หมดไฟ...ไม่อยากทำงาน

       หลังจากจบงานสัมมนาที่ไปเป็นวิทยากรรับเชิญ รุ่นน้องซึ่งเป็นผู้จัดงานเดินเข้ามาขอบคุณเป็นการส่วนตัว ผมแสดงความยินดีกลับไปสำหรับความสำเร็จของงาน เธอขอบคุณพร้อมทั้งยิ้มให้ แต่ผมกลับมีความรู้สึกว่า มีบางอย่างที่ขัดๆ ในการยิ้มของเธอใช่แล้วครับ! ตาของเธอกลับไม่ได้ยิ้มด้วย ผมจึงลองสอบถามดูว่า มีอะไรหนักใจไหม เธอหลบตาแล้วตอบว่า “ไม่มีคะ” ผมยืนอยู่เฉยสักครู่หนึ่ง ก่อนที่เธอจะค่อยๆ เหลือบตามอง พร้อมทั้งถอนหายใจ จากนั้นเราก็หามุมสงบๆ ที่พอจะนั่งคุยกันได้โดยคนอื่นไม่สนใจ
“พักนี้ไม่รู้เป็นยังไง แม้งานที่ทำจะประสบความสำเร็จ แต่น้อง (ชื่อเล่นของเธอ) กลับไม่ค่อยดีใจเลย รู้สึกเหนื่อยและเบื่อยังไงไม่รู้” หลังจากนั้นเธอก็ระบายความอัดอั้นให้ฟังผมวินิจฉัยดูแล้ว อาการอย่างนี้เรียกว่า Burnout คือเครียดจากการทำงานจนรู้สึกท้อแท้ ถดถอย ผมถามต่อว่า “อะไรทำให้รู้สึกเบื่อ”
“น้องรู้สึกว่าต้องทำเองทุกอย่างถึงแม้จะมีลูกน้องแต่พวกเขาก็แค่ทำตามที่บอกคิดเองไม่เป็นต้องให้คอยจี้ ให้ตามทุกเรื่อง” ผมถามกลับไปว่า “คิดไม่เป็น หรือไม่เปิดโอกาสให้ได้คิด” น้องเงียบไปไม่ตอบอะไรผมเข้าใจในทันทีด้วยอุปนิสัยของเธอที่ชอบทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบที่สุด จึงมักไม่ค่อยไว้วางใจให้ใครทำงานแทน ผมถามน้องกลับไปว่า “อยากหายจากอาการนี้ไหม” เธอพยักหน้า “แต่ต้องเปลี่ยนแปลงตนเองนะ” น้องพยักหน้าอีกการ Burnout ลักษณะนี้สามารถแก้ไขได้โดยการเปลี่ยนจุดสนใจของตนเอง จากที่เคยมุ่งเน้นที่ความสำเร็จเฉพาะตน เป็นมุ่งเน้นที่ความสำเร็จของทีมงานแทน โดยเริ่มต้นจาก...
เปลี่ยนจากการเป็นผู้บริหารทีม มาเป็นผู้นำทีม
– การบริหารเป็นการกระทำที่ช่วยสนับสนุนค้ำจุนให้งานและทีมประสบความสำเร็จผ่านการจัดการให้คน ทรัพยากร เวลา และงบประมาณไปกันได้อย่างเหมาะสม แต่ผู้นำที่อยู่ด้านบนของปีระมิด มักไม่ได้ลงมาดูในรายละเอียดทุกขั้นตอน แต่ใช้วิธีการกระจายหน้าที่ออกไปให้ผู้อื่นช่วยบริหารจัดการแทน โดยตัวเองมองอยู่ข้างบนเพื่อให้คำแนะนำ และมองในภาพรวมเพื่อให้แน่ใจว่า งานที่กระจายออกไป จะกลับมาอย่างถูกต้อง ตรงเวลา ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ให้อำนาจกับผู้อื่น
– ผู้ที่ประสบความสำเร็จส่วนมากเป็นคนเก่งในสิ่งที่ทำจึงทำให้ไม่ค่อยกระจายงานที่ตนเองทำได้ดีให้กับผู้อื่นหัวหน้าลักษณะนี้มักเข้าไปล้วงลูกจากพนักงานเสมอ ส่งผลให้คนเก่งๆ หลายคนไม่สามารถอยู่ได้ และสุดท้ายจึงต้องเป็นคนทำงานเหล่านั้นเองทั้งหมด ถ้าอยากหลุดออกจากวงจรนี้ต้องถอยตัวเองออกมาแล้ว ปล่อยให้คนอื่นทำบ้าง แน่นอนว่าการปล่อยในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการให้เขาบริหารจัดการงานในรายละเอียดเท่านั้น หากแต่ต้องปล่อยอำนาจให้เขาตัดสินใจได้ด้วยยินดีกับความสำเร็จของผู้อื่น
– การที่เราทำงานจนประสบความสำเร็จอาจทำให้ตนเองรู้สึกดี มีความภาคภูมิใจ แต่สำหรับผู้นำแล้ว ความสำเร็จในการทำงานเกิดจากความสำเร็จของลูกทีมแต่ละคนต่างหาก ดังนั้นหากลูกทีมทำงานจนประสบความสำเร็จ จงฉลองความสำเร็จนั้นสร้างความภาคภูมิใจให้กับตนเอง ผ่านการได้เห็นความสำเร็จของผู้อื่นความสำเร็จในลักษณะนี้ นอกจากจะทำให้รู้สึกยินดีกับตนเองแล้ว ยังเป็นกำลังใจให้กับคนในทีมอีกด้วย
สุดท้ายและเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด คือ ต้องหยุดพฤติกรรมที่คาดหวังให้ทุกอย่างออกมาสมบูรณ์แบบให้ได้ ผมยอมรับว่าเรื่องนี้ทำได้ยากเพราะในเมื่อตนเองสามารถทำทุกอย่างได้ดี ก็ย่อมอยากที่จะทำสิ่งนั้นเองเพราะให้คนอื่นทำคงได้ไม่ดีเท่า แต่เชื่อเถอะว่าไม่มีใครทำอะไรได้ดีไปเสียทุกอย่าง จงยอมรับในสิ่งที่เป็นจุดอ่อนของตนเอง คุณรู้ไหมว่าการยอมรับและทำความเข้าใจกับตนเอง มีผลทำให้เกิดความเครียดน้อยลงและความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับทีมงานดีขึ้นด้วย เมื่อพูดจบ น้องยกมือไหว้ “ขอบคุณคะ จะพยายามลองทำดู โดยเฉพาะข้อสุดท้าย” แล้วเราก็รำลากันไป