หยุดชี้นิ้วหาคนผิด !

อย่างที่เขาพูดกันว่า “สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ” แน่นอนว่าเมื่อมีพระเอก ก็ย่อมต้องมีผู้ร้าย แต่จะมีใครสักกี่คนที่จะยอมออกมารับความผิดที่ตนเองได้ทำไป บ่อยครั้งความผิดที่เกิดขึ้นจะถูกชี้ไปที่ใครบางคน ซึ่งอาจจะเป็นคนที่ทำผิดจริงหรืออาจจะเป็นเพียงแค่ “แพะรับบาป” ก็ได้

ยกตัวอย่างสถานการณ์ต่างๆที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา สถานการณ์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในต่างประเทศแต่ส่งผลมายังประเทศไทย สถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายในองค์กร หรือแม้แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน มีกี่คนที่จะกล้าออกมาพูดว่า “เหตุผลหลักของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นความผิดของฉันเอง ฉันขอโทษที่คาดการณ์/ตัดสินใจ/ประเมินสถานการณ์ผิดไป”

เมื่อข้อความข้างต้นเป็นข้อความในฝันที่เราคงไม่สามารถเห็นมันเกิดขึ้นได้ง่ายๆ แต่อย่างน้อย เราในฐานะส่วนหนึ่งของสังคม ก็สามารถสร้างสังคมให้น่าอยู่ขึ้นได้ โดยเริ่มจากตัวของเราเอง เริ่มจากลดการชี้นิ้วหาคนผิด โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นผู้นำด้วยแล้ว การชี้นิ้วหาคนผิด นอกจากจะทำให้ขวัญและกำลังใจภายในทีมงานลดลงแล้ว ยังเป็นการสร้างค่านิยมที่ว่า “ถ้าไม่ทำอะไร ก็จะไม่มีความผิดพลาดเกิดขึ้น” แล้วทีมงานของคุณก็จะเข้าสู่ระบบเกียร์ว่างกันหมด เพราะไม่มีใครต้องการทำให้เกิดความผิดพลาด แล้วองค์กรจะเจริญเติบโตได้อย่างไร
ผมมีคำแนะนำ 7 ข้อสำหรับตัวคุณเองและคนที่เป็นผู้นำ ในการป้องกันคนในทีมชี้นิ้วโยนความผิดหรือกล่าวโทษกันเอง โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤตที่ต้องการความสามัคคีและร่วมมือร่วมใจในการทำงานเพื่อให้สามารถผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆเหล่านั้นออกไปได้แล้ว การชี้นิ้วหาคนผิดอาจจะเป็นการทำให้ทีมแตกสลายได้ง่ายๆ

1.    สร้างประโยคเด็ดประจำทีมที่ทุกคนต้องจำและปฏิบัติ โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤตที่การความร่วมมือร่วมใจของคนในทีมเป็นสิ่งสำคัญ ยกตัวอย่างประโยคเด็ดที่ว่าเช่น “ช่วยให้เยอะ ตัดสินคนอื่นให้น้อย (Help More, Judge Less)” เพราะในความเป็นจริงแล้ว จะมีคนสักกี่คนที่ไม่พอใจหากเราหยิบยื่นความช่วยเหลือเขา

2.    พยายามให้คนในทีมมุ่งเน้นไปที่ผลกระทบในอนาคตมากกว่าอดีต เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต ไม่สามารถกลับไปเปลี่ยนแปลงมันได้ แต่อนาคตเป็นสิ่งที่เราสามารถกำหนดได้ ยกตัวอย่างง่ายๆว่า คุณเคยทำอะไรที่น่าขายหน้าต่อหน้าคนหลายๆ คนบ้างไหม ตอนที่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น มันก็เป็นสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกแย่อยู่แล้ว แต่ถ้าคุณมาได้ยินคนอื่นพูดเรื่องเดิมให้คุณฟังอีก คุณจะรู้สึกอย่างไร ดังนั้นจงอย่าตอกย้ำความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในอดีต

3.    รับผิดชอบในพฤติกรรมการกระทำของตนเอง คนเราโดยส่วนมากจะไม่ค่อยเห็นความบกพร่องหรือข้อผิดพลาดที่ตนเองก่อ ในทางกลับกันมักจะเห็นความผิดพลาดของผู้อื่นมากกว่า ดังนั้นก่อนที่จะมองไปที่คนอื่น ควรพิจารณาดูตัวเราเองก่อนว่า ในสถานการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นนั้น เราเองมีส่วนในปัญหาหรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นหรือไม่ และอะไรเป็นสิ่งที่เราควรจะร่วมรับผิดชอบ

