แต่ละก้าวย่างของความสำเร็จ มักแลกมาด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเองและการลงมือทำทันทีชนิดไม่มีข้ออ้าง 

การตัดสินใจทำอะไรใหม่ๆ แบบที่ไม่เคยทำมาก่อน เป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยเร่งความสำเร็จให้เกิดขึ้นได้
ปัญหาคือคนส่วนใหญ่ มักคุ้นชินและอยากอยู่ในพื้นที่สบาย (Comfort Zone) เพราะไม่ชอบการปรับตัว ไม่อยากเหนื่อยใจ
ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงตนเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใดๆ

แต่...คนที่อยากประสบความสำเร็จและก้าวหน้า ต้องกล้าออกจากพื้นที่สบาย !
 
ในมุมของการทำงาน ความก้าวหน้าจำเป็นต้องอาศัยความรู้และทักษะที่สูงขึ้น การเติบโตจากพนักงานธรรมดามาเป็นพนักงานอาวุโส
มักไม่ค่อยเป็นปัญหานัก เพราะโดยมากแล้วลักษณะงานไม่ต่างไปจากเดิม เพียงแต่ทำนานๆ จนเกิดความคุ้นชิน ก็ทำได้เร็วขึ้น
ความผิดพลาดน้อยลง สามารถปรับตำแหน่งไปเป็นพนักงานอาวุโสผู้มากประสบการณ์ได้
 
แต่หากความก้าวหน้าหมายถึงการเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ จากคนลงมือทำไปเป็นคนที่คอยควบคุมและจัดการให้คนอื่นปฏิบัติ คราวนี้อาจมีปัญหา
เพราะแนวทางการทำงานแบบเดิมใช้ไม่ได้ผล ทักษะและความรู้ใหม่ๆ กลายเป็นสิ่งจำเป็น
 
ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เมื่อพนักงานเติบโตมาเป็นหัวหน้างาน การแสดงความคิดเห็นในห้องประชุมหรือการพูดต่อหน้าคนจำนวนมาก
อาจกลายเป็นทักษะที่จำเป็นต้องเรียนรู้และฝึกฝน หรือ หากลูกจ้างลาออกจากงานมาประกอบอาชีพอิสระ
ก็จำเป็นต้องแสวงหาทักษะใหม่ๆ ชนิดที่ตอนเป็นพนักงานอาจไม่มีโอกาสได้ใช้ ให้มากนัก เป็นต้น
 
ผมมีน้องที่รู้จักกันคนหนึ่ง  ออกมาทำอาชีพอิสระเป็นนักออกแบบเว็บไซต์ เดิมเคยรับคำสั่งจากเจ้านายคนเดียว
แล้วมานั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์ต่อ เมื่อออกมาทำเอง ต้องเริ่มหาลูกค้า ติดต่อซัพพลายเออร์ ออกเอกสารวางบิล
ติดตามหนี้ คุยกับแบงค์ ฯลฯ จากคนที่นั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์ กลายมาเป็นคนที่ต้องพบปะผู้คนมากมาย
ด้วยความไม่คุ้นชินในการพูดคุยกับคนแปลกหน้า จึงตัดสินใจสื่อสารผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์แทน
ปรากฏว่างานไม่สำเร็จตามที่วางแผนไว้ สุดท้ายจึงหันหลังให้กับอาชีพอิสระกลับไปเป็นลูกจ้างตามเดิม
 
ทุกคนอยากประสบความสำเร็จ แต่คนหลายกลับวิ่งหนีมันด้วยการตัดสินใจไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ
เพราะมีเหตุผลง่ายๆ ให้กับตนเองว่า “ไม่ชอบ ” !
 
วันนี้จึงอยากฝากข้อคิด 5 ประการเพื่อการสร้างความสำเร็จให้กับตนเองและอาชีพการงาน
 
ข้อคิดแรกเริ่มต้นจาก เรื่องบางเรื่องต้องทำโดยไม่ต้องชอบ - เชื่อไหมว่าเราจะไม่เติบโตมาจนถึงวันนี้ได้
หากตลอดชีวิตที่ผ่านมา ทำเฉพาะสิ่งที่ชอบและไม่ทำในสิ่งที่ไม่ชอบ สมัยเด็กๆ หลายคนไม่ชอบไปโรงเรียน
ลองคิดดู หากพ่อแม่บอกว่า “ถ้าไม่ชอบไปโรงเรียน ก็ไม่ต้องไป ” จะเกิดอะไรขึ้น ตอนยังเล็ก พ่อแม่ยังพอบังคับเราได้
บางอย่างจึงต้องทำทั้งๆ ที่ไม่ชอบ แต่พอโตขึ้น ไม่มีใครมาบังคับเราแล้ว หากไม่บังคับตัวเองให้ทำในสิ่งที่ควรทำแม้ไม่ชอบบ้าง
จะไม่มีทางประสบความสำเร็จเลย

