อยากได้เงินเดือนขึ้นทำอย่างไรดี (ตอนที่ 1)

คำถามสุดฮิตเวลาที่ไปบรรยายเกี่ยวกับเรื่องอัตราผลตอบแทน คือ “อยากได้เงินเดือนขึ้นมากกว่านี้ ทำอย่างไรดี”

เป็นคำถามที่ส่วนตัวจริงๆ แต่ก็เป็นคำถามที่หลายคนอยากรู้ เพียงแต่น้อยคนที่กล้าถาม เอาเป็นว่า ผมพอมีแนวทางมาแบ่งปันกันดังนี้

อย่างแรกเลยเริ่มจากการเตรียมตัวและการเก็บข้อมูลก่อน ซึ่งในขั้นตอนนี้ประกอบไปด้วย 4 ส่วนหลักๆด้วยกันคือ

1.    ถามตนเองว่าทำไมถึงอยากได้เงินเดือนขึ้น ณ ตอนนี้ – ตอบคำถามนี้ให้ดี บางครั้งอาจจะเป็นแค่ความรู้สึกชั่ววูบที่อยากได้เงินเดือนขึ้นเพราะรู้สึกว่าตนเองทำงานหนักเกินรายได้ (ซึ่งอาจจะเป็นการทำงานหนักชั่วคราว) หรือเพราะว่าเพิ่งไปรู้เงินเดือนของเพื่อนมา ไม่ว่าจากในหรือนอกองค์กรก็ตาม แล้วทำให้รู้สึกว่าองค์กรจ่ายเงินเดือนไม่แฟร์

ก่อนที่จะทำอะไรลงไป ลองคิดถึงสวัสดิการอื่นๆ นำมาเปรียบเทียบด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประกันสุขภาพหรือประกันชีวิต เงินใช้ในยามเกษียณ หุ้นบริษัทในส่วนของพนักงาน หรือแม้แต่สวัสดิการการลาหยุดต่างๆ ลองคำนวณสิ่งเหล่านี้ออกมา คุณอาจพบว่า แม้เงินเดือนของคุณอาจจะเทียบไม่ได้กับเพื่อน ๆ  แต่สวัสดิการของคุณมากกว่ากันหลายขุม ก็เป็นได้

2.    มองดูสถานการณ์ในภาพรวม – ดูสถานการณ์ต่างๆ รวมทั้งปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อองค์กร ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจหรือผลประกอบการขององค์กร ถ้าเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลงหรือผลประกอบการขององค์กรไม่ดี กำลังอยู่ในช่วงกระเสือกกระสนเพื่อความอยู่รอด มีการปลดพนักงานออก แน่นอนว่าในสถานการณ์เช่นนี้ คุณไม่ควรที่จะเข้าไปขอขึ้นเงินเดือนเด็ดขาด แค่เขาไม่เอาคุณออกก็โชคดีมากแล้ว

3.    ประเมินผลการทำงานและประสิทธิภาพในการทำงานของตนเองอย่างซื่อสัตย์ – ลองเปรียบเทียบหน้าที่ความรับผิดชอบของคุณและผลตอบแทนที่ได้รับกับเพื่อนๆที่อยู่ทั้งในและนอกองค์กร หลายคนมักมองที่ตัวเงินเพียงอย่างเดียวโดยไม่มองถึงหน้าที่ความรับผิดชอบของเราและเพื่อนที่แตกต่างกัน ซึ่งหน้าที่ความรับผิดชอบแต่ละอย่าง ก็ใช้ทักษะ ความสามารถและประสบการณ์ที่แตกต่างกันออกไป  ที่สำคัญคุณทำงานที่ได้รับมอบหมายสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีหรือยัง แน่นอนว่านอกจากประสิทธิผลแล้ว ยังมีในเรื่องของประสิทธิภาพที่ต้องนำมาเปรียบเทียบด้วย นอกจากนี้ยังมีเรื่องอื่นๆที่สร้างความแตกต่างระหว่างคุณกับเพื่อนๆอีก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความยากง่ายของงาน การทำงานเป็นทีม หรือแม้แต่เรื่องของการอาสาสมัครเข้าไปทำงานอื่นๆขององค์กร เป็นต้น

