วัฒนธรรมการโค้ช : เส้นทางสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้สู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน

 

ตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าเทรนการพัฒนาบุคคลากรที่มาแรงที่สุดในประเทศไทยคงหนีไม่พ้นการโค้ช (Coaching) สมาพันธ์โค้ชนานาชาติ (International Coach Federation) ให้คำจำกัดความของการโค้ชว่าหมายถึง ความร่วมมือของผู้ที่ทำหน้าที่โค้ชและผู้ที่ได้รับการโค้ช ผ่านกระบวนการท้าทายความคิดและจุดประกายให้ผู้ที่ได้รับการโค้ชเห็นโอกาสและเกิดแรงบันดาลใจในการดึงหรือใช้ศักยภาพของตนเองเพื่อสร้างความสำเร็จทั้งในเรื่องส่วนตัวและในงาน


 

องค์กรชั้นนำหลายแห่งหันมาให้ความสำคัญและนำการโค้ชมาใช้พัฒนาบุคคลากรมากขึ้น โดยอัตราการเติบโตของความต้องการการโค้ชในประเทศไทยที่ผ่านมาสูงถึง 40-50% ต่อปี แม้ว่าการโค้ชจะอยู่ในช่วงเริ่มต้นและจำกัดวงเฉพาะผู้บริหารระดับสูงกับผู้บริหารรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพเท่านั้น แต่โอกาสที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคตอันใกล้นี้ เป็นสิ่งที่เป็นไปได้อย่างแน่นอน



เมื่อองค์กรแและผู้บริหารหลายท่านมีประสบการณ์โดยตรงและเห็นประโยชน์จากการโค้ช ประเด็นที่น่าสนใจและกลายเป็นคำถามยอดฮิตต่อมาคือ ทำอย่างไร "การโค้ช" นี้จะไม่จางหายไปเมื่อจบโครงการ แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรที่ยั่งยืนต่อไป

ความตื่นตัวเรื่องการสร้าง "วัฒนธรรมการโค้ช" (Coaching Culture) ในองค์กรจึงอุบัติขึ้น




วัฒนธรรมการโค้ช เป็นการนำแนวคิดและวิธีการสื่อสารแบบโค้ชที่เน้นการตั้งคำถามและกระตุ้นให้คิดไปใช้ในวงกว้างมากขึ้น โดยได้ไม่จำกัดอยู่เพียงแค่การพัฒนาที่เป็นทางการเท่านั้น แม้แต่การสื่อสารและการสนทนาทั่วๆ ไปในแต่ละวันของบุคลากรทุกระดับในองค์กร ก็อาศัยแนวทางนี้เป็นกรอบในการพูดคุย

 
 

หลักการสำคัญหนี่งของการโค้ชคือ การช่วยให้ผู้ได้รับการโค้ชค้นหาทางออกของปัญหาได้ด้วยต้วเอง แทนการได้รับคำตอบหรือทางออกจากโค้ช 




การโค้ชเป็นการผึกให้ผู้ได้รับการโค้ชมีทักษะการคิดอย่างเป็นระบบและคิดหาทางออกใหม่ๆ ได้เอง โดยโค้ชทำหน้าที่สะท้อนมุมมองและท้าทายให้เกิดความคิดที่รอบด้าน หากได้รับการกระตุ้นและฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ ผู้ได้รับการโค้ชจะมีทักษะ สามารถคิดหาทางแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง ซึ่งถือเป็นการพัฒนาและสร้างความสำเร็จอย่างยั่งยืน คล้ายดังสุภาษิตจีนที่ว่า “การให้ปลากับคนๆ หนึ่งเราช่วยให้เขาอิ่มเพียงมื้อเดียว แต่ถ้าเราสอนวิธีการจับปลาให้เขา เราจะช่วยให้คนๆ นั้นอิ่มไปชั่วชีวิต”
 



นอกจากนั้นประโยชน์ของกระบวนการนี้ ยังทำให้พนักงานลดการพึ่งพาผู้บริหารหรือหัวหน้างานในการให้แนวทางแก้ปัญหาเพราะทุกคนจะถูกฝึกฝนและคาดหวังให้คิดหาทางออกใหม่ๆ ด้วยตนเองก่อนเสมอ แทนที่จะรอคอยคำตอบจากหัวหน้าทุกครั้งที่เกิดเรื่อง



หากองค์กรสามารถสร้างวัฒนธรรมการโค้ชให้เกิดขึ้นได้ คุณภาพของบุคลากรจะเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็ว มีความคิดสร้างสรรค์ มีนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอและที่สำคัญจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับองค์กรอีกด้วย



อย่างไรก็ตาม การสร้างวัฒนธรรมใหม่เป็นความท้าทายสำหรับทุกองค์กร เพราะเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความอดทน รวมทั้งต้องการความร่วมไม้ร่วมมือของพนักงานและการสนับสนุนจากผู้บริหารและหัวหน้างานทุกระดับ จริงอยู่แม้วัฒนธรรมการโค้ชที่เน้นการตั้งคำถามกระตุ้นให้คิดจะเป็นสิ่งใหม่สำหรับคนไทยและสร้างได้ไม่ง่ายนัก แต่หากสามารถทำได้สำเร็จก็จะส่งผลดีทั้งกับตัวพนักงานและองค์กรเอง



การสร้างวัฒนธรรมการโค้ช จึงเป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้องค์กรกลายเป็นสถานที่ที่สามารถเรียนรู้ได้อย่างไม่มีวันจบสิ้น เพราะทุกคนจะถูกกระตุ้นให้ต้องคิดทุกวัน ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมองค์กรชั้นนำส่วนใหญ่ในเมืองไทยจึงหันมาใส่ใจและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะนี่จะเป็นทางลัดที่นำไปสู่การสร้าง "องค์กรแห่งการเรียนรู้" ที่สำเร็จอย่างยังยืนต่อไป 


 
หากคุณพร้อมแล้วที่จะสร้างวัฒนธรรมแบบนี้ให้เกิดขึ้น ฉบับหน้าผมจะมาเล่าให้ฟังถึงส่วนผสมและขั้นตอนต่างๆ อย่างละเอียดต่อไป



คราวนี้เนื้อที่หมดพอดี !


 

 จิรโรจน์   ติกกะวี (โรจน์)

Director - Business Development & Strategy 

[ที่มา: โพสต์ทูเดย์ 14 ก.ค.57]