สิ่งที่ตนเป็น…อาจสำคัญน้อยกว่าสิ่งที่คนอื่นเห็น ตอนที่ 1

เสียงร้องของเจ้ามอลลี่ทำให้ผมสะดุ้งตื่น ขณะเผลอหลับไปบนโชฟาในห้องรับแขก หลังจากเฝ้าอาการของมอลลี่ซึ่งท้องแก่ใกล้คลอดมาตั้งแต่ตอนหัวค่ำ จากการคาดคะเนของสัตวแพทย์ที่ดูฟิลม์เอ็กซเรย์และอาการเบื่ออาหาร มาสองวันก่อนหน้านี้ หมอบอกว่าเจ้าสุนัขบีเกิ้ลขี้อ้อน หูตูบ หางตั้ง นัยน์ตาเศร้าเว้าวอนตัวนี้ น่าจะคลอดไม่เกินเช้าวันพรุ่งนี้ ผมใจจดใจจ่อรอคอยวันนี้มาตั้งแต่มอลลี่เริ่มตั้งท้องเมื่อสองเดือนที่แล้ว และหวังว่ามอลลี่จะให้กำเนิดสมาชิกตัวน้อยที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงทุกตัว

มอลลี่ไม่ได้เป็นแค่สุนัขเฝ้าบ้านหรือเป็นเพียงเพื่อนแก้เหงาเท่านั้น มอลลี่มาอยู่ที่บ้านหลังนี้ในฐานะสุนัขประกวดตั้งแต่อายุ 2 เดือน มอลลี่คือส่วนหนึ่งของงานอดิเรกที่ผมทำมาตลอดระยะเวลากว่า 15 ปี เป้าหมายของผมคือเลี้ยงดูและฝึกฝนมอลลี่ตามโปรแกรมที่วางไว้ จนมีความพร้อมเต็มที่ จึงส่งมอลลี่เข้าสู่สนามประกวด ซึ่งเป็นการแข่งขันสุนัขโดยกรรมการจะตัดสินจากองค์ประกอบ 3 ด้านคือ ความสมดุลของโครงสร้างร่างกาย การเคลื่อนไหว และอุปนิสัยของสุนัขแต่ละตัว ซึ่งเรียกการประกวดในลักษณะนี้ว่า Conformation Show มอลลี่ประสบความสำเร็จจากการประกวดอย่างรวดเร็ว และสามารถสะสมคะแนนจนเป็นแชมเปี้ยนได้เมื่ออายุ 14 เดือน จากนั้นผมก็เฝ้ารอจนกระทั่งมอลลี่อายุครบ 2 ขวบ จึงได้เวลาเป็นแม่พันธุ์สืบทอดทายาทรุ่นใหม่ เพื่อเดินไปสู่เส้นทางแชมเปี้ยนเหมือนที่มอลลี่เคยทำสำเร็จมาแล้ว

ทันทีที่หันไปตามเสียงร้อง มอลลี่อยู่ในท่ายืนและหมุนตัวไปรอบ ๆ พร้อมกับพยายามย่อตัวลงเพื่อเบ่งเอาลูกตัวแรกออก ผมขยับเข้าใกล้มากขึ้น สังเกตเห็นผ้าขนหนูผืนใหญ่ที่ปูไว้ในกรงเต็มไปด้วยคราบน้ำคร่ำที่แห้งสนิท ผมเริ่มใจไม่ดีเพราะตามตำราที่อ่านมาบอกว่า ลูกสุนัขตัวแรกควรคลอดภายใน 2 ชั่วโมงหลังจากที่ถุงน้ำคร่ำแตก และลูกสุนัขตัวต่อไปควรคลอดตามมาในระยะห่างกันประมาณ 10 นาที จนถึง 2 ชั่วโมง ความกังวลไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น แต่กลับเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เมื่อสิ่งที่ผมเห็นต่อมาคือขาหลังของลูกสุนัขโผล่ออกมาทั้งสองข้าง แต่ยังไม่หลุดออกมาทั้งตัว เฮ้ย!  ตายล่ะหว่า ผมโพล่งออกมาโดยไม่รู้ตัว เพราะมันควรจะเอาศีรษะหรือขาหน้าออกมาก่อน “ในตำราบอกว่ายังไงล่ะ” ผมพยายามนึกถึงหัวข้อการช่วย เหลือสุนัขที่คลอดผิดท่า ซึ่งเคยอ่านและคิดว่าเข้าใจเป็นอย่างดีแล้ว แต่ในสถานการณ์จริง มันไม่ได้ช่วยผมมากนัก แม้ว่าจะยังมีกองหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุนัขวางซ้อนกันอยู่อีกหลายเล่มข้างโซฟา 