4.    ถามตนเองว่า “ฉันได้เรียนรู้อะไรจากสถานการณ์หรือวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นบ้าง?” แน่นอนว่าสำหรับคนที่เป็นผู้นำแล้ว คุณควรจะให้ทุกคนในทีมช่วยกันพิจารณาตอบคำถามนี้เช่นกัน  พูดจริงๆแล้ว ในสถานการณ์ที่ปกติ คนเราทุกคนสามารถเป็นผู้นำได้ แต่ผู้นำจะเก่งหรือทีมจะดีได้ต้องพิสูจน์จากสถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้น แทนที่แต่ละคนจะมานั่งบ่นหรือด่าทอถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เราน่าจะมาเรียนรู้และพัฒนาตัวเราเองให้เติบโตตามประสบการณ์มากกว่า

5.    หลังจากตอบคำถามว่า “ฉันได้เรียนรู้อะไรจากสถานการณ์?” แล้ว คราวนี้ทุกคนในทีมต้องช่วยกันตอบคำถามที่ว่า “ทีมของเราเรียนรู้อะไรจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้บ้าง?” เพราะการตอบคำถามนี้จะเป็นการชี้ให้เห็นว่า ทีมของเราจะสามารถพัฒนาศักยภาพของทีมให้ดีขึ้นได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสื่อสารระหว่างทีม/ภายในทีม หรือการสร้างทีมที่แข็งแกร่ง

6.    หลีกเลี่ยงการพูดคุยเมื่อเราโกรธหรือควบคุมตนเองไม่ได้ แน่นอนว่าสำหรับผู้นำแล้ว การส่งเสริมคนในทีมเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญ คนเราทุกคนสามารถมีอารมณ์โกรธกันได้ทั้งนั้น เพราะนี่เป็นอะไรที่ปกติและเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ปัญหาอยู่ที่ว่าเราสามารถควบคุมมันได้ดีหรือไม่ ดังนั้นถ้าเราคิดว่าเราจะไม่สามารถควบคุมได้ จงอย่าพูดจนกว่าจะสามารถผ่อนคลายความโกรธลงและสามารถคิดถึงเหตุและผลได้อย่างรอบคอบมากขึ้น

จากงานวิจัยในหลายๆสถาบัน พบว่าคนเราจะสามารถแสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสมได้อย่างง่ายดายในยามที่สมองเราอยู่ในสภาวะที่กำลังโกรธอยู่ ซึ่งกิริยาดังกล่าวจะทำให้เรารู้สึกเสียใจในภายหลังได้อย่างง่ายๆ

7.    จงอย่าถามว่า “ฉันถูกหรือไม่?” แต่จงถามว่า “ฉันจะช่วยอะไรได้บ้าง?” คนเราทุกคนย่อมมีความเชื่อเป็นของตนเอง แม้เหตุการณ์เดียวกัน ความเชื่อของคนสองคนยังแตกต่างกันได้ ดังนั้นถ้าเราเชื่อในบางสิ่งบางอย่างว่าถูกต้องหรือเห็นดีเห็นงามด้วย มันไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องพูดสิ่งนั้นออกมา โดยเฉพาะถ้าคำพูดนั้นจะทำให้คนอื่นที่ฟังรู้สึกเจ็บปวด หรือเป็นการส่งผลให้การทำงานเป็นทีมล่มสลาย หากเป็นเช่นนั้น มันอาจจะดีกว่า ถ้าเราไม่พูดอะไรเลย

7 คำแนะนำข้างต้นนี้เป็นสิ่งที่ฟังดูเหมือนง่าย เป็นแนวทางกึ่งๆธรรมะที่จะสามารถมาช่วยให้สังคมของเราน่าอยู่ขึ้น แต่ในทางปฏิบัติแล้วอาจไม่ง่ายอย่างที่คิด การฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอเท่านั้น จะนำไปสู่ความชำนาญและเชี่ยวชาญ (Practice Makes Perfect)

อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการผู้จัดการ
บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด
apiwut@riverorchid.com
www.orchidslingshot.com