ข้อคิดที่สอง ต้องซื่อสัตย์ต่อตนเอง - บ่อยครั้งที่เรามักมีข้ออ้างกับตนเองว่าเหตุใดจึงยังไม่ทำสิ่งที่ควรทำ ผู้คนส่วนมากโยนความผิดให้
เวลา ” โดยการอ้างว่า ยังไม่มีเวลา ตัวอย่างเช่น เรารู้ดีว่าการดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่ดี แต่หลายคนมักอ้าง “ไม่มีเวลา 
มาเป็นเหตุผลให้ตนเองรู้สึกสบาย ใจ อันที่จริงถ้าซื่อสัตย์ต่อตนเอง ปัญหาของการไม่ลงมือทำ ไม่เกี่ยวอะไรกับเวลาเลย
เพราะทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงต่อวันเท่ากัน ไม่มีใครมีมากกว่าหรือน้อยกว่า แต่การที่ไม่ได้ทำในสิ่งที่ควรทำเป็นเพราะเราให้ความสำคัญกับกิจกรรมต่างๆ
ที่มีในชีวิต ไม่เหมือนกันต่างหาก ดังนั้นเหตุผลที่ว่า “ไม่ได้ออกกำลังกายเพราะไม่มีเวลา ” จึงเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ อันที่จริงต้องบอกใหม่ว่า
ไม่ได้ออกกำลังกายเพราะให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายน้อยกว่าเรื่องอื่น ” ต่างหาก ดังนั้นหยุดหาข้ออ้าง แล้วลงมือทำทันที
 
ข้อคิดที่สาม ปรับทัศนคติของตนเอง - คนส่วนใหญ่มักหลีกเลี่ยงที่จะทำสิ่งที่ตนเองไม่ถนัดหรือทำได้ไม่ดี เช่น พูดไม่เก่ง
ก็ไม่อยากนำเสนองานต่อหน้าคนอื่น บริหารคนไม่เป็น ก็ไม่อยากมีภาระต้องจัดการคนอื่น พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยเก่ง
ก็ไม่อยากต้องพูดกับฝรั่ง เป็นต้น การตัดสินใจหนีจากสิ่งที่ทำได้ไม่ดี จะไม่ทำให้เราทำสิ่งนั้นๆ ได้ดีขึ้น
คนที่ประสบความสำเร็จทุกคน ต้องมองหาโอกาสที่จะฝึกฝน ทำสิ่งที่ยังทำได้ไม่ดีให้บ่อยขึ้น เพื่อหวังว่าวันหนึ่งจะค่อยๆ
ทำได้ดีและเก่งขึ้นในที่สุด

ข้อคิดที่สี่ หาโอกาสต่อยอดและขยายผลสิ่งที่ทำได้ดี - ทุกคนมีข้อดีและจุดเด่นของตนเอง หาให้เจอ
พัฒนาและใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้นให้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น คนบางคนไม่ถนัดที่จะพบปะพูดคุยกับคน
จำนวนมาก แต่สามารถสร้างสัมพันธ์กับคนกลุ่มเล็กๆ ได้ดีและแนบแน่น ก็ควรเริ่มต้นจากกลุ่มคนที่รู้จัก
สร้างความสนิทสนมให้มากขึ้นและค่อยๆ ขยายวงทีละเล็กละน้อย ไม่นานนักเพื่อนกลุ่มเล็กๆ ก็จะใหญ่ขึ้น ที่สำคัญยังมีความสนิทชิดเชื้อกันเหมือนเดิม อีกด้วย

ข้อคิดที่ห้า เมื่อรู้สึกว่ายังไม่พร้อม ให้เริ่มลงมือทำเลย - หลายคนคิดวกวน ดูกล้าๆ กลัวๆ กับการทำสิ่ง
ใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน ยิ่งคิดมาก ยิ่งไม่กล้าทำ มีคำสอนภาษาอังกฤษในเรื่องนี้บอก ว่า
Feel the fear and do it anyway ” แปลความหมายแบบไทยๆ น่าจะได้ทำนอง “รู้สึกกลัวบ้างไม่เป็นไร ถึงกลัว ก็ลงมือทำทั้งๆ ที่กลัวนั่นแหละ  
 