บอกตรง ๆ ว่านี้คือปรากฏการณ์ที่ผมไม่เคยเจอมาก่อน ผมพยายามตั้งสติด้วยการสูดหายใจให้ลึกที่สุดเท่าที่จะมีแรงในตอนนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า และภาวนาให้ความขลุกขลักนี้ผ่านไปด้วยดี ผมพูดกับตัวเองว่า “ขาโผล่ออกมาแล้ว ต่อไปก็เป็นลำตัว เราไม่ควรตื่นเต้นมากกว่ามอลลี่ ซึ่งมันคงเหนื่อยและเครียดกว่าเราหลายเท่า” ภรรยาผมซึ่งตื่นขึ้นมาทีหลังและเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ ได้สักพักหนึ่งแล้ว เดินเข้ามาบอกกับผมว่า “ตั้งสติให้ดี” ผมรู้สึกงงเล็กน้อยที่ได้ยินประโยคนี้เพราะผมคิดว่าตัวเองมีสติดีอยู่ จึงถามกลับไปว่า “ทำไมคุณถึงคิดว่าผมไม่มีสติ?”  เธอไม่ได้ตอบคำถาม แต่ตั้งคำถามกลับมาที่ผมอีกครั้งว่า “อาการลุกลี้ลุกลนแบบนี้เขาไม่เรียกว่ามีสติ…คุณว่าคนที่มีสติควรแสดงอาการอย่างไร? ” ผมไม่ได้ตอบคำถามนี้ แต่บอกว่า “คุณไปนอนเถอะ ตีสองแล้ว เช้านี้ต้องไปส่งลูกที่โรงเรียน”  เธอมองผมด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วพูดเบา ๆ ว่า “พรุ่งนี้วันหยุดค่ะ” จากนั้นเธอก็เดินหายขึ้นไปข้างบน ผมนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง พร้อมกับสงสัยตัวเองว่า หรือจริง ๆ แล้วเราเพิ่งจะมีสติเมื่อครู่นี้เอง

แม้ผมจะไม่ได้ตอบคำถามเธอในตอนนั้น แต่ผมกำลังหาคำตอบให้ตัวเองอยู่ในตอนนี้ ผมรู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อยที่ภรรยาเตือนให้ตั้งสติให้ดี ผมเชื่อของผมว่าผมมีสติดีอยู่ ผมควบคุมสถานการณ์ได้ แต่ทำไมเธอไม่ได้เห็นอย่างนั้น มันเป็นเรื่อง INTENTION ที่ผมแสดงออกไปตามความคิดของผมในขณะนั้น ซึ่งแตกต่าง จาก PERCEPTION ที่เธอเห็นตามมุมมองของเธอ แล้วอย่างไหนสำคัญกว่ากัน  เป็นไปได้ไหมว่า สิ่งที่ตนเป็น อาจสำคัญน้อยกว่าสิ่งที่คนอื่นเห็น ถ้าผมต้องการส่งสัญญาณให้เธอรับรู้ว่าผมมีสติ ผมไม่ควรแสดงท่าทีลุกลี้ลุกลนหรือพูดจาสับสน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วคนส่วนใหญ่มักจะตีความไปตามพฤติกรรมที่เขาเห็น มันไม่ใช่ความผิดของภรรยาผม เธอพูดไปตามสิ่งที่เธอเห็น 

