สรรหาผู้ที่มี EQ สูง (ตอนที่ 1)

ต้องยอมรับว่าข้อมูลข่าวสารในโลกปัจจุบันเข้าถึงได้ง่าย เราสามารถเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส ดังนั้นเวลาสัมภาษณ์ผู้สมัครงาน หลาย ๆ ครั้งมักพบว่าพวกเขามีความรู้ความสามารถและตอบคำถามได้ดีใกล้เคียงกัน ปัญหาคือแล้วจะตัดสินใจเลือกใครมาร่วมงานดี
แม้ความสามารถจะไม่ต่างกันมากแต่หากเลือกคนผิดเข้ามาร่วมงาน รับรองได้ว่า ความยุ่งยากจะตามมาอย่างไม่จบสิ้น โดยเฉพาะหากเจอพนักงานที่อาจสร้างความเสียหายให้กับองค์กร ทำให้เพื่อนร่วมงานอารมณ์หงุดหงิด-โมโห ทำให้ความสัมพันธ์กับลูกค้าขาดสะบั่นได้ด้วยแล้วละก็ ดังนั้นเพื่อที่จะคัดเลือกให้ได้คนที่ไม่ผิดฝาผิดตัว การค้นหาความฉลาดทางอารมณ์หรือ EQ (Emotional Quotient) ของผู้สมัครงานด้วย จะช่วยให้การตัดสินใจรับพนักงานทำได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น
จากการวิจัยในต่างประเทศพบว่า EQ มีส่วนสร้างความสำเร็จในการทำงานถึง 24 – 69%
หลายคนคงสงสัยว่าทำไมตัวเลขห่างกันไกลนักระหว่าง 24% กับ 69% อันที่จริงไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่าเป็นเพราะงานแต่ละอย่างมีความต้องการผู้ที่มี EQ ไม่เท่ากัน บางงานต้องการผู้ที่มี EQ สูงมาก ๆ จึงส่งผลให้ EQ มีส่วนทำให้งานประสบความสำเร็จได้ถึง 69%  เช่นงานต้อนรับลูกค้า ในทางกลับกันงานบางงาน EQ มีส่วนทำให้งานประสบความสำเร็จแค่ 24% เช่นงานที่ทำกับเครื่องจักรหรืออุปกรณ์อิเลคโทรนิคเท่านั้น ไม่ต้องพบปะกับผู้คนเลย
แต่ในทางปฏิบัติมีงานน้อยมากที่ผู้มี EQ ไม่สูงนัก จะสามารถทำได้ดี โดยเฉพาะหากคุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่ด้วยแสดงว่างานที่ทำอยู่ต้องใช้ EQ ในระดับค่อนข้างสูงแน่นอน ยิ่งถ้าเป็นหัวหน้างานด้วยแล้วละก็ EQ สำคัญและจำเป็นเข้าไปใหญ่
ลองคิดดูว่าจะมีประโยชน์อะไรหากได้คนที่มีความสามารถและมีประสบการณ์ในการทำงานสูง แต่ขาดการตระหนักรู้ว่าพฤติกรรมที่ตนเองทำอยู่ มีผลทำให้ลูกน้องมากกว่าครึ่งตัดสินใจมองหางานใหม่
จะว่าไปแล้ว มีหลากหลายมุมมองที่เกี่ยวโยงกับ EQ แต่สำหรับกระบวนการสัมภาษณ์ปกติเราต้องมองหา 3 ปัจจัยสำคัญต่อไปนี้
  1. ความเข้าใจในตนเองและความสามารถในการควบคุมตนเอง
  2. ความเข้าใจในผู้อื่นและเข้าใจว่าพฤติกรรมของตนเองมีผลกระทบกับผู้อื่นอย่างไร
  3. ความสามารถในการเรียนรู้จากความผิดพลาดที่เกิดขึ้น
  4. คราวนี้เราลองมาดูว่าแต่ละข้อคืออะไร และจะสัมภาษณ์อย่างไรจึงทราบว่าเขามี EQ เหล่านั้น

