัญ !” 

โอ้ว้าว...แม่เจ้า !

“แล้วอะไรสำคัญ” ผมถาม...นุตอบว่า “ความสำเร็จของงานสำคัญกว่า ถ้างานดีเดี๋ยวเงินมาเอง” อื่มม...ต้องยอมรับว่าเพื่อนคนนี้เปลี่ยนไปเยอะจริงๆ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

หลังจากแยกย้ายกันในคืนนั้น ผมลองมานั่งวิเคราะห์ดูว่าอะไรทำให้นุมีความกระตือรือร้นในการทำงานมากขึ้นอย่างน่าตกใจ อะไรเป็นสิ่งที่สร้างแรงจูงใจให้เขา คิดไปคิดมาสรุปได้ 3 ประเด็นคือ

  1. ความท้าทายและความน่าตื่นเต้นของงาน - เผอิญนุมีความรู้สึกว่างานที่ทำอยู่เดิมเริ่มซ้ำซากจำเจน่าเบื่อ การได้ทำงานใหม่ๆ ที่มีโอกาสคิดและสร้างสรรค์ผลงานด้วยตัวเอง ทำให้มีพลังและกำลังใจมากขึ้นในการทำงาน เหมือนได้ยาที่ถูกกับโรค รวมทั้งระหว่างทำก็ได้กำลังใจจากผู้คนรอบข้าง หลายๆ คนพลอยตื่นเต้นและมีลุ้นไปกับเขาและทีมงานด้วย จึงยิ่งทำให้รู้สึกตื่นเต้นและท้าทายมากขึ้นไปอีกเป็นเท่าทวี
  2. ความรู้สึกว่า(กำลังจะ)เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ - พนักงานหลายคนทำงานทุกๆ วันโดยไม่เข้าใจว่างานที่ตนทำ เกี่ยวข้องกับความสำเร็จอย่างไร ทำไปๆ เลยรู้สึกเบื่อๆ เพราะเห็นว่างานซ้ำซากจำเจ ซึ่งไม่ต่างจากนุเพื่อนผมคนนี้ ที่ครั้งหนึ่งเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน เขารู้สึกว่า “ทำงานไปวันๆ” แต่พอเริ่มมองเห็นว่าจากนี้ไป หากเขาตั้งใจทำให้ดีขึ้นและทุ่มเทอย่างเต็มที่ จะมีโอกาสเห็นผลลัพธ์ของสิ่งที่ทำในระยะเวลาอีกไม่ไกล ถึงแม้ยังตอบไม่ได้ว่าผลิตภัณฑ์ใหม่ที่กำลังทำอยู่จะได้รับการตอบรับจากลูกค้ามากหรือน้อยเพียงใด แต่แค่เห็นว่ามีโอกาสสำเร็จและสามารถเชื่อมโยงงานที่กำลังทำกับผลลัพธ์สุดท้ายของมันได้ ก็ทำให้มีกำลังใจที่อยากจะทำอย่างสุดความสามารถแล้ว
  3. การได้มีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่ๆ - งานวิจัยของ Gallup Consulting บริษัทวิจัยยักษ์ใหญ่ของโลก พบว่ามีเพียง 12 ปัจจัยเท่านั้นที่ทำให้พนักงานมีความรัก ผูกผันและมุ่งมั่นที่จะทุ่มเททำงานให้องค์กร (Engagement) ซึ่ง 1 ใน 12 ปัจจัยนั้นคือการที่พนักงานรู้สึกว่าได้มีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาตนเองจากงานที่ทำ ในกรณีของนุ เขาทำงานเดิมมาหลายปีแล้ว จึงรู้สึกว่าแต่ละวันก็ทำอย่างเดิมๆ ไม่ค่อยได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ มากนัก จนกระทั่งได้รับมอบหมายโครงการใหม่ในเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์นี่แหละ จึงทำให้นุมีความหวังว่าน่าจะมีโอกาสได้เพิ่มพูนทักษะและความรู้ให้มากขึ้น ลองสังเกตดูซิ อันที่จริงเขาต้องทำงานเพิ่มขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าและต้องทำหลายอย่างที่เดิมไม่เคยได้ทำและไม่จำเป็นต้องทำ แต่นุก็ยินดีที่จะทำด้วยความเต็มใจ คล้ายปลาที่เกยตื้นติดอยู่ที่โคลนตม กำลังจะหมดแรงและหมดพลัง แต่น้ำก็ขึ้นมาในจังหวะที่เหมาะเจาะ ปลาตัวนั้นจึงกระดี้กระด้า เหมือนโบราณว่า “ปลากระดี่ได้น้ำ” ดูมีพลังและชีวิตจิตใจขึ้นมาในบัดดล

หลายครั้งเวลาผมเข้าไปทำงานด้านที่ปรึกษาให้กับองค์กรต่างๆ หัวหน้างานหลายคนมาบ่นว่าลูกทีมขาดความกระตือรื้อร้นและไม่ค่อยทุ่มเทในการทำงานเหมือนวันแรกๆ ที่เข้ามา

หัวหน้าหลายคนเข้าใจว่าหากให้เงินเดือนสูงขึ้น จะทำให้พนักงานตั้งใจและทุ่มเทในการทำงานมากขึ้น แต่ผิดถนัด ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนตอนทำงานเป็นลูกจ้างบริษัทฝรั่งแห่งหนึ่ง เจ้านายชาวอเมริกันใจปล้ำมาก ปลายปียื่นกระดาษเปล่าให้ผมแผ่นหนึ่งแล้วบอกว่า “ปีหน้าอยากได้เงินเดือนขึ้นเท่าไร ใส่ลงไปเลย” ในใจคิดว่าเขาคงพูดเล่น แต่ก็เขียนตัวเลขลงไปสูงกว่าเดิมที่เคยรับอยู่ 2 เท่า แล้วส่งคืนไป พร้อมทั้งคิดในใจว่าคงไม่ได้หรอก

พอเงินเดือนเดือนถัดไปออก ไปกดดู พบว่า “เฮ้ย...เงินเดือนเพิ่มขึ้น 2 เท่าจริงๆ” จึงคิดว่า “เอาหล่ะต่อไปนี้ต้องตั้งใจทำงานให้คุ้มเงินเดือน” แต่เชื่อไหมว่าผ่านไปแค่ 3-4 เดือน ผมเริ่มรู้สึกว่า “อันที่จริงเราขอน้อยไปหน่อย” ... ฮา ... แล้วก็คิดว่าเงินที่ได้ชักจะน้อยกว่างานที่ทำ..อีกแหละ !

เรื่องราวของเพื่อนนุก็ไม่ต่างกัน ต้องยอมรับความจริงว่าเงินแม้เป็นสิ่งสำคัญเพราะอย่างน้อยก็ช่วยสร้างความภักดี (Loyalty) เพราะถ้าจ่ายสูงคนไม่ลาออก แต่...เชื่อไหมว่าเงินไม่ได้ทำให้คนทุ่มเทมากขึ้น ปัจจัยอื่นๆ อย่างเช่น ความรู้สึกว่างานและตนเองมีค่า การได้ทำสิ่งที่ท้าทายและได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ต่างหาก ที่จะช่วยดึงความมุ่งมั่นและความกระตือรือร้นให้กลับคืนมา

 

อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการบริหาร
บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด
apiwut@riverorchid.com
www.orchidslingshot.com
ติดตามเกร็ดการบริหารเพิ่มเติมได้ที่ Twitter@apiwutp

 
SME Thailand ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2557