สร้างทีมยุคใหม่ที่ไม่อยู่นิ่ง

ฟ้าใหม่ โจทย์ใหม่ การปรับเปลี่ยนใหม่ๆ.. โลกของงานไม่เคยหยุดนิ่ง สิ่งหนึ่งที่แน่นอน ที่มืออาชีพยุคนี้ต้องสอนใจตนเองเสมอ คือ อยู่นิ่ง เท่ากับ ถูกทิ้งให้อยู่ข้างหลัง ดังนั้น ยาแก้ขนานที่ขลังที่สุด คือ การเรียนรู้และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ช่วงต้นปีเช่นนี้ เป็นเวลาดีๆ ที่เรามาตั้งหลักคุยว่า จะช่วยให้ทีมพร้อมเรียนรู้และพัฒนาได้อย่างไรบ้างค่ะ

ขออนุญาตผสมผสานแนวคิดจากกูรูผู้รู้ด้านนี้หลายท่าน อาทิ Dr. David Ulrich เจ้าพ่อแห่งวงการทรัพยากรมนุษย์ และ Dr. Peter Senge ผู้เป็นที่สุดของที่สุด เรื่ององค์กรแห่งการเรียนรู้ ที่ย้ำว่า กรุณาอย่าพึ่งเฉพาะผู้บริหารในการนำมาซึ่งแนวทางใหม่ๆในการแข่งขัน หรือคิดว่า มีทีมกลยุทธ์ช่วยคิดอยู่แล้วนี่นา หน้าที่คนส่วนใหญ่ในองค์กร คือปฎิบัติไง

เพราะองค์กรและทีมที่จะทะยานไปข้างหน้าสู่อนาคตได้ ต้องใช้ความรู้ ประสบการณ์และมันสมองของน้องพี่ทุกคน ปีที่ผ่านๆมา ทำอย่างไร ไม่เป็นไร ปีนี้ อะไรในอดีตที่ดีๆ เก็บไว้ อะไรที่ยังไม่ได้ดั่งใจ เอาใหม่ ไม่หยุดนิ่ง ทั้งนี้ การเรียนรู้และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตั้งหลักที่ Mindset กรอบความคิด ว่า การพัฒนาและการเรียนรู้ เป็นความรับผิดชอบของทุกฝ่าย จะได้ไม่เกิดอาการ “โยน ” กันไปมา อาทิ

ลูกน้อง : ก็หัวหน้าไม่เคยส่งอบรม

หัวหน้า : HR จัดอะไร ไม่เห็นเข้าท่า

องค์กร : ลงทุนพัฒนาคนไปเท่าไหร่ ไม่เคยเห็นผล

วันนี้ มาดูบทบาทของทั้ง 3 ว่า ต่างมีหน้าที่ความรับผิดชอบหลักใดบ้างในการสร้างทีมที่ไม่มีอยู่นิ่ง

1.องค์กร มีหน้าที่กำหนดนโยบายและจัดสรรทรัพยากรเพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้มีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และจริงจัง อาทิ พื้นฐานสุดๆ คือ มีงบประมาณ และ ทีมงาน HR ที่ทุ่มเทรู้จริงเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากร สร้างระบบที่รองรับสนับสนุนพนักงานที่ใฝ่รู้ มุ่งพัฒนา ให้เขามีโอกาสก้าวหน้าเติบโต ระบบใดที่ยังไม่ตอบโจทย์ ก็ปรับปรุง เช่น วัดผลการพัฒนา เพียงว่าพนักงานเข้าอบรมกี่วัน เลยวุ่นวิ่งไล่จับกันให้มาเรียน หรือ ลงทะเบียนแล้วแว๊บหาย ปีนี้กรุณาใช้วิธีที่ 4.0 ขึ้นในการวัดผล เป็นต้นค่ะ

