หัวหน้างานเป็นโค้ชได้ไหม

 

ถ้าถามคน 100 คนว่า คิดเป็นไหม? กว่า 90% คงตอบว่า “เป็น”

 

หากถามหัวหน้างานว่า เป็นโค้ชให้ลูกน้องได้รึเปล่า? สัก 80% คงตอบว่า “ได้”

 

เพราะคนส่วนใหญ่เข้าใจคำว่า “คิดเป็น” ตามที่ตัวเองคิด ซึ่งไม่ต่างจากหัวหน้างานส่วนใหญ่ที่เข้าใจคำว่า “โค้ชได้” ตามที่ตัวเองมโน

 

แต่บ่อยครั้งมักพบว่าสิ่งที่คิดว่าเข้าใจนั้นอันที่จริงไม่ถูกต้อง !

 

การโค้ชก็ไม่ต่างกัน หัวหน้าหลายคนคิดว่าตัวเองเข้าใจ เพราะการโค้ชไม่ได้ยากเย็นอะไร เพียงแค่สอนงานและทำเป็นตัวอย่างให้ดูเท่านั้น

 

คำตอบนี้อาจจะถูกเพียงครึ่งเดียว เพราะในบริบทการทำงาน “โค้ช” ทำหน้าที่มากกว่านั้น

 

เทคนิคง่ายๆ สำหรับหัวหน้าที่อยากเป็นโค้ชให้ประสบความสำเร็จ...ไม่ยาก

 

แค่เลียนแบบโค้ชนักกีฬา เท่านั้น !


 

โค้ชเก่งๆ มีคุณสมบัติสำคัญ 7 ประการดังต่อไปนี้

 

1. ไม่จำเป็นต้องเก่งเท่าผู้ได้รับการโค้ช - หัวหน้าหลายคนอาจทำงานเก่งสู้ลูกน้องไม่ได้ในรายละเอียดเพราะลูกน้องทำอยู่ทุกวัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าหัวหน้าคนนั้นจะเป็นโค้ชที่ดีไม่ได้ คล้ายกับโค้ชเชิงกีฬาที่พบว่าโค้ชเก่งๆ หลายคนอาจเล่นกีฬาสู้นักกีฬาตัวจริงไม่ได้เลย แต่โค้ชมีความรู้พื้นฐานในเรื่องนั้นๆ และที่สำคัญมีทักษะในการโค้ชที่สามารถดึงเอาศักยภาพของผู้ได้รับการโค้ชออกมาใช้งานได้อย่างเต็มที่

 

2. รู้จักผู้ได้รับการโค้ชทั้งเรื่องงานและส่วนตัว - โค้ชกีฬารู้จักนักกีฬาทุกคนไม่ใช่เฉพาะตัวจริงเท่านั้น ตัวสำรองก็รู้จัก สำคัญกว่านั้นโค้ชไม่ได้รู้จักนักกีฬาเฉพาะในสนามเพียงอย่างเดียว แต่ยังรู้จักพื้นฐานครอบครัว นิสัยใจคอและพฤติกรรมนอกสนามของแต่ละคนด้วย ดังนั้นในฐานะหัวหน้าที่จะทำหน้าที่เป็นโค้ช คุณรู้จักลูกน้องมากน้อยเพียงใด รู้จักอย่างแท้จริงและลึกซึ้งหรือไม่ หัวหน้าจะเป็นโค้ชได้สมบูรณ์แบบ ต้องรู้จักพนักงานทั้งเรื่องส่วนตัวและการทำงาน เพราะพฤติกรรมบางอย่างในที่ทำงานเป็นผลมาจากปัญหาส่วนตัว การเข้าใจเรื่องส่วนตัวของลูกน้อง มิได้หมายถึงละลาบละล้วงชีวิตของเขา เพียงแต่ต้องรู้จักความเป็นอยู่ นิสัยใจคอและเป้าหมายส่วนตัวบ้าง เท่านั้น

 

3. รู้จักทั้งจุดเด่นและจุดด้อยของผู้ได้รับการโค้ช - โค้ชทำหน้าที่เป็นผู้พัฒนา ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรู้จักทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของผู้ได้รับการโค้ชอย่างถ่องแท้และรู้จักดึงจุดแข็งที่มีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในขณะเดียวกันก็หาทางซ่อมแซมจุดอ่อนที่มีอยู่ไม่ให้เป็นปัญหาจนไม่สามารถทำงานได้ อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจว่าการพัฒนาจุดอ่อนให้กลายเป็นจุดแข็งเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก การค้นหาจุดแข็งที่มีอยู่มาพัฒนาให้แกร่งขึ้นดูจะง่ายและมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า

 

4. สามารถสื่อสารแบบเพื่อนถึงเพื่อน - พนักงานส่วนใหญ่เชื่อเพื่อนมากกว่าหัวหน้า สมัยเราเป็นเด็กเมื่อมีปัญหาก็มักปรึกษาเพื่อนมากกว่าผู้ใหญ่ คนส่วนมากไม่ได้หันไปหาคนที่รู้จริงในเรื่องนั้นๆ แต่มักมองหาคนสนิทและไว้ใจได้มาเป็นที่ปรึกษามากกว่า ดังนั้น หัวหน้าที่จะทำหน้าที่เป็นโค้ช ต้องรู้จักสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้น ต้องมีความใกล้ชิดสนิทสนมพอสมควรจนพนักงานรู้สึกว่าสามารถพูดคุยกันได้อย่างหมดใจ เหมือนเพื่อนคุยกับเพื่อน มากกว่าลูกน้องคุยกับเจ้านาย

 