1. ความเข้าใจในตนเองและความสามารถในการควบคุมตนเอง

ข้อนี้เป็นเรื่องของการเข้าใจว่าตนเองต้องการอะไร และความต้องการนั้นมีส่วนผลักดันในการแสดงออกทางพฤติกรรมอย่างไร นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องของความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของตนเองไม่ว่าจะเป็นเรื่องความกลัว ความโกรธ หรือความกังวล ไม่ให้ไปกระทบและสร้างปัญหากับคนรอบข้าง
จะว่าไปแล้วคนส่วนมากมีความเข้าใจอารมณ์ของตนเอง คือรู้ว่ากำลังมีความสุข กำลังเศร้าเสียใจ กำลังโกรธหรือกำลังกลัวอยู่ แต่มีน้อยคนนักที่จะตอบได้ว่า อะไรเป็นสาเหตุของอารมณ์เหล่านั้นที่ทำให้เราแสดงพฤติกรรมบางอย่างออกมา
ยกตัวอย่างเช่น ผู้จัดการคนหนึ่งที่ชอบคิดว่าตนเองถูกเสมอ จึงส่งผลให้เขามีพฤติกรรมที่ดูยโส ปกป้องตนเองตลอดเวลาและมีความระมัดระวังสูง ดังนั้นพอมีปัญหาเกิดขึ้นหรือลูกค้าไม่พอใจ เขาจะไม่สามารถทำงานร่วมกับลูกน้อง เพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าได้ เพราะความเข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เหมือนกัน ในขณะที่ทุกคนพยายามหาต้นตอของปัญหาและหาแนวทางการแก้ไข เขากลับพยายามปกป้องตนเองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดพลาดของเขา
คนที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์สูง ต้องสามารถควบคุมพฤติกรรมของตนเองได้ เวลาเกิดความกังวลหรือความกลัว จะเข้าใจอารมณ์ที่เป็นอยู่และสามารถควบคุมไม่ให้ความรู้สึกนั้นปรากฏออกมาทั้งทางวาจาและภาษากาย ซึ่งนั่นจะทำให้เขาดูเป็นคนสงบและสุขุม ในขณะเดียวกันเวลาเกิดอารมณ์โกรธขึ้นมา ก็สามารถควบคุมไม่ให้ความโกรธแสดงออกเป็นพฤติกรรมที่ก้าวร้าวกับคนอื่นได้
สำหรับแนวทางการค้นหาความสามารถในเรื่องนี้ สามารถทำได้โดยตั้งคำถามในระหว่างการสัมภาษณ์ เช่น

  • “กรุณาเล่าให้ฟังถึงสถานการณ์ที่อารมณ์ของคุณมีผลต่อการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเชิงบวกหรือลบก็ตาม”
  • “กรุณาเล่าให้ฟังถึงสถานการณ์ที่เกิดความขัดแย้งระหว่างคุณกับเพื่อนร่วมงาน ลูกน้องหรือหัวหน้า – สถานการณ์เป็นอย่างไร สาเหตุของปัญหาคืออะไร คุณทำอะไรไปบ้าง และ ผลลัพธ์เป็นอย่างไร”
  • “ในฐานะหัวหน้า คุณต้องรักษาผลการทำงานของทีมให้ดีที่สุดในขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมพฤติกรรมการแสดงออกของตนเองด้วย หากคุณจำเป็นต้องแจ้งข่าวเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของธุรกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น คุณมีแนวทางอย่างไร”
กระดาษหมดพอดี อีก 2 ข้อ ขอนำไปเล่าต่อในฉบับถัดไปนะครับ
อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการบริหาร
บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด
apiwut@riverorchid.com
www.orchidslingshot.com
ติดตามเกร็ดความรู้ทางการบริหารได้ที่ twitter.com/apiwutp