2.หัวหน้างาน ไม่ว่าจะระดับใด ให้ถือว่าท่านเป็นผู้นำหลัก ที่จะทำให้เกิดทีมที่ไม่เคยอยู่นิ่ง พร้อมพัฒนาเรียนรู้มีงบประมาณกระหน่ำเท่าใดในการพัฒนาเรียนรู้ แต่หัวหน้าเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ไม่ให้ความสำคัญ ..ก็ฉันมีหน้าที่ส่งทีมงานเข้าอบรมให้มันเสร็จๆ HR จะได้ไม่ตอแย..เช่นนี้ ต้องแก้ที่มุมมองพี่ก่อนเพราะ Mindset นี้ จะแผ่ขยายไปสู่ทีมอย่างช่วยไม่ได้ เพราะลูกไม้ทั่วไปมักหล่นไม่ไกลต้นดังนั้น ผู้นำต้องล้ำหน้า จึงจะพาผู้ตามไปในอนาคตได้ หรืออีกนัยหนึ่ง พี่ต้องเป็นผู้ซึ่งแสดงตนว่าเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับพร้อมพัฒนา ในทุกสถานการณ์ทั้งนี้ การเรียนรู้ มิได้มาจากการเข้าฝึกอบรมเพียงอย่างเดียว แต่มาได้จากสารพัดหนทาง เช่น การทำงานชิ้นใหม่ การได้แก้ปัญหาการจับตามองว่าคนอื่นเขาทำอย่างไร เพื่อเรียนลัดว่าอะไรใช่ อะไรไม่ใช่ จะได้ไม่ต้องลองผิดลองถูกเองเสมอไปเมื่อหัวหน้าทำตนเป็นต้นแบบ ลูกน้องมักแอบอยู่นิ่งไม่ได้ นอกจากนั้น พี่ควรมีเป้าหมายให้น้องพัฒนา อาทิ ก่อนส่งไปอบรมเรียนรู้ ก็คุยกับเขาว่า พี่มีความคาดหวัง ให้เขาเน้นไขว่คว้าประเด็นใด เมื่อน้องกลับมาจากอบรม ก็ไม่ทิ้งประเด็น ทำให้เห็นว่าพี่เอาจริง คุยเรื่องสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ ขอให้เขาทำให้ดู แถมรู้อะไร ให้ส่งต่อ อาทิ สอนคนในทีม (รวมทั้งพี่) จะได้พัฒนาไปพร้อมๆกัน

3.พนักงาน ที่สุดของที่สุด พนักงาน เป็นผู้ที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการพัฒนาตนเองความรับผิดชอบทั้งหมด หยุดอยู่ที่เราในกรณีชั่วร้ายสุด เช่น องค์กรไม่ให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาคนแต่ประการใดหัวหน้าก็มิได้ทำอะไร ได้แต่ส่ายหน้า บอกว่าองค์กรนี้ไม่ได้เรื่อง!กรุณาอย่าทำตัวเป็นเหยื่อ เป็นเพียงผู้ถูกกระทำต้องไม่ปล่อยให้สถานการณ์บงการให้เราจับเจ่าอยู่กับที่ เพราะเรามีโอกาสพัฒนาเสมอ มองหา มีสิทธิ์เจอมากมาย เช่น อ่านๆๆๆ หรือ ศึกษาวิธีการทำงานของคนเก่งๆในองค์กร หรือ ขอให้ผู้รู้สอนวิธีใช้ระบบใหม่ หรือ พร้อมเสนอตนทำงานใหม่ ไม่ว่าจะเป็นงานจรที่ทีมเพิ่งได้รับมอบหมาย หรือ งานที่ใครๆมักไม่อยากทำ เช่น งานอาสาร่วมกับทีมอื่นในกิจกรรมสันทนาการขององค์กร เพื่อเรียนรู้การทำงานกับผู้อื่นข้ามสายงาน และฝึกสร้างเครือข่าย หรือ ทดลองถ่ายทอดสิ่งที่เราได้เรียนรู้ หรือ เป็นครูให้เพื่อนร่วมทีมในเรื่องที่เราถนัด ฯลฯ ล้วนจัดเป็นแนวทางของการพัฒนาและเรียนรู้ของเราทั้งสิ้น

สรุปว่า ไม่มีใครหยุดใครได้ หากเขากระหายอยากพัฒนา อย่างไรก็ดี ดิฉันมั่นใจว่า คนส่วนใหญ่มิได้อยู่ในสถานการณ์ชั่วร้ายข้างต้นที่คนรอบตัวไม่เห็นความสำคัญใดๆของการพัฒนาจึงเหลือแต่ว่า เราตั้งสติ ตั้งหลัก ปักธง ปลงใจให้มั่นแล้วหรือยังว่า ฉันจะพัฒนาๆๆอย่างน้อยตั้งหลักด้วยเป้าหมายว่า ฉันจะพัฒนาเรื่องใด แล้วใฝ่หา ฝึกฝน ตลอดจนถามตัวเองทุกวันว่า

วันนี้ ฉันได้เรียนรู้อะไรบ้าง อนาคต ต้องสร้างเองค่ะ

 



บทความโดย: พอใจ พุกกะคุปต์
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 16 มกราคม 2560