เมื่อปี 1983 ลุงคลิฟ ยัง ชาวสวนออสเตรเลียที่ค่อนข้างยากจน ไม่มีเงินซื้อม้าขี่ในไร่ของตนเอง
จึงต้องใช้แรงกายวิ่งต้อนฝูงวัวฝูงควายไปกินหญ้าตอนเช้า และไล่กลับเข้าคอกตอนเย็นหรือ
เมื่อมีพายุฝนตลอดเวลากว่า 40 ปี ลุงคลิฟ แกก็วิ่งไปวิ่งมาในสวนทุกวัน
 
วันหนึ่งแถวบ้านมีโปสเตอร์มาติด เปิดรับสมัคร Ultra Marathon คุณลุงไม่เคยแข่งวิ่งอะไรมาก่อนเลย
ในชีวิต มีแต่วิ่ิงไล่วัวไล่ควายในไร่ของตนเอง ตัดสินใจลงสมัครเพราะคิดว่าตัวเองน่าจะวิ่งได้
แม้ไม่พร้อมมากนัก วันที่คุณลุงมาสมัคร อายุครบ 61 ปีพอดี ไม่มีความรู้ด้วยซ้ำว่าวิ่งมาราธอนคืออะไร
ต้องวิ่งยังไง จากไหนไปไหน ใช้เวลาเท่าไร
 
Ultra Marathon เป็นการแข่งขันวิ่งจากเมืองเมลเบิร์น ไป ซิดนี่ย์ ระยะทางรวมๆ ประมาณ 850 กิโลเมตร นักวิ่งทั้งหมดเป็นมืออาชีพ ปกติใช้เวลาวิ่งทั้งหมด 7-8 วัน วันละ 16 ชั่วโมง พัก 8 .... แต่คุณลุงไม่รู้ !
เมื่อ เริ่มออกวิ่ง ลุงคลิฟ รั้งท้าย วิ่งผ่านไปได้ครึ่งวัน รถพยาบาลตามเรียกให้ลุงขึ้นรถ เพราะคิดว่าคงไม่ไหว แต่ลุงคลิฟไม่ขึ้น ยังคงกึ่งวิ่งกึ่งเดินไปเรื่อยๆ นอกจากนั้นแกไม่รู้ด้วยว่าช่วงกลางคืนสามารถพักนอนได้เลยวิ่งไปโดยไม่หยุด เมื่อรู้สึกเหนื่อยมากๆ ก็แอบไปงีบสัก 2-3 ชั่วโมง ตกใจตื่นขึ้นมาก็รีบวิ่ง
ต่อเพราะกลัวถูกว่า
 
ปรากฏว่าคุณลุงเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก ชนะเลิศการวิ่ง Ultra Marathon ทำลายสถิติทุกครั้งที่เคยทำมาพิธีกรประกาศมอบรางวัลชนะเลิศให้ 10,000 เหรียญออสเตรเลีย คุณลุงตกใจเพราะไม่รู้ว่ามาวิ่งนี่ได้รางวัลด้วย จึงแบ่งเงินออกเป็น 5 ส่วน ส่วนละ 2,000 เหรียญ มอบให้คนที่เข้าเส้นชัยอันดับ 2-6 แทน ส่วนตัวเองกลับบ้านมือเปล่า

เรื่องนี้สอนอะไรเรา ...
หนึ่ง บางทีการไม่รู้อะไรเลย อาจเป็นประโยชน์ก็ได้ ... ลองคิดดู หากลุงคลิฟรู้เยอะๆ เกี่ยวกับการวิ่งมาราธอน คิดว่าลุงจะลงสมัคร Ultra Marathon ไหม 
สอง การไม่คิดมาก อาจนำมาซึ่งความสำเร็จ ... หากคุณลุงคิดวกวน กลัวว่าจะแก่ไปไหม เกรงว่าจะวิ่งไหวรึเปล่า จะป่วยกลางทางหรือไม่ ฯลฯ โลกนี้คงไม่รู้จัก คลิฟ ยัง
สาม การไม่ต้องรอให้พร้อม แล้วค่อยเริ่ม เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลุงประสบความสำเร็จ ...ถ้าคุณลุงขอเวลาอีกหน่อย รอให้พร้อมก่อนแล้วค่อยลงแข่ง เชื่อไหม สุดท้ายอาจไม่ได้แข่งก็เป็นได้จึงอยากฝากข้อคิดสุดท้ายไว้ว่า หากอยากสำเร็จต้องกล้าก้าวออกจากพื้นที่สบาย
 



อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการบริหาร
สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา : SME Thailand (September 2016)