4.    บริหารภาพลักษณ์และประวัติของตนเอง (Profile) – ถ้าเป็นไปได้จงทำตัวให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปทั้งภายในและภายนอกองค์กร ไม่ใช่แค่หัวหน้าและทีมงานของคุณเท่านั้นที่รู้จักคุณ การสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์หรือ Networking เป็นเรื่องสำคัญ พยายามหาโอกาสในการสร้างคุณค่าของตัวคุณให้องค์กรได้เห็น และที่สำคัญต้องทำให้องค์กรเห็นถึงสิ่งดีๆที่คุณทำให้กับองค์กรด้วย

เมื่อคุณเตรียมตัวและทำการเก็บข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการปฏิบัติการเพื่อการขึ้นเงินเดือน การปฏิบัติการนี้ก็มีสี่ขั้นตอนด้วยเช่นกัน แต่เนื่องจากหน้ากระดาษหมดพอดี ผมขออนุญาตยกยอดไปครั้งหน้านะครับ
อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการผู้จัดการ
บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด
apiwut@riverorchid.com
www.orchidslingshot.com

อยากได้เงินเดือนขึ้นทำอย่างไรดี (ตอนที่ 2)

ในบทความที่แล้ว ผมพูดถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการขอขึ้นเงินเดือนและการเก็บข้อมูลต่างๆ ซึ่งประกอบไปด้วย 4 องค์กรประกอบหลักๆ คือ

1.    ถามตนเองก่อนว่าทำไมถึงอยากได้เงินเดือนขึ้น ณ ตอนนี้
2.    มองดูสถานการณ์ในภาพรวม
3.    ประเมินผลการทำงานและประสิทธิภาพในการทำงานของตนเองอย่างซื่อสัตย์
4.    บริหารภาพลักษณ์และประวัติของตนเอง

เมื่อทำทุกอย่างในขั้นตอนการเตรียมความพร้อมแล้ว ต่อไปคือการลงมือปฏิบัติการเพื่อขอขึ้นเงินเดือน การปฏิบัติการนี้ ประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอนด้วยกัน ได้แก่
1.    หาจังหวะเหมาะๆ – จังหวะที่ดีที่สุดในการเข้าหาหัวหน้า คือหลังจากที่ทีมงานของคุณเพิ่งทำงานอะไรบางอย่างที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง หรือตัวคุณเองทำโครงการบางอย่างได้ประสบความสำเร็จ มันคงไม่ใช่ความคิดที่ดีแน่ถ้าคุณจะเข้าไปพูดคุยกับหัวหน้าในขณะที่เขากำลังยุ่งหรือทีมงานกำลังประสบปัญหาอยู่

2.    วางแผนให้รอบคอบก่อนเข้าไปคุย – ถ้าคุณกำลังจะเข้าไปคุยกับหัวหน้าเพื่อขอเงินเดือนขึ้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือ มีตัวเลขที่ต้องการอยู่ในใจก่อน จากนั้นหาเหตุผลที่ดีมาสนับสนุนการขึ้นเงินเดือนของคุณ เช่นตัวเลขเปรียบเทียบเงินที่จ่ายให้กับคนที่มีหน้าที่การทำงานและความรับผิดชอบเหมือนคุณ โดยเปรียบเทียบทั้งในและนอกองค์กร นอกจากนี้เหตุผลสนับสนุนอื่นๆยังมีในเรื่องของงานต่างๆที่คุณได้ทำแล้วประสบความสำเร็จอย่างมาก หรือเรื่องของคำชมเชยที่ได้รับจากลูกค้าหรือบุคคลอื่นๆ แน่นอนว่าการวางแผนสนับสนุนที่ดีจะช่วยให้คุณคุยกับหัวหน้าได้ง่ายขึ้น ในขณะเดียวกันหัวหน้าก็จะสามารถชงเรื่องต่อไปได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

