จากอดีตจนถึงปัจจุบัน เราได้เห็นวิวัฒนาการของรูปแบบการพัฒนาพนักงานที่มีมากขึ้นในหลากหลายรูปแบบ เริ่มจากการพัฒนาประเภทส่งคนเข้าห้องอบรมซึ่งในอดีตถือว่าเป็นแนวทางการพัฒนาที่ได้รับความนิยมอย่างมาก จากนั้นก็เริ่มมีแนวทางอื่นๆ เพิ่มขึ้นมา เช่น การพัฒนาด้วยตนเอง (Self Learning) การพัฒนาผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้ (Knowledge Sharing) การพัฒนาผ่านสื่ออีเลคโทรนิค (E-Learning) จนมาถึงการพัฒนาที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบันคือการโค้ชแบบตัวต่อตัว (One-on-one coaching)
 
ที่ผ่านๆ มา แม้จะมีรูปแบบการพัฒนาที่หลากหลาย แต่มักเน้นทำเป็นอย่างๆ ไป เช่นช่วงนี้เน้นอบรบ ช่วงต่อไปเน้นการเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นต้น แต่ในปัจจุบันมีการนำแนวทางต่างๆ เหล่านี้มาผสมผสาน (Blend) ให้เข้ากันมากขึ้น เช่นมีการอบรมผสมกับการโค้ชและการมอบหมายโครงการพิเศษให้ทำ เป็นต้น
 
แน่นอนว่าเมื่อมีการผสมผสาน คำถามที่น่าสนใจคือ “ควรใช้อะไรผสมกับอะไร ในสัดส่วนเท่าใด” จึงเรียกว่าเหมาะสม ?
ณ นาทีนี้คงจะตกยุคหากไม่กล่าวถึงส่วนผสมในการพัฒนาบุคลากรที่มีการพูดถึงกันมากที่สุดในแวดวง HR บ้านเราคือ “สูตร 70:20:10” ซึ่งคิดค้นผ่านงานวิจัยที่เก็บข้อมูลมากมายมหาศาลก่อนจะเปิดเผยให้พวกเราได้ยลโฉมจากสถาบันการพัฒนาบุคลากรชื่อดังก้องโลกอย่าง Center for Creative Leadership (CCL) ประเทศสหรัฐอเมริกา
 
70:20:10 เป็นสัดส่วนของเวลา ทรัพยากรและงบประมาณที่ควรถูกใช้ไปในกระบวนการพัฒนาที่ผสมผสานกันจนลงตัวเป็นแนวทางที่เชื่อว่าดีและได้ผลมากที่สุด
 
70 หมายถึงเปอร์เซ็นต์ของเวลา ทรัพยากรและงบประมาณ ที่ควรถูกใช้ไปกับการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านการลงมือทำ (On-the-job Learning) โดยเชื่อว่างานทุกอย่างที่พนักงานทำมีส่วนช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้เสมอและที่สำคัญเป็นการเรียนรู้ที่ดีและได้ผลยั่งยืนมากที่สุด
 
20 หมายถึงเปอร์เซ็นต์ของเวลา ทรัพยากรและงบประมาณ ที่ควรถูกใช้ไปกับการเรียนรู้จากผู้อื่น ซึ่งอาจเป็นการเรียนรู้ผ่านพี่เลี้ยง (Mentor) ผ่านโค้ช (Coach) หรือการมีโอกาสได้ติดสอยห้อยตามผู้ใหญ่ไปดูงาน (Job Shadowing) รวมถึงการที่มีโอกาสทำงานโครงการพิเศษร่วมกับคนอื่นๆ ด้วย
 
10 หมายถึงเปอร์เซ็นต์ของเวลา ทรัพยากรและงบประมาณ ที่ควรถูกใช้ไปกับการเรียนรู้อย่างเป็นทางการเพื่อเข้าใจทฤษฎีและหลักการ โดยอาจผ่านการเรียนรู้ในหลากหลายรูปแบบเช่น การอบรมสัมมนา การฟังเสวนาหรือการบรรยาย การเรียนผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ เป็นต้น

สูตร 70:20:10 นี้เชื่อว่าเป็นส่วนผสมที่ลงตัวที่สุดในการพัฒนาคน ซึ่งในฐานะที่ปรึกษาด้านการพัฒนาบุคคล ก็มีโอกาสได้ลองวิชาด้วยการนำส่วนผสมนี้ไปออกแบบแนวทางการพัฒนาให้กับลูกค้าหลายๆ องค์กร จากนั้นจึงมีการติดตามผลเพื่อพิสูจน์ว่า “ทฤษฏี” กับ “การปฏิบัติ” สอดรับกันหรือไม่...พบว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจมาก โครงการที่ทำให้กับลูกค้าผ่านสูตรการพัฒนาแบบ 70:20:10 นี้สร้างชื่อเสีียงให้กับประเทศไทยด้วยการไปคว้ารางวัลชนะเลิศ Excellence in Practice Award จาก American Society for Training and Development (ASTD) ซึ่งเป็นสถาบันส่งเสริมด้านการพัฒนาบุคลากรชื่อดังของโลกมาแล้ว
 
