หัวหน้าแบบไหน ถูกใจคนแต่ละรุ่น

เมื่อหลายวันก่อนได้รับอีเมล์ฉบับหนึ่ง จากแฟนคอลัมน์เขียนมาปรึกษาเรื่องความแตกต่างระหว่างวัยในองค์กร (Generation Gap)

อันที่จริงเรื่องนี้จะว่าเก่าก็เก่า จะว่าใหม่ก็ใหม่ !

หลายองค์กรพูดเรื่องนี้ไปนานแล้ว แต่บางองค์กรเพิ่งจะประสบปัญหาหนักๆ เรื่องช่องว่างระหว่างวัยในระยะปีสองปีที่ผ่านมานี่เอง

เผอิญเมื่อวันก่อนมีโอกาสอ่านงานวิจัยฉบับหนึ่งของ Center for Creative Leadership (CCL) สถาบันพัฒนาภาวะผู้นำที่มีชื่อเสียงระดับโลก เนื้อหาน่าสนใจและที่สำคัญเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้พอดี เลยหยิบมาเล่าให้ฟัง

งานวิจัยชิ้นนี้ทำโดยเจนนิเฟอร์ ดีล (Jennifer J. Deal) ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของคนทำงานเกือบ 6,000 คนจาก 3 รุ่น (Generation) ในสหรัฐอเมริกา โดยให้ผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าลักษณะภาวะผู้นำต่อไปนี้ แบบใดมีประสิทธิภาพมากที่สุดในความเห็นของพวกเขา

ภาวะผู้นำแบบให้ความสำคัญกับลำดับชั้นการบังคับบัญชาและเน้นการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์หรือแนวปฏิบัติที่เคยทำมา (Hierarchical Leadership)

ภาวะผู้นำแบบพึ่งพาตนเอง เน้นการทำงานตามหน้าที่ของตนโดยมีความอิสระในการคิดและตัดสินใจ (Autonomous Leadership)

ภาวะผู้นำแบบให้ความช่วยเหลือผู้อื่นอย่างเอื้ออาทรและมีเมตตา (Humane Leadership)

ภาวะผู้นำแบบเน้นการทำงานด้วยความร่วมไม้ร่วมมือและการมีส่วนร่วม (Participative Leadership)

ภาวะผู้นำที่เน้นความสามัคคีในการทำงาน ช่วยเหลือทีมงานให้พยายามแก้ไขปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้น (Team-oriented Leadership)

ภาวะผู้นำที่เน้นการสร้างแรงจูงใจในการทำงาน มีความสามารถในการโน้นน้าวและสร้างพลังให้เกิดความฮึกเหิม มีความกระตือรือร้นและมุ่งมั่น (Charismatic Leadership)

อยากลองเดาดูไหมครับว่าภาวะผู้นำแบบไหนจะถูกใจคนแต่ละรุ่น

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับ

ผลการวิจัยพบว่าผู้ตอบ แบบสอบถามทั้ง 3 รุ่น (Baby Boom- พ.ศ. 2489-2507, Generation X - พ.ศ. 2508-2522, Generation Y-พ.ศ. 2523-2543) มองเหมือนกันหมดโดยไม่มีความแตกต่างเลยว่าภาวะผู้นำแบบ Participative, Humane และ Team-oriented เป็นภาวะผู้นำที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ในขณะที่ภาวะผู้นำแบบ Hierarchical และ Autonomous เป็นแบบที่มีประสิทธิภาพด้อยกว่า

อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าสนใจคือความเห็นที่แตกต่างกันของคนต่างวัยสำหรับภาวะผู้นำแบบ Charismatic โดยคนอายุมากมีแนวโน้นให้ความสำคัญกับผู้นำแบบนี้มากกว่าคนรุ่นใหม่ๆ

เจนนิเฟอร์ ดีล ผู้ทำการวิจัยได้อธิบายว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ความแตกต่างนี้เกิดจากอิทธิพลของความก้าวหน้า ด้านเทคโนโลยี เพราะคนรุ่นเก่ามี “คน” เป็นที่ปรึกษาและให้กำลังใจ ในขณะที่คนรุ่นใหม่ใช้ “อินเตอร์เน็ท” เป็นที่พึ่งเมื่อมีปัญหา