3.    พูดอย่างชัดเจนและตรงประเด็น – ระหว่างการพูดคุยกับหัวหน้า ต้องชัดเจนในเป้าหมายและพูดให้ตรงประเด็น อย่าเอาเรื่องอื่นๆมาพูดคุยหลายประเด็นในเวลาเดียวกันเพราะจะทำให้หัวหน้าหลงประเด็นหรือลืมประเด็นนี้ของคุณก็เป็นได้ พยายามพูดให้เป็นไปในแง่บวกรวมถึงการบอกกล่าวถึงว่า คุณชอบงานที่ทำอยู่มากแค่ไหน

4.    เตรียมพร้อมสำหรับการเจรจาต่อรอง – จงเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเจรจาต่อรอง เพราะบางทีหัวหน้าอาจจะมีข้อเสนออื่นๆมาทดแทนการขอขึ้นเงินเดือนของคุณ เช่น โบนัส หุ้นขององค์กรสำหรับพนักงาน วันลาพักที่มากขึ้น หรือการผูกโยงการขึ้นเงินเดือนกับผลการทำงานหรือผลประกอบการขององค์กร หรืออาจจะมีการต่อรองในรูปแบบอื่นๆที่เราอาจจะคาดไม่ถึงก็เป็นได้

    อย่างไรก็ดี คุณต้องเข้าใจว่าหัวหน้าไม่สามารถอนุมัติการขึ้นเงินของคุณได้ในทันที เพราะการขึ้นเงินเดือนพนักงาน ปกติต้องผ่านขั้นตอนการอนุมัติอื่นๆอีกมากมาย ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือการสร้างข้อตกลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้กับหัวหน้าของคุณ ถ้าเป็นไปได้เขียนออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมกำหนดระยะเวลาการพิจารณาและการตอบกลับให้ชัดเจน
แน่นอนว่า แม้คุณทำทุกอย่างแล้วตามขั้นตอนที่แนะนำ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการขึ้นเงินเดือนตามที่ต้องการเสมอไป ดังนั้นถ้าไม่ได้ จงค้นหาเหตุผลเพราะอาจจะมีเหตุมาจากนโยบายขององค์กร กระบอกเงินเดือนที่ถึงขีดสุดของระดับการทำงานของคุณ หรือเพราะผลการทำงานของคุณเอง ซึ่งถ้าคุณยังคงยืนยันในการต้องการขอขึ้นเงินเดือนอยู่ อาจต้องดูว่า คุณจำเป็นต้องทำอะไรอีกบ้างเพื่อทำให้สถานการณ์เป็นใจให้กับคุณ เช่นรับผิดชอบงานที่มากขึ้น หรือการทำให้เป้าหมายที่ตั้งไว้ (KPI) สูงขึ้น
แต่ถ้าเหตุผลของการปฏิเสธเป็นสิ่งที่เหนือการควบคุม คุณอาจจำเป็นต้องรอให้สถานการณ์ดีขึ้นหรือโอกาสที่เหมาะสมต่อไป อย่างไรก็ดีในระหว่างที่รอ ต้องทำใจให้เย็นๆไว้ มองโลกในแง่บวก ทำงานให้ดีที่สุด และบริหารภาพลักษณ์และประวัติของคุณให้เฉิดฉายมากขึ้น
ถ้าทำทุกอย่างแล้วยังไม่สำเร็จอีก อาจต้องพิจารณาเรื่องของการเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ของคุณ ซึ่งอาจหมายถึงการเปลี่ยนงาน ก็เป็นได้


อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการผู้จัดการ
บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด
apiwut@riverorchid.com
www.orchidslingshot.com