คงไม่ต่างจากการทำงานในองค์กร ซึ่งทุกคนมีบทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบที่แตกต่างกัน หากหัวหน้ามีหน้าที่ต้องโน้มน้าว จูงใจ ให้คุณและให้โทษลูกน้อง แต่ไม่เคยแสดงออกให้เขาเหล่านั้นเห็น หรือแสดงออกตรงกันข้าม ก็ไม่น่าแปลกใจที่ลูกน้องจะทึกทักเอาว่าหัวหน้าของเขาไม่เคยเล่นบทบาทได้ตามนั้น สมมติว่ามีลูกน้องคนหนึ่งทำผิดวินัยบ่อย ๆ แต่คุณในฐานะหัวหน้าไม่เคยใช้อำนาจที่มีอยู่ตามระเบียบ เพื่อลงโทษลูกน้องคนนี้เลย ลูกน้องคนอื่นก็ไม่เคยเห็นว่าคุณเคยใช้อำนาจที่มีอยู่นี้กับใครเช่นกัน จึงมีแนวโน้มที่พวกเขาจะสรุปว่า คุณไม่มีอำนาจ แม้จริง ๆ แล้วคุณจะมี ดังนั้น หากคุณมีอำนาจแต่ไม่เคยใช้มัน…แปลว่าคุณไม่มี คงไม่ต่างจากกรณีของผมที่ไม่แสดงให้เธอเห็นว่า ผมนิ่ง ผมสงบ ผมไม่วอกแวก เธอไม่เห็นอาการเหล่านี้จากผม…เธอจึงสรุปว่าผมไม่มีสติ

ผิดหรือไม่? หากคิดว่า “จะมีประโยชน์อะไรที่ต้องไปแคร์คนอื่น” คงไม่มีใครเดือดร้อน หากพรุ่งนี้คุณไม่ต้องสื่อสารกับใคร เมื่อคุณเป็นสมาชิกในองค์กร คุณกำลังถูกคาดหวังจากเจ้านาย ลูกน้อง และลูกค้า หากคุณเป็นหัวหน้าครอบครัว คุณกำลังถูกคาดหวังจากภรรยา ลูก และญาติพี่น้อง บางครั้งคุณก็จำเป็นจะต้องแสดงบทบาทไปตามที่เขาเหล่านั้นคาดหวัง ในขณะเดียวกันคุณเองก็ต้องการเห็นเพื่อนร่วมงานและคนในครอบครัวแสดงบทบาทอย่างที่คุณคาดหวังด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากสิ่งที่คุณเป็น ดูแล้วเหมือนเส้นขนานไม่สอดคล้องกับคนที่คุณมีปฏิสัมพันธ์ด้วย ก็ย่อมเกิดความไม่ลงรอยกัน ถ้าเป็นเรื่องงาน งานก็ติดขัดหาความสำเร็จได้ยาก ถ้าเป็นเรื่องครอบครัว ครอบครัวก็สะดุดหาความสงบสุขได้ยากเช่นกัน

การเปิดใจรับฟังมุมมองของคนอื่น ถือว่ามีความสำคัญไม่น้อยในแง่ของการพัฒนาตนเอง ไม่เช่น นั้นการประเมิน 360 องศา คงไม่ขึ้นชั้นมาเป็นเครื่องมือการบริหารทรัพยากรบุคคลที่ได้รับความนิยมจนทุกวันนี้ จริงอยู่แม้เราจะต้องประเมินตัวเองด้วย แต่ก็เป็นแค่หนึ่งมุมมองซึ่งเทียบกันไม่ได้เลยกับอีกหลายมุมมองของคนที่อยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า หรือลูกค้า พวกเขาเหล่านั้นจะเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นจุดแข็งและจุดอ่อนที่เราไม่เคยรู้ ประเด็นสำคัญอันดับแรกไม่ได้อยู่ที่ใครมองคุณอย่างไร แต่น่าจะอยู่ที่คุณพร้อมเปิดใจยอมรับฟังมุมมองที่แตกต่างจากคนอื่นหรือไม่

หากต้องการแก้ไขจุดอ่อนและต่อยอดจุดแข็ง ต้องไม่ทำตัวเหมือนแม่มดกับกระจกวิเศษ ที่ปราถนาจะได้ยินแต่คำว่า "ท่านคือผู้ที่งามเลิศที่สุดในปฐพี" เท่านั้น  สิ่งที่คนอื่นเห็นจะเริ่มมีคุณค่ามากกว่าสิ่งที่เราเป็นขึ้นมาทันทีหากต้องการลบจุดบอดหรือ Blind Area ซึ่งคนอื่นเห็นแต่เราไม่เห็นออกไป

ผมควรต้องให้เครดิตกับภรรยาที่อย่างน้อยก็สะท้อนให้เห็นว่า ผมเป็นอย่างไรในสายตาของเธอ และควรทำอย่างไรถ้าต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นอีก เพราะหากผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้ คราวหน้าผมคงจะให้ความช่วยเหลือมอลลี่ได้ดีกว่านี้