วันนี้ขอนำบางส่วนมาเล่าให้ฟังเผื่อเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านและหากเห็นสมควร จะนำไปปรับใช้กับองค์กรของท่านบ้างก็ไม่ว่ากัน เปิดเผยด้วยความยินดีและเต็มใจยิ่ง
 
วิธีการพัฒนานี้เริ่มจากการให้ผู้เข้าร่วมโครงการแต่ละคนทำแบบประเมินตนเองพร้อมกับการประเมิน 360 องศาและสัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders) รอบข้าง เพื่อประเมินว่าผู้เข้าร่วมโครงการแต่ละคนควรได้รับการพัฒนาในเรื่องใดบ้าง
จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการ 70:20:10 โดยเริ่มจากสัดส่วน 10% ก่อน คือ การให้ความรู้เบื้องต้นเพื่อปูพื้นให้กับผู้เข้าร่วมโครงการ โดยทุกคนต้องเข้าอบรมเพื่อปรับฐานความรู้ทางทฤษฎีให้เท่าเทียมกัน 
 
จากนั้นจึงเข้าสู่สัดส่วน 20% คือการโค้ชแบบตัวต่อตัว โดยก่อนการโค้ชผู้เข้าร่วมโครงการแต่ละคนจะได้รับผลจากการประเมิน 360 องศาที่จัดทำไว้ก่อนหน้านี้ แต่ละคนต้องอ่านและทำความเข้าใจผลการประเมินนี้ จากนั้นกำหนดเป้าหมายที่ต้องการพัฒนาอย่างน้อย 3 ประเด็น และอย่างมากไม่เกิน 5 ประเด็น โดยผสมกันระหว่างจุดแข็ง (Strengths) และจุดอ่อน (Weaknesses) เช่น อาจจะเลือกจุดแข็ง 1 เรื่องและจุดอ่อนอีก 2 เรื่องก็ได้ เป็นต้น
 
หลังจากนั้นจึงเข้าสู่ 70% สุดท้าย โดยผู้เข้าร่วมโครงการทุกคนต้องนำหลักการหรือแนวคิดต่างๆ ที่ได้เรียนรู้จากการโค้ชแต่ละครั้งกลับไปปฏิบัติจริงในการทำงาน เมื่อครบ 1 เดือนพวกเขาจะกลับมาหาโค้ชใหม่อีกครั้งพร้อมทั้งบอกเล่าความคืบหน้าในสิ่งที่ได้นำไปทดลองทำไม่ว่าจะได้ผลหรือไม่ก็ตาม ในขณะเดียวกันโค้ชก็ทำหน้าที่ช่วยเก็บข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) จากผู้มีส่วนได้เสียที่มีโอกาสทำงานกับผู้เข้าร่วมโครงการอันได้แก่หัวหน้า ลูกน้องและเพื่อนร่วมงานของพวกเขา เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนกัน
 
การพัฒนาด้วยการโค้ชในลักษณะนี้จะถูกทำไปเรื่อยๆ จนครบระยะเวลาที่กำหนดไว้ซึ่งโดยปกติใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน
เมื่อเสร็จสิ้นการโค้ช จะทำการประเมิน 360 องศาอีกครั้งเพื่อวัดความแตกต่างของคะแนนก่อนและหลังการเข้าร่วมโครงการ แล้วจึงจัดทำสรุปผลให้กับผู้เข้าร่วมโครงการและผู้บังคับบัญชากับผู้บริหารรับทราบต่อไป
 
สูตร 70:20:10 นี้พิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริงๆ ทั้งในทางทฤษฎีคืองานวิจัยและในทางปฏิบัติคือการนำไปใช้จริง ปัญหาอยู่ในว่าปัจจุบันองค์กรหลายๆ แห่งทำแบบกลับตาลปัตรคือใช้เวลาและงบประมาณส่วนใหญ่ไปกับการเรียนรู้อย่างเป็นทางการได้แก่การอบรมพัฒนา ซึ่งอันที่จริงต้องการเพียงแค่ 10% ในขณะที่ให้ความสำคัญและจัดสรรงบประมาณน้อยมากให้กับการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านการลงมือทำและการได้มีโอกาสเรียนรู้จากผู้อื่น ซึ่งต้องการถึง 90%
 
ลองพิจารณาปรับใช้ดูครับ ปี 2557 นี้อาจทำให้การพัฒนาบุคลากรขององค์กรท่านดีขึ้นกว่าเดิม ก็เป็นได้

ที่มา Productivity Corner ฉบับเดือนกุมภาพันธ์