แนวทางรับมือกับปัญหาค่าจ้างขั้นต่ำ ตอนที่ 1

ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนเป็นต้นมา ไม่ว่าจะไปที่ไหนหรือเสพข่าวจากสื่อประเภทใด ก็มีแต่ประเด็นว่าด้วยเรื่องผลกระทบของนโยบายการปรับเงินเดือนเริ่มต้นปริญญาตรี 15,000 บาท และค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั้งนั้น
ประเด็นร้อนนี้ มีทั้งผู้ที่คัดค้านและสนับสนุน

ดังนั้นหากวันนี้เราจะไม่กล่าวถึงเรื่องนี้เลย ก็ดูจะตกเทรนไป !

กระทรวงพานิชย์ออกมาให้ข้อมูลว่าในไตรมาสแรกของปี 2555 มียอดนิติบุคคลจดทะเบียนเลิกกิจการสูงถึงเกือบ 2,800 ราย เพิ่มขึ้นกว่า 90% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี ก่อนและที่น่าสนใจคือ ... กว่า 50% ของการเลิกกิจการเป็นเพราะประสบปัญหาขาดทุน !

ณ เวลานี้ เราคงมาไกลเกินกว่าจะเถียงกันว่า “เห็นด้วย” หรือ “ไม่เห็นด้วย” กับการขึ้นค่าจ้างและค่าแรงขั้นต่ำ แต่ปัญหาที่น่านำมาขบคิดคือองค์กรโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็ก จะอยู่รอดอย่างปลอดภัยและแข็งแรงได้อย่างไร ในสถานการณ์เช่นนี้มากกว่า

ข้อแนะนำเบื้องต้น ต้องเร่ิมจากการปรับกระบวนความคิดเสียก่อน หากเรามีความคิดและความเชื่อที่ถูกต้อง ทุกอย่างก็ดูจะไม่เป็นอุปสรรค ในทางกลับกันหากมีทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง ทุกอย่างก็ดูจะเป็นปัญหาไปเสียหมด

ความคิดที่ควรปรับคือ...
อย่าคิดว่า “ไม่มีทางออก คงทำอะไรไม่ได้แล้ว” จงมองว่าทุกอย่างมีทางแก้ไขและเป็นไปได้เสมอ เพียงแต่ต้องใช้เวลาเท่าไรและต้นทุนขนาดไหน ใช้แล้วคุ้มค่าหรือไม่ มากกว่า
อย่าคิดว่า “ไม่เคยทำ คงทำไม่ได้” เพราะการที่ไม่เคยทำไม่ได้แปลว่าทำไม่ได้ จริงอยู่อาจจะไม่คุ้นเคยบ้าง...เท่านั้นเอง
อย่าคิดว่า “ทำแล้วต้องสำเร็จเสมอไป” เพราะการลองทำอะไรใหม่ ไม่มีใครรับประกันได้ว่าทำแล้วจะออกมาดี แต่ควรลองดูก่อนแล้วค่อย ๆ ปรับวิธีการไปเรื่อย ๆ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่อไป

หลักจากปรับความคิดแล้วคราวนี้มาเรียนรู้แนวทางในการรับมือกับปัญหานี้
ผมมีตัวอย่างแนวทางการรับมือ 10 วิธีด้วยกัน มาแบ่งปัน ประกอบไปด้วย แนวทางระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว

เริ่มต้นจากแนวทางระยะสั้นก่อน ซึ่งมี 4 วิธีด้วยกัน คือ

            ลดต้นทุน - จริงอยู่การปรับค่าจ้างทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นแต่ค่าจ้างไม่ใช่ต้นทุนอย่างเดียวที่องค์กรมี ต้นทุนประกอบไปด้วยปัจจัยต่าง ๆ มากมาย ค่าจ้างเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นหากสามารถลดค่าใช้จ่ายในด้านอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับค่าจ้างลงได้บ้าง ก็จะทำให้ต้นทุนโดยรวมของผู้ประการลดลงได้เช่นกันแม้ค่าจ้างจะปรับขึ้นก็ตาม เช่น การบริหารสินค้าคงคลังไม่ให้มีเหลือมากจนเกินไปหรือน้อยจนไม่พอขาย การลดความสูญเสียระหว่างการผลิตให้น้อยลง การบริหารเส้นทางการจัดส่งสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เป็นต้น

            เพิ่มราคาขาย - แนวทางนี้ต้องทำด้วยความระมัดระวังเพราะการปรับราคาขึ้นอาจทำให้สูญเสียลูกค้าและส่วนแบ่งตลาดหากคู่แข่งไม่ปรับราคาขึ้นตามและตราสินค้า (Brand) ของเรายังไม่แข็งแรง นอกจากนั้นข้อกำหนดข้อห้ามในเรื่องการปรับราคาสินค้าก็มีรายละเอียดค่อนข้างมากซึ่งผู้ประกอบการต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม แต่การปรับราคาขายก็เป็นแนวทางหนึ่งในการรักษาสัดส่วนกำไรให้กับธุรกิจ

            ลดสวัสดิการ - นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องทำด้วยความระมัดระวังอย่างมากและต้องอาศัยการสื่อสารที่ดีกับพนักงานเพราะเป็นแนวทางที่มีความเสี่ยงสูงในด้านความรู้สึกของบุคลากรซึ่งอาจนำมาสู่ปัญหาแรงงานได้ อย่างไรก็ตามหลายๆ องค์กรก็เลือกใช้วิธีการนี้เมื่อประสบกับปัญหาค่าแรงที่เพิ่มขึ้น ตัวอย่างการปรับลดสวัสดิการเช่น ยกเลิกเงินช่วยเหลือค่าโทรศัพท์ ยกเลิกการเลี้ยงอาหารกลางวัน ลดจำนวนเสื้อผ้าหรือแบบฟอร์มที่บริษัทแจกให้กับพนักงาน เป็นต้น

            หาทาง Outsource - งานบางอย่างที่ไม่จำเป็นต้องทำเอง มีคนอื่นภายนอกองค์กรทำได้ดีกว่าในต้นทุนที่ถูกกว่า ก็ควรตัดสินใจ outsource  งานเหล่านั้นออกไป เช่นการจ้างแม่บ้านทำความสะอาดสำนักงาน การจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัยมาเฝ้าโรงงาน หรือ การจ้างพนักงานขับรถให้ผู้บริหาร เป็นต้น

เนื้อที่หมดพอดี คราวหน้าติดตามแนวทางการรับมือในระยะกลางและระยะยาวต่อไปครับ




อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการผู้จัดการ
บริษัท ออคิด สลิงขอท จำกัด
apiwut@riverorchid.com
www.orchidslingshot.com
ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ twitter@apiwutp