หัวหน้าส่วนใหญ่ เรียนอะไรกัน ?

 

เมื่อหลายวันก่อนมีโอกาสไปนั่งล้อมวงเสวนา ในงานที่สมาคมแห่งหนึ่งจัดให้กับผู้บริหารด้าน HR และเจ้าของธุรกิจที่เป็นสมาชิก

บนเวทีคุยกันหลายประเด็น ส่วนใหญ่วนเวียนอยู่กับปัญหาเรื่องคน

ก่อนหมดเวลาสัก 5 นาที มีคทาชายนายหนึ่งลุกขึ้นถามว่า “หัวหน้าส่วนใหญ่ เขาเรียนอะไรกัน ขอฟังเป็นไอเดียสัก 10 เรื่อง” คำถามนี้เรียกเสียงฮือฮาในห้องได้พอสมควร ไม่ใช่เพราะเป็นคำถามที่ดี แต่น่าจะเป็นเพราะมีเวลาเหลือแค่ 5 นาทีแต่อยากได้ตั้ง 10 อย่าง มีหวังคงเลิกไม่ตรงเวลาเป็นแน่แท้ !

แต่ขอมา ก็จัดไป ให้ 10 อย่างตามที่ขอ

การบริหารผลการทำงาน (Performance Management) - เนื้อหาส่วนใหญ่พูดถึงขั้นตอนการบริหาร 3 สเต็ป คือการกำหนดเป้าหมายและแนวทางการทำงาน (Performance Planning) การติดตามผลระหว่างทางและการพัฒนาปรับปรุง (Performance Calibration & Coaching) และการประเมินผลงานปลายปี (Performance Evalaution) โดยทักษะที่เกี่ยวข้องได้แก่ ทักษะด้านการตั้งเป้าหมาย (Goal Setting) ทักษะในการให้ข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) ทักษะในการสื่อสาร (Communication) และทักษะการแก้ไขความขัดแย้ง (Conflict Resolution) เป็นต้น

ผู้นำตามสถานการณ์ (Situational Leadership) - เป็นหลักสูตรพื้นฐานด้านการพัฒนาภาวะผู้นำที่อยากแนะนำให้หัวหน้าทุกคนได้เรียน เพราะเน้นให้ผู้นำมีความยืดหยุ่นในสไตล์การบริหาร ให้เหมาะสมกับระดับความพร้อมในการทำงานของลูกน้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานและเสริมสร้างความรู้สึกผูกพัน (Engagement) ให้มากขึ้น เหมือนเป็นการยิงปีนนัดเดียวได้นกสองตัว คือได้ทั้งผลงานและได้ทั้งความรู้สึก นอกจากนั้น หลักสูตรนี้ยังสอนถึงความแตกต่างของพระเดช (Position Power) กับพระคุณ (Personal Power) รวมทั้งแนวทางในการทำให้อำนาจเหล่านั้นเพิ่มขึ้นอีกด้วย

การบริหารจัดการอารมณ์ (Emotional Capability) - ความสำเร็จของการบริหารจัดการที่ดี ไม่ใช่แค่หัวหน้าต้องมี IQ ในระดับที่เหมาะสมเท่านั้น หากแต่จำเป็นต้องมี EQ ที่ดีด้วย หลักสูตรที่เกี่ยวกับเรื่องนี้มักอธิบาย 4 ขั้นตอนในการบริหารจัดการอารมณ์ให้มีประสิทธิภาพ ได้แก่ การรู้จักตนเองว่าเป็นคนเจ้าอารมณ์หรือไม่ (Self Awareness) ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของตนเอง (Self Management) ความสามารถในการรับรู้อารมณ์ของผู้อื่น (Social Awareness) และความสามารถในการรับมือกับอารมณ์ของผู้อื่น (Social Management) จากนั้นจึงสอนเทคนิคและทักษะต่างๆ ที่จะช่วยให้รับมือกับขั้นตอนทั้ง 4 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความรู้เกี่ยวกับบัญชีการเงินสำหรับหัวหน้าที่ไม่ได้ทำงานด้านนี้โดยตรง (Finance and Accounting for Non-Financial Manager) - เมื่อตำแหน่งสูงขึ้น งานที่ต้องรับผิดชอบย่อมมีความหลากหลายมากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นหัวหน้าต้องเข้าใจโครงสร้างของผลกำไร การบริหารงบประมาณ การคำนวณต้นทุนและสัดส่วนตัวเลขทางการเงินที่สำคัญๆ อย่างเช่น ROI, EBITDA, Profit Margin เป็นต้น  แม้ไม่ได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับตัวเลขโดยตรงก็ตาม นอกจากนี้ยังต้องรู้และเข้าใจศัพท์แสงประหลาดๆ ที่ใช้กันอยู่ในวิชาชีพบัญชีการ เงิน เช่น FIFO (First In First Out) ค่าเสื่อมราคา (DP) บัญชีลูกหนี้ค้างรับ (AR) และต้นทุนแปรผัน (Variable Cost) เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อช่วยให้การสื่อสารระหว่างกันในองค์กรและการบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทักษะการสื่อสาร (Effective Communication) - เมื่อหน้าที่ความรับผิดชอบสูงขึ้น ความสามารถในการสื่อสารก็ยิ่งมีความสำคัญและจำเป็นมากขึ้น หัวหน้าหลายคนเก่ง แต่สื่อสารไม่เป็น ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือไปอย่างน่าเสียดาย หลักสูตรการสื่อสารส่วนใหญ่สอนให้คน “พูด"​ เป็น แต่ผมคิดว่าไม่เพียงพอ การสื่อสารที่ดีต้องรวมถึงอวัจนะภาษา อย่างเช่น สีหน้าท่าทาง บุคลิกการแต่งตัว รวมถึงเสื้อผ้าหน้าผมด้วย หัวหน้าหลายคนมีภาพลักษณ์ดูไม่สมฐานะ จริงอยู่แม้ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่อย่าลืมว่าคนอื่นตัดสินเราภายใน 7 วินาทีที่แรกเห็น นอกจากนั้น การสื่อสารที่ดียังหมายรวมถึงการฟังอย่างมีประสิทธิภาพและการตั้งคำถามที่เฉียบคมแต่นุ่มนวลด้วย

การคิดและวางแผนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking & Planning) - หัวหน้าส่วนใหญ่เติบโตมาจากพนักงานที่ทำงานเก่งและมีผลงานดี ซึ่งส่วนมากมักมีทักษะในการทำงานระดับปฏิบัติการ (Operational Level) แต่ขาดความสามารถในการคิดวิเคราะห์และลงมือทำอย่างเป็นระบบ จึงไม่น่าแปลกใจที่เหตุใดหัวหน้าหลายคนเป็น “ผู้จัดการสันดานเสมียน” เพราะคิดในระดับที่สูงขึ้นไม่เป็น อันที่จริงเรื่องทำนองนี้ Dr.Laurence J.Peter ได้เคยเขียนไว้ในหนังสือชื่อ The Peter Principle ว่าคนจำนวนไม่น้อยในองค์กร ถูกเลื่อนขั้นปรับตำแหน่งไปอยู่ในจุดที่ตนเองมีความสามารถไม่ถึง (Level of Incompetence) ส่วนหนึ่งก็คงจะเป็นเพราะด้วยเหตุนี้กระมัง

การนำและการบริหารการเปลี่ยนแปลง​ (Leading & Managing Change) - สองคำนี้มีความแตกต่างกัน หัวหน้าที่มีทักษะในการนำการเปลี่ยนแปลง (Leading Change) ได้ดีคือคนที่สามารถมองเห็นโอกาสในการปรับและลุกขึ้นเปลี่ยนโดยไม่ต้องรอให้สั่งหรือสถานการณ์บังคับ ส่วนหัวหน้าที่มีทักษะในการบริหารการเปลี่ยนแปลง (Managing Chang) คือผู้ที่สามารถนำพาทีมก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงและรับมือกับการต่อต้านที่เกิดขึ้นระหว่างทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเปลี่ยนแปลงแบบลองผิดลองถูก ล้าสมัยเสียแล้ว ดังนั้น หัวหน้ายุคนี้จึงต้องมีทั้งทักษะทั้ง 2  อย่างเป็นอาวุธประจำตัว

การบริการโครงการในฐานะเครื่องมือในการบริหารจัดการ (Project Management as A Management Tool) - ทุกวันนี้งานที่ทำทุกอย่างมีลักษณะเป็นโปรเจคทั้งสิ้นกล่าวคือมีเวลาเริ่มและเวลาสิ้นสุดที่ชัดเจน ในอดีตการบริหารจัดการโครงการเหมาะกับวิศวกรหรือผู้ที่ทำงานเป็นผู้จัดการโครงการ (Project Manager) เท่านั้น แต่ปัจจุบันทักษะนี้กลายเป็นสิ่งจำเป็นของหัวหน้างานและผู้จัดการทุกคน หลักสูตรเกี่ยวกับการบริหารโครงการสำหรับหัวหน้างานควรเรียนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้สามารถบรรลุผลสำเร็จตามงบประมาณและเวลาที่มีได้ รวมทั้งเรียนเรื่องการแตกงานใหญ่ออกเป็นงานย่อยและกำหนดแผนผังการทำงานที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้รู้ว่า งานใดหากล่าช้าจะส่งผลให้งานทั้งหมดเสร็จไม่ทันเวลาไปด้วย เป็นต้น

ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (Creativity) - เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมานานว่าสิ่งนี้ เป็นทักษะที่สร้างได้หรือเป็นของขวัญที่ฟ้าประทานมาให้ อย่างไรก็ตาม ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาการกับการศึกษาลงลึกของผู้เชี่ยวชาญหลายคน ทำให้ระยะหลังๆ มีหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นมากมาย โดยส่วนตัวแล้วมีความเห็นว่าหากหัวหน้าได้มีโอกาสศึกษาร่ำเรียนวิทยายุทธนี้บ้าง ก็จะช่วยให้กระบวนการความคิดเฉียบคมมากขึ้น แม้จะยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นพรสวรรค์หรือพรแสวงก็ตาม

จรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ (Business Ethic & Corporate Governance) - กระแสต่อต้านการโกงกินและการผลักดันเรื่องความโปร่งใส่ กำลังมาแรงในสังคมไทยยุคนี้ ในอดีตเกือบไม่มีหลักสูตรใดๆ เลย สอนเรื่องการเป็นคนดีมีจรรยาบรรณในอาชีพการงานให้กับหัวหน้างาน จึงไม่น่าแปลกใจที่เหตุใดประเทศไทยถึงเต็มไปด้วยผู้นำที่เก่งแต่ไม่ดี โชคดีที่ทุกวันนี้มีหลักสูตรเกี่ยวกับความดี ความโปร่งใส ความใส่ใจในเรื่องจรรยาบรรณ เกิดขึ้นมากมาย จนทำให้ความฝันที่ว่าคอร์รัปชั่นจะหมดไปจากเมืองไทย ดูใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น

ก็ไม่รู้สินะ … เรียนทั้งหมดนี้ ประเทศไทยอาจได้ผู้นำดีๆ เพิ่มขึ้นอีกหลายคนก็เป็นได้

 

อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา

กรรมการบริหาร

สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ 15-18 ม.ค.58