นอกจากนั้นงานวิจัยนี้ยังพบว่าความเชื่อเดิมๆ ที่มองว่าคนรุ่นใหม่มีความมั่นใจในตัวเองสูงและมีแนวโน้มจะท้าทายคนรุ่นเก่าในเรื่องต่างๆ ไม่เป็นความจริงอีกต่อไป เพราะผลการสำรวจพบว่าคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มคล้อยตามหัวหน้าโดยเฉพาะเมื่อพวกเขาคิดว่าหัวหน้า “เก่ง” ในขณะที่คนรุ่นเก่าต้องการให้หัวหน้าออกคำสั่งหรือชี้แนะแนวทางในการทำงานน้อยลงและมีแนวโน้มต่อต้านหัวหน้ามากกว่าเด็กรุ่นใหม่ เพียงแต่ลักษณะการต่อต้านอาจใช้วิธีดื้อเงียบ (Passive Aggressive) แทนการเผชิญหน้า

งานวิจัยนี้มีข้อแนะนำเพิ่มเติมด้วยว่าหากต้องการพัฒนาผู้นำให้มีประสิทธิภาพเหมาะสำหรับบุคลากรทุกรุ่น จงทำ 4 อย่างนี้

เปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ รวมทั้งสอบถามความคิดเห็นก่อนการตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ แม้การรับฟังอาจไม่ได้หมายถึงการต้องทำตามเสมอไป แต่หากเป็นไปได้ การนำความเห็นหรือข้อเสนอแนะของทีมมาปฏิบัติบ้างในบางเรื่อง จะช่วยเสริมสร้างความสำเร็จให้เกิดได้ง่ายขึ้น

เผื่อเวลาสำหรับการสื่อสาร อย่าทำให้เห็นว่าทุกอย่างเร่งรีบจนเกินไป จริงอยู่ในการทำงานความกระชับและตรงประเด็นเป็นสิ่งจำเป็น แต่การเปิดโอกาสให้ทีมงานได้พูดคุยกันถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและกำลังจะเกิดขึ้น รวมทั้งได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นซึ่งกันและกัน รวมทั้งหาโอกาสที่จะเฉลิมฉลองความสำเร็จเล็กๆ ร่วมกันบ้างเป็นครั้งคราว จะเป็นเชื้อเพลงอย่างดีในการผลักดันให้ทีมเดินหน้าต่อไปได้เต็มประสิทธิภาพ

ให้ความช่วยเหลือเกินกว่าแค่เรื่องงาน มองหาโอกาสที่จะช่วยส่งเสริมหรือสนับสนุนให้ลูกทีมสามารถบรรลุเป้าหมายในชีวิตของเขาได้ แสดงความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจในความยากลำบากบางอย่างที่พวกเขาประสบไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว ไม่มองทุกอย่างเป็นเรื่อง “ง่ายๆ” หรือ “เล็กน้อย” เพราะคนเรามีมุมมองต่อปัญหาต่างกัน

ทำงานด้วยความกระตือรือร้น มุ่งมั่น ทุ่มเทอย่างเต็มที่ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นคล้ายโรคติดต่อ หากหัวหน้าดูเฉื่อยๆ เนือยๆ รับรองว่าลูกน้องก็จะมีลักษณะไม่ต่างกัน ในทางตรงกันข้ามหากหัวหน้าเป็นคนแอ๊คทีฟลูกน้องก็จะมีพลัง นอกจากนั้นการมองโลกในแง่ดี มองสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นโอกาสมากกว่าปัญหา ไม่พูดคำว่า “ไม่” บ่อยเกินไป จะช่วยเพิ่มพลังให้กับทีมได้อย่างไม่น่าเชื่อ

จริงอยู่ครับ แม้ผลงานวิจัยชิ้นนี้จะทำกับคนในสหรัฐอเมริกา แต่หลายเรื่องก็พอประยุกต์ใช้ได้กับคนไทย โดยเฉพาะข้อแนะนำ 4 อย่างข้างต้น หากทดลองทำตามดู รับรองไม่ผิดหวัง

คนแม้ต่างเชื้อชาติ ต่างภาษา ต่างผิวพรรณ แต่ในเชิงพฤติกรรมไม่ต่างกัน เชื่อผม

 

อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการบริหาร
บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด
apiwut@riverorchid.com
www.orchidslingshot.com

ติดตามเกร็ดการบริหารได้เพิ่มเติมที่ Twitter@apiwutp

ถามมา-ตอบไปสไตล์คอนซัลต์ "หัวหน้าแบบไหนถูกใจคนแต่ละรุ่น" 
ที่มา: ถามมา-ตอบไปสไตล์คอนซัลต์
ประชาชาติธุรกิจ 17 เมษายน 2557