5. เป็นผู้ฟังที่ดีและรู้จักตั้งคำถามให้คิด - การโค้ชต่างจากการสอนงาน ตรงที่การสอนหัวหน้ามักใช้วิธีบอกขั้นตอนต่างๆ ให้พนักงานทราบเพื่อนำไปปฏิบัติ เพราะฉะนั้น การสอนจึงเน้นพัฒนาความรู้กับทักษะในการทำงาน ส่วนการโค้ชนั้นเน้นที่การกระตุ้นให้คิดและค้นหาคำตอบด้วยตนเอง เพราะเชื่อว่าหากพนักงานสามารถคิดได้เอง การพัฒนาจะยั่งยืนกว่าการบอกหรืออธิบายแล้วให้ทำตาม ซึ่งคนเรามักคิดมากขึ้นเมื่อได้รับคำถามแต่จะคิดน้อยลงหากได้รับคำตอบ ดังนั้นการกระตุ้นให้รู้จักคิด โค้ชต้องตั้งคำถามและมีทักษะในการฟังที่ดีเพื่อให้ผู้ได้รับการโค้ชสามารถพัฒนาความคิดของตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ

 

6. ดึงความรู้สึกของตนเองออกจากสถานการณ์ - การเป็นหัวหน้างานต่างจากการโค้ชตรงที่หัวหน้ามีหน้าที่ตัดสิน “ถูกผิด” ในขณะที่โค้ชทำหน้าที่พัฒนาจึงไม่มีสิทธิตัดสินถูกผิด ดังนั้นทักษะหนึ่งที่หัวหน้างานต้องฝึกฝนให้มากขึ้นเมื่อต้องการเป็นโค้ชที่ประสบความสำเร็จคือการไม่เอาความรู้สึกของตนเองเข้าไปผสมกับเรื่องราวของผู้ได้รับการโค้ช ทั้งนี้เพราะหากหัวหน้าใส่ความคิดหรือความรู้สึกของตนเองเข้าไป ย่อมทำให้โอกาสในการคิดของพนักงานลดน้อยลง ความคิดของหัวหน้าจะมีอิทธิพลต่อลูกน้อง ทำให้เกิดความรู้สึกเกร็ง กลัวและหวาดระแวงว่าจะตอบได้ตรงกับความคิดของหัวหน้าหรือไม่ ทำให้ไม่กล้าปลดปล่อยศักยภาพทางความคิดของตนเองออกมาอย่างเต็มที่

 

7. ส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก - วัตถุประสงค์ของการโค้ชไม่ใช่แค่ให้ความรู้เพิ่มเติม แต่คาดหวังว่าผู้ได้รับการโค้ชจะมีความคิดและพฤติกรรมการแสดงออกเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ดังนั้น ผลสำเร็จของการโค้ชจึงควรถูกวัดจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากการโค้ชเสร็จสิ้นลง หากผู้ได้รับการโค้ชไม่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปในเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าการโค้ชนั้นจะดีเพียงใดก็ไม่อาจถือได้ว่าประสบความสำเร็จ

 

เมื่ออ่านคุณสมบัติของโค้ชทั้ง 7 ประการครบถ้วนแล้ว ท่านคิดว่า “หัวหน้างานเป็นโค้ชได้ไหม” ?

 

สำหรับผม คำตอบคือ ได้แน่นอน เพียงแต่ ...

 

การโค้ชอาจไม่ใช่ยาวิเศษที่สามารถนำมาใช้ได้ทุกสถานการณ์ ดังนั้น ทุกๆ ครั้งที่สนทนากับพนักงาน ต้องกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนว่าการพูดคุยครั้งนี้ “เพื่อแก้ปัญหา” หรือ “เพื่อพัฒนา”

 

หากเป็นการพูดคุยเพื่อแก้ปัญหา หัวหน้าสามารถชี้แนะแนวทางและให้คำตอบในการแก้ปัญหาได้ ซึ่งวิธีการนี้มีข้อดีคือความรวดเร็วและตรงประเด็นเนื่องจากพนักงานไม่ต้องเสียเวลาค้นหาทางออกเอง แต่มีข้อเสียคือ ลูกน้องไม่พัฒนา ยิ่งหัวหน้าให้คำตอบได้ดีเท่าใด ลูกน้องก็จะยิ่งนำปัญหามาให้ช่วยขบคิดมากเท่านั้น กลายเป็นวงจรเลวร้ายที่หมุนไปไม่รู้จักจบสิ้น

 

ในทางกลับกันหากการพูดคุยเป็นไปเพื่อการพัฒนา หัวหน้าต้องตั้งคำถามเพื่อกระตุกต่อมความคิดของลูกน้องให้เร่งค้นหาคำตอบในการแก้ปัญหา แม้ฟังดูเหมือนจะเสียเวลา แต่ข้อดีคือ ลูกน้องพัฒนามากขึ้นเพราะต้องพยายามคิดเองโดยมีหัวหน้าคอยประคับประคองและดูแลอยู่ห่างๆ

 

ความท้าทายที่เกิดขึ้นคือ ทุกวันนี้หัวหน้าไม่ค่อยมีเวลาที่จะตั้งคำถามและรอคำตอบ จึงใช้วิธีการบอกแนวทางเพื่อช่วยลูกน้องแก้ปัญหา

 

ยิ่งบอกมากๆ ลูกน้องเลยไม่พัฒนา วันๆ มีแต่ปัญหามาให้หัวหน้าคอยแก้ ทำให้ยิ่งยุ่งและไม่มีเวลา !

 

วนเวียนไปอย่างนี้...ช่างน่าสงสารแท้



 

อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา

กรรมการบริหาร

บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด

apiwut@riverorchid.com

www.orchidslingshot.com

ติดตามเกร็ดการบริหารเพิ่มเติมได้ที่ Twitter@apiwutp

 

ที่มา: SME